วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย เคลียร์ปัญหาสิวเพื่อผิวใสสุดปิ๊งหรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย เคลียร์ปัญหาสิวเพื่อผิวใสสุดปิ๊งหรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย สิวมักจะเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอย่างเราต้องพบเจออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะที่มองเห็นได้เพียงเล็กน้อย หรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย ทั้งหมดล้วนเป็นตัวการทำลายความมั่นใจทั้งสิ้น ทำให้สาวๆ แทบไม่กล้าออกจากบ้านกันได้เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดสิวมักมาจากการรักษาผิวหน้าที่ไม่สะอาดพอ หรือเกิดจากสภาพผิวที่แพ้ง่าย ไวต่อสิ่งแปลกปลอม เจอฝุ่นนิดหน่อยก็เป็นสิวได้แล้ว หากผู้หญิงคนไหนกำลังเผชิญกับปัญหานี้ ลองมาดูวิธีที่เป็นทางออกช่วยดูแลผิวให้ห่างไกลจากปัญหาสิวแบบไม่ยุ่งยากกันดีกว่าค่ะ

วิธีดูแลผิวที่เป็นสิวง่าย

ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน

การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวที่แพ้ง่ายนั้นสำคัญมาก ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของเราเองและต้องเป็นสูตรที่อ่อนโยน หากสาวๆ ไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองนอกจากจะไม่ช่วยให้ใบหน้าใสขึ้นแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผิวหน้าของเราตามมา เป็นเหตุทำให้เกิดอาการระคายเคืองจนเป็นสิวในที่สุด

ไม่ควรแต่งหน้าเยอะเกินไป

สาวๆ บางคนยิ่งหน้าพังก็ต้องยิ่งปกปิดใบหน้าด้วยการใช้เครื่องสำอาง โบกจนเพลินมือแทบไม่เหลือพื้นที่ให้รูขุมขนได้หายใจ รู้หรือไม่ว่าในเครื่องสำอางนั้นมีสารเคมีผสมอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งผิวหน้าเราที่กำลังเจอกับปัญหาสิวอยู่แล้วต้องโดนสารเคมีพวกนี้ก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ดังนั้นเมื่อใบหน้ากำลังเป็นสิวก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางไปก่อน เสียความมั่นใจเพียงชั่วคราว ย่อมดีกว่าต้องสูญเสียความมั่นใจไปตลอดแบบแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว

หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เป็นสิว

แน่นอนว่าหากเป็นสิวง่าย ก็ควรจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นออกไปให้ได้มากที่สุด อย่างแรกเลยก็คือ ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตัวเองก่อนว่าการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันนั้นต้องพบเจอกับอะไรบ้างในแต่ละวัน จากนั้นดูว่าอะไรที่น่าจะเป็นต้นตอของการเกิดสิว แล้วก็ทำการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด เช่น การเปลี่ยนครีม เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนอาหารการกิน รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวและสภาพอากาศด้วย เพียงเท่านี้สิวบนใบหน้าก็จะลดลง และป้องกันไม่ให้สิวชุดใหม่ผุดขึ้นตามมาได้อีก

งดการขัดผิว ทำทรีตเมนท์

หากใบหน้าของสาวๆ เกิดมีอาการแพ้จนเป็นสิวได้ง่าย ก็อย่าตื่นตูมรีบเยียวยาผิวหน้าด้วยการทำทรีตเมนท์โดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบได้ เนื่องจากผิวของเราที่เกิดอาการแพ้ง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความบอบบางเป็นพิเศษ หากสาวๆ ยิ่งใช้ทรีตเมนต์ขัดหน้าก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าแพ้มากขึ้น กลายเป็นสิวเห่อหนัก หรือติดเชื้อจนกลายเป็นสิวหนองที่รุนแรงตามมาได้เลยทีเดียว

หากสาวๆ รู้ตัวว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดสิวได้บ่อย ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้และลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นสิว เพียงเท่านี้ใบหน้าของเราก็จะห่างไกลจากปัญหากวนใจ ให้หน้าสวยใสไร้ที่ติได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรีดตาคมสวย ด้วยดินสอเขียนขอบตา เคล็ดลับความงามของผู้หญิง

กรีดตาคมสวย ด้วยดินสอเขียนขอบตา เคล็ดลับความงามของผู้หญิง

กรีดตาคมสวย รวมเคล็ดลับความสวยความงามสำหรับผู้หญิง ตั้งแต่เคล็ดลับความงาม

กรีดตาคมสวย ไปจนถึงเทคนิคการแต่งหน้า ที่บอกได้เลยว่า ช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ…

เรื่องความสวยความงามกับผู้หญิงเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยไหน ไม่ว่าใครก็อยากจะสวยดูดีมีเสน่ห์กันทั้งนั้น ทำให้ผู้หญิงสมัยนี้ต้องหาวิธีต่าง ๆ ที่จะช่วยอัปเลเวลความสวยให้กับตัวเอง แต่หลาย ๆ วิธีก็ยุ่งยากซับซ้อนเกินไป แถมบางทียังต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกมากับความสวยอีกต่างหาก ซึ่งคงจะดีกว่านี้ถ้าเราได้รู้เคล็ดลับความงามที่สามารถช่วยให้คุณสาว ๆ ได้แต่งเสริมเติมสวยให้กับตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ว่าแล้ววันนี้กระปุกดอทคอมเลยได้นำ 8 เคล็ดลับความงามของผู้หญิง ที่ใช้ได้ผลจริง ๆ แถมรู้แล้วยังช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ ทั้งยังประหยัดเงิน และประหยัดเวลาอีกด้วย จะมีเทคนิคเคล็ดลับอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

กรีดตา

สำหรับสาว ๆ มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มกรีดอายไลเนอร์แต่อยากได้เส้นคมสวยดูโฉบเฉี่ยวแบบมืออาชีพ แนะนำว่าให้ใช้ดินสอเขียนขอบตาค่อย ๆ เขียนชิดเส้นเปลือกตาให้พอเห็นเป็นโครงร่างก่อน จากนั้นใช้ลิควิคอายไลเนอร์เขียนทับเส้นดินสออีกครั้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถกรีดตาได้สวยคมกริบแบบง่าย ๆ แถมไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะออกนอกพื้นที่อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/

 

 …

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ ได้ถูกอิทธิพลของสังคมตะวันตกเข้าครอบงำ ทำให้นิยมการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอาหารเหล่านี้มีไขมันในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และไขมันชนิด Trans Fat ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

เคล็ดลับกินอย่างไร

ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) พบได้ในอาหารประเภท เนย นม ครีม ไข่ เนื้อ สัตว์ปีก ช็อกโกแลต น้ำมันมะพร้าว น้ำมัน ปาล์ม เป็นต้น

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) พบได้มากใน ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม มันปูทะเล ไข่นกกะทา ไข่ปลา เบคอน น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เป็นต้น

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ ไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรสภาพจากของเหลวให้เป็นของแข็ง เช่น มาการีน และในธรรมชาติอาจพบในไขมันสัตว์

อาหารที่ไม่ควรบริโภค
– อาหารประเภทเนย มาการีน

– น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว

– เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

– เนื้อสัตว์ติดมัน ติดหนัง

– ผักหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการทอด

– วาฟเฟิล โดนัท บิสกิต ขนมเค้ก พาย

– ข้าวโพดอบเนย

– นมสด

– อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผักผลไม้ดองอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิด เครื่องปรุงรสต่างๆ

อาหารที่ควรเลือกรับประทาน

– เลือกดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย

– รับประทานไข่ขาว เลี่ยงการทานไข่แดงหรือทานไข่แดงไม่เกิน 3 ฟอง/สัปดาห์

– เลือกทานเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง

– เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว เป็นต้น

– รับประทานปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ซึ่งมีไขมันโอเมก้า – 3 มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดและป้องกันภาวะหัวใจวายได้ด้วย

– เลือกทานผักผลไม้หลากสีสัน เนื่องจากมีใยอาหารช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก และช่วยช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

– เลือกทานข้าวหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ขัดสี whole grain ซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและวิตามินเกลือแร่หลายชนิด

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้มีความเสี่ยง

ควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในค่าที่กำหนด เช่น
LDL-cholesterol < 100 mg/dl

HDL-cholesterol > 40 mg/dl

ความดันโลหิต ≤ 120/80

ระดับน้ำตาลในเลือด ≤ 100 mg/dl

  1. การควบคุมอาหาร
  2. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ห้ามใช้ยาเสพติดทุกชนิด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข สถาบันประสาทวิทยา

กรมการแพทย์ เผยอาการขาอยู่ไม่สุข รบกวนการนอน ทำให้นอนไม่หลับ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข ควบคุมอาการ และทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้น ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการและค้นหาสาเหตุก่อนให้การรักษา

อาการขาอยู่ไม่สุข คืออะไร?
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขหรือโรค Restless legs syndrome (RLS) เป็นอาการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่า มีอะไรมาไต่ที่ขา ยุบๆ ยิบๆ หรือมีอาการกระตุกของขา ซึ่งอาการมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน ช่วงเวลาก่อนนอน หรือเวลานอน ความรู้สึกจะรุนแรงมากจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าต้องขยับขา ลุกมาถีบขา ลุกขึ้นมาเดิน เพื่อลดอาการ โดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นทุกๆ 20-40 วินาที

อาการ ขาอยู่ไม่สุข

อาการขาอยู่ไม่สุข ทำคุณภาพการนอนแย่
อาการดังกล่าวนับเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ความชุกของโรคนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคดังกล่าวไม่แตกต่างกันระหว่างผู้สูงอายุกับคนหนุ่มสาว และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึงสองเท่าตัว สาเหตุของการเกิดโรคเกิดจากสารเคมีในสมองที่เรียกว่า โดพามีน ลดน้อยลง

ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ปกติเซลล์ในสมองสร้างขึ้น แต่จะมีความเจ็บป่วยบางอย่างที่ทำให้โดพามีนน้อยลง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ที่ได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการขาอยู่ไม่สุขได้

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เพื่อตรวจอาการขากระตุก และการถูกปลุกระหว่างการนอนหลับ โดยจะได้รับการประเมินภาวะซีด ภาวะการขาดธาตุเหล็ก การทำงานของไต และระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุก่อนเริ่มให้การรักษา

วิธีรักษาอาการขาอยู่ไม่สุข
การรักษากลุ่มโรคเหล่านี้ ยาที่ดีที่สุด คือ ยาที่มีฤทธิ์เพิ่มสารโดพามีนในกระแสเลือด เนื่องจากสามารถลดอาการขากระตุกและการถูกปลุกให้ตื่น และอาจให้ยาเสริมธาตุเหล็กในบางราย จะเห็นได้ว่าเพียงแค่อาการขากระตุกในช่วงเวลานอนส่งผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาได้ ดังนั้น

ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองเป็นประจำ อาการขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุขดังกล่าว เป็นอาการที่ไม่อันตราย แต่จะรบกวนชีวิต ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง ทำให้นอนไม่หลับ หากมีอาการควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพการนอนที่ดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! เครียดสะสมจากการทำงานควรพบแพทย์ด่วน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! เครียดสะสมจากการทำงานควรพบแพทย์ด่วน

ปวดหัวแบบไหน พาราเซตามอล แอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวดต่างๆ เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาก เพราะไม่ว่าจะปวดหัวแบบไหน มีไข้ไม่สบาย

ปวดหัวแบบไหน หรือเครียดสะสมจากการทำงาน คนไทยก็คว้ายาใส่ปากทานกันได้ง่ายๆ แต่อาการปวดหัวไม่ได้หายกันได้ง่ายๆ แบบนั้นเสมอไป เพราะอาการปวดหัวอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคร้ายอันตรายหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าที่คุณคิด

ปวดหัวแบบไหน

ปวดหัวไม่เหมือนเดิม
เราสามารถสังเกตอาการปวดหัวของเราในแต่ละครั้งได้ว่ามีอาการเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าปกติมักจะปวดหัวตุบๆ ตรงช่วงกลางหน้าผากอยู่บ่อยๆ แต่คราวนี้ดันปวดหัวมากกว่าเดิม และรู้สึกปวดร้าวๆ บริเวณขมับด้านขวาข้างเดียว ปวดมากจนตาพร่า ถือว่าเป็นอาการปวดที่ไม่เหมือนเดิม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอาการที่ผิดปกติได้

ปวดหัวเหมือนเดิม แต่เพิ่มความถี่
อาการปวดหัวสามารถเกิดขึ้นได้บ้างเป็นบางครั้ง ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรมาก แต่หากปวดหัวแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้ปวดหนักมาก แต่ก็ยังถือว่าอาจมีความผิดปกติได้ หากปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดหัวทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งปวดหัวตลอดเวลา น่าจะไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ แล้วล่ะ

ปวดหัวจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
ตามปกติแล้วเมื่อเราอยู่ในช่วงหลับลึก ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราจะลดลง หากมีอาการบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งอาการปวดต่างๆ ก่อนเข้านอน เมื่อเรานอนจนเข้าสู่ช่วงหลับสนิทแล้ว เราจะไม่รู้สึกถึงอาการเหล่านั้น แต่หากเป็นอาการปวดเฉียบพลันที่ทำให้เราทนไม่ไหว ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก นั่นหมายความว่าเป็นอาการปวดที่ไม่ธรรมดา

ปวดหัว พร้อมอาการข้างเคียงอื่นๆ
หากปวดหัวเพียงอย่างเดียว ทานยาก็หาย แต่ถ้าปวดหัวมากๆ แล้วยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว หน้ามืด แขนขาอ่อนแรง หน้าหรือปากเบี้ยว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดปกติทางประสาท และสมอง

ปวดหัวแล้วทานยาไม่หาย
จากที่เคยคว้าพาราเซตามอลมาทานเม็ดเดียวหาย ก็เริ่มต้องทานเพิ่มเป็น 2 เม็ด หรือเริ่มที่จะต้องเปลี่ยนตัวยาไปพอนสแตน หรือตัวยาอื่นๆ ที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ อย่างที่เคยเป็นแน่นอน อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจกำลังทวีความรุนแรงโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวก็ได้

หากมีอาการปวดหัวที่ผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคร้ายอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประสาท และสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งสมอง และเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้ อย่ารอจนกว่าจะมีอาการปวดมากกว่าเดิมจนถึงขั้นทานยาอะไรก็ไม่หาย เพราะหากมีอาการมากถึงขั้นนั้น วิธีการรักษาก็จะยากมากขึ้น และอาจจะต้องใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นตามไปด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com