ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ฟักทองเป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนานหลายร้อยปี ถูกนำมาคิดค้นเป็นสูตรอาหารทั้งคาวหวานหลากหลายเมนูที่ชวนลิ้มลอง

ฟักทองลดน้ำหนัก ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างเบต้าแคโรทีนที่อัดแน่นอยู่ภายใน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งเส้นใยอาหารจำนวนมาก มีแคลอรี่ต่ำ จึงกลายเป็นเมนูลดน้ำหนักสำหรับสาวๆ ที่กลัวอ้วนได้เป็นอย่างดี ใครที่อยากรู้ว่าเมนูฟักทองลดน้ำหนักสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอะไรได้บ้าง ลองมาดูไอเดียต่อไปนี้ที่จะช่วยให้สาวๆ เปลี่ยนมื้ออาหารให้อร่อย แถมไม่อ้วนได้อีกด้วยค่ะ

ฟักทองลดน้ำหนัก

เมนูซุปฟักทองสูตรคลีนเว่อร์!

เนื้อฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูง ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้งและเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหากสาวๆ ได้รับประทานฟักทองเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยอาจจะนำฟักทองมาทำเป็นเมนูง่ายๆ เพียงแค่นำเนื้อฟักทองมาปอกเปลือก แล้วหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เมื่อสุกได้ที่แล้วก็นำมาปั่นกับน้ำเปล่าให้ละเอียด จากนั้นนำไปเคี่ยวอีกครั้ง เติมเกลือและน้ำผึ้งเล็กน้อย ก็จะได้เป็นเมนูซุปฟักทองแคลอรี่ต่ำ รสอร่อย และยังทำไม่ยุ่งยาก โดยรสชาติของเมนูนี้จะคล้ายๆ กันการกินฟักทองที่นำไปนึ่ง แต่วิธีนี้จะกินง่ายกว่าและรู้สึกอิ่มท้อง เหมาะสำหรับรับประทานเป็นมื้อเช้า รับรองว่าช่วยให้สาวๆ ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แกงเลียงฟักทอง เมนูคู่ครัวไทย

เมนูแสนอร่อยเรียบง่าย และได้รสชาติความแซ่บแบบไทยๆ กับเมนูแกงเลียงฟักทอง ที่ยังมีส่วนผสมของผักอื่นๆ อีกหลายอย่าง หากต้องการเพิ่มความอิ่มมากขึ้น เน้นเติมเนื้อฟักทองหั่นเข้าไป จะได้รสชาติความหวานนัวกลมกล่อมของรสผัก กินยังไงก็ไม่อ้วน แถมอิ่มท้องอีกด้วย

เมนูฟักทอง ที่ไม่ควรลอง

ฟักทองที่นำไปทอดให้กรอบและมีรสชาติที่แสนอร่อยนั้น เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมาก หากต้องการจะลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ควรงดเมนูนี้ไปได้เลย เนื่องจากฟักทองที่เป็นแบบทอดนั้น จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าเมนูนี้จะต้องมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าฟักทองจะมีประโยชน์ที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็สามารถทำให้สาวๆ อ้วนได้เช่นกัน รวมถึงพวกฟักทองแกงบวช หรือฟักทองเชื่อมที่เป็นขนมหวาน แม้จะมีวัตถุดิบหลักเป็นเนื้อฟักทอง แต่ก็อุดมไปด้วยปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงมากๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า

ด้วยเมนูฟักทองช่วยลดน้ำหนัก กับสูตรการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ราคาประหยัด หากมีวินัยในการกินที่ดีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าหุ่นของสาวๆ จะสวยได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ป่วยเป็น

การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย
ถึงการออกกำลังกายส่งผลต่อดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน
การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ

ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ

กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน

รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้

กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน

หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ปัญหาฟันเหลือง จนหมดสวย แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

ปัญหาฟันเหลือง จนหมดสวย แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

ปัญหาฟันเหลือง จนหมดสวย หากพูดถึงการยิ้มสาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงอยากจะมีรอยยิ้มที่สดใสและดูมีเสน่ห์กันใช่ไหมละคะ แต่ถ้าหากเรายิ้มแล้วกลับพบว่าฟันของเรานั้นมีคราบสีเหลืองติดอยู่

ปัญหาฟันเหลือง จนหมดสวย ก็อาจจะส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันและอาจจะทำให้คุณผู้หญิงไม่กล้าที่จะเผยรอยยิ้มให้กับใครอีกเลย หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจสร้างความไม่มั่นใจ ทำให้หมดเสน่ห์ความสวย กลายเป็นปัญหาคุณภาพชีวิตตามมา ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้สิ่งนี้เป็นตัวการทำลายโอกาสของสาวๆ ลองมาดูสาเหตุที่ทำให้ฟันขาวกลายเป็นฟันเหลือง จะได้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสีกันได้อย่างตรงจุดค่ะ

ปัญหาฟันเหลือง

อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เกิดคราบเหลืองที่ฟันได้

รู้หรือไม่ว่าเครื่องดื่มหรืออาหารบางชนิดนั้นส่งผลต่อฟันของเรามากเลยทีเดียว ถ้าหากสาวๆ ไม่อยากฟันเหลืองแล้วล่ะก็ควรหลี่กเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวก กาแฟ ชา และน้ำอัดลม นอกจากนี้ก็ยังอาหารที่เป็นสาเหตุให้ฟันเหลืองด้วย เช่น เครื่องแกง ขมิ้น ซอสดำ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ถ้าเลือกที่จะกินจริงๆ ก็ควรกลั้วปากให้สะอาดภายหลังจากนั้นไม่เกิน 1 ชั่วโมง จะได้ป้องกันไม่ให้คราบเหลืองไปเกาะติดที่ผิวฟัน

ตัวการจากยาและโรคภัยต่างๆ

สาวๆ บางคนอาจจะมีระดับฟลูออไรด์สูงตั้งแต่ยังเด็กซึ่งก็อาจจะส่งผลทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ อีกทั้งยังพบว่า ยาปฏิชีวนะจำพวกเตตราไซคลีนและอะม็อกซิลินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เหลือง รวมถึงโรคบางชนิดที่มีอาการอาเจียนมากเกินไป หรือโรคที่มีปัญหาทางตับก็เป็นตัวการที่ทำให้ฟันเหลืองได้หากเกิดขึ้นแบบเรื้อรังโดยไม่ได้ทำการรักษา

สารเคลือบฟันที่หายไป

ความจริงแล้วสารเคลือบฟันไม่ได้ช่วยทำให้ฟันขาวอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ เพราะโดยธรรมชาติแล้วฟันของเรานั้นจะมีสีเหลืองอ่อน แต่ถ้าหากฟันได้รับสารเคลือบฟันที่มากจนเกินไปก็จะส่งผลทำให้ฟันดูเหลืองเพิ่มได้แบบที่สาวๆ หลายคนคงไม่รู้มาก่อน นอกจากนี้อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำอัดลม น้ำส้ม น้ำมะนาว และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็มีผลต่อสารเคลือบฟันของเราเช่นกัน

พฤติกรรมเหล่านี้ คือสาเหตุที่ทำให้ฟันของสาวๆ เสื่อมสภาพและเปลี่ยนสีได้ หากไม่อยากฟันเหลืองจนสูญเสียความมั่นใจแล้วล่ะก็ ควรหลี่กเลี่ยงให้มากที่สุดกับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น พร้อมการพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สาวๆ ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพฟันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยังมีประสิทธิภาพในการใช้งานดีหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเติมรอยยิ้มที่สดใสและดูมั่นใจมากยิ่งขึ้นได้ไม่ยากอย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เคล็ดลับง่ายๆ กินอย่างไร ช่วย “ลดพุง”สิ่งสำคัญสำหรับคนที่อยากจะลดน้ำหนัก

เคล็ดลับง่ายๆ กินอย่างไร ช่วย “ลดพุง”สิ่งสำคัญสำหรับคนที่อยากจะลดน้ำหนัก

เคล็ดลับง่ายๆ นอกจากการออกกำลังกายแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับคนที่อยากจะลดน้ำหนัก ก็คือการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ลดการทานแป้ง น้ำตาล และไขมันจากสัตว์ และเพิ่มผักผลไม้ให้มากขึ้น แต่บางครั้งแค่ความรู้ลอยๆ แบบนี้อาจจะหยิบจับมาทานตามให้เป็นรูปธรรมอาจจะยากหน่อย

เคล็ดลับง่ายๆ เคร่งครัด ลดการทานแป้ง น้ำตาล และไขมันจากสัตว์ และเพิ่มผักผลไม้ให้มากขึ้น แต่บางครั้งแค่ความรู้ลอยๆ แบบนี้อาจจะหยิบจับมาทานตามให้เป็นรูปธรรมอาจจะยากหน่อย อาจจะกะปริมาณไม่ถูกว่าน้อยคือเท่าไร

เคล็ดลับง่ายๆ

สุขภาพดี เริ่มที่โภชนาการ จานอาหารสุขภาพ สูตร 2:1:1:1
“กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว”
จาก นางสาวจินต์จุฑา ประสพธรรม นักกำหนดอาหาร เครือข่ายคนไทยไร้พุง กล่าวว่า จานอาหารสุขภาพ ตามสูตร 2:1:1:1 เป็นการปรับเปลี่ยนอาหารจานโปรดในชีวิตประจำวันให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นแนวคิดการกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมโดยกะด้วยสายตา เป็นหลักการง่ายๆ ที่ทำให้การกินในแต่ละมื้อได้รับสารอาหารครบถ้วนและไม่มากจนเกินไปมีหลักการจำง่ายๆ คือ “กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว”

แต่ละมื้อให้แบ่งสัดส่วนอาหารในจานออกเป็น 4 ส่วน คือ

  • ผัก 2 ส่วน เป็นผักดิบหรือผักสุกก็ได้ ซึ่งจะทำให้ได้รับใยอาหาร วิตามินและแร่ธาตุ
  • คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วนควรเลือกเป็นประเภทที่ไม่ขัดสีเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีตหรือจะเป็นประเภทเส้น ก็จะทำให้ได้รับพลังงานอย่างพอดี
  • โปรตีน 1 ส่วน เน้นกลุ่มไขมันต่ำเช่น อกไก่ หมูสันใน ปลา หรือเต้าหู้ ทำให้ได้สัดส่วนที่พอดี
  • ผลไม้ 1 ส่วนเช่น ส้ม มะละกอ แอปเปิ้ล

ส่วนที่เสริมเพิ่มเข้ามา คือ นม 1-2 แก้วต่อวัน และควรเป็นนมจืด หรือนมถั่วเหลืองหวานน้อย

อาหารสูตร 2:1:1:1 ช่วยลดพุงได้อย่างไร?

การกินแบบ 2:1:1:1 ใน 1 มื้อจะให้พลังงานประมาณ 400 กิโลแคลอรี ช่วยลดพลังงานในแต่ละวันลงได้ 500 กิโลแคลอรี ใน 1 สัปดาห์สามารถลดน้ำหนักลงได้ ½ กิโลกรัม นอกจากนี้การกินแบบนี้จะได้ปริมาณผักใน 1 มื้อ 100-200 กรัมและหากกิน 3 มื้อควบคู่กับผลไม้จะได้รับปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้

อย่างไรก็ตามควรมีกิจกรรมทางกายร่วมด้วยจะช่วยลดพุงได้เร็วขึ้น เช่น การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง แอโรบิค ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เล่นกีฬา รวมถึงการเล่นเวทที่เน้นกล้ามเนื้อช่วงท้อง ก็จะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของร่างกายที่ไร้พุงย้อยๆ ได้อย่างแน่นอน แต่ต้องให้เวลากับร่างกายของเราสักนิด พุงโตๆ ไม่ได้มาเพียชั่วข้ามคืน หน้าแบนราบก็ไม่ได้เป็นของเราในชั่วข้ามคืนเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องมีความตั้งใจที่จะลดพุง ลดน้ำหนักให้ได้ รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

หนาวนี้อากาศ จะแห้งแค่ไหน แต่ปากต้องไม่แห้ง เพื่อสุขภาพ

หนาวนี้อากาศ จะแห้งแค่ไหน แต่ปากต้องไม่แห้ง เพื่อสุขภาพ

หนาวนี้อากาศ ไม่ว่าจะหนาวเพราะลมฤดูหนาวหรือหนาวเพราะแอร์คอนดิชั่น แต่ไม่ว่าหนาวไหนก็ทำให้ปากของสาวๆ แห้งได้

หนาวนี้อากาศ ซึ่งอาจเป็นตัวทำลายคอมพลีตลุคที่สาวๆ อุตส่าห์แต่งมาอย่างดี ริมฝีปากจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สาวๆ ไม่ควรละเลยที่จะดูแลใส่ใจให้มาก เพื่อสุขภาพและความงามที่ครบ พบกับ 4 วิธีการดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื่นสู้ภัยหนาว แล้วหนาวนี้ปากแห้งคืออะไร สาวๆ จะไม่รู้จักอีกต่อไป

ลิปบาล์มที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

จริงอยู่ที่ทุกคนย่อมรู้ว่าริมฝีปากก็ต้องการความชุ่มชื่นไม่ต่างอะไรไปจากผิวหน้า แต่ก็มีสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่ละเลยความสำคัญของเรื่องนี้ไป เราจึงอยากให้สาวๆ ลงทุนกับคุณภาพริมฝีปากสักนิด เพราะปากที่ชุ่มชื่นย่อมนำมาซึ่งลิปสีสดสวยติดทนตลอดวัน โดยลิปบาล์มสมัยนี้ก็มีให้เลือกมากมายตามความชอบและตามงบของแต่ละคน ไล่ตั้งแต่ Glossier, Fresh, Burt’s Bee, Blistex หรือจะเป็นสายโลคอลอย่าง สีผึ้งแม่เลียบ หรือสายเบสิกอย่าง Vaseline ก็ดีทั้งนั้น แต่อย่าลืมทา (หรือโบก) ลิปบาล์มก่อนนอนและก่อนแต่งหน้า แค่นี้ก็เป็นการเตรียมความชุ่มชื่นให้ริมฝีปากได้แล้ว

หนาวนี้อากาศ

นอกจากจะให้ความชุ่มชื่นแล้ว บางครั้งริมฝีปากที่ผ่านการใช้งานจากลิปสติกหรือมลภาวะต่างๆ ก็ต้องการการดูแลมากขึ้นอีกนิด ซึ่งสาวๆ คงท่องจำกันได้หมดว่า เราสามารถสครับปากได้ง่ายๆ เพียงใช้น้ำผึ้งกับน้ำตาล หรือใช้แปรงสีฟัน แค่นี้เอง แต่เชื่อว่ามีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำเป็นประจำ เราจึงอยากให้สาวๆ กลับมาใส่ใจลงมือทำจริงๆ สักนิด ลองทำดูสัก 2 อาทิตย์ แล้วจะเห็นว่าผลลัพท์ที่ได้คุ้มค่าเวลาที่เสียไปจริงๆ สาวๆ อาจจะเพิ่มการบำรุงอีกขั้นด้วยการมาสก์ริมฝีปาก ซึ่งปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์มากมายที่อาสามาช่วยเราดูแลริมฝีปาก และแต่ละตัวชื่อเสียงเรียงนามก็เด็ดๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Lip Sleeping Mask จาก Laneige หรือ Cherry Lip Gel Patch Etude งานนี้รักแบรนด์ไหน ชอบตัวไหน ไปตำมาโลด!

พักเนื้อแมทท์ พบเนื้อทินท์

แม้ว่าฤดูหนาวเมืองไทยอากาศจะไม่ได้แห้งมากเท่าที่อื่น แต่สาวๆ คนไหนที่อยากลองเปลี่ยนลุค ก็สามารถหันมาใช้ลิปที่มีเนื้อทินท์ หรือเนื้อกึ่งแมทท์ต่างๆ ได้ สาวๆ คนไหนงบถึง เราอยากให้ลองไปสวอชจักรวาล Bobbi Brown Crushed Lip Color ดู โทนสีไล่เฉดเชอร์รี่องุ่นมาเต็ม ให้ลิปฝีปากอวบอิ่มชุ่มชื่นสุดๆ แต่สาวๆ คนไหนงบไม่ถึงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ให้กลับไปพึ่งสิ่ง back to basic ด้วยลิปทินท์ของ Etude ที่มีหลากเฉดแดงส้มมานำเสนอ

ปากชุ่ม หน้าเด็กด้วยกลอส

เพียงเดินเข้าไปร้านมูจิ ร้านยอดฮิตในใจหลายๆ คน แล้วครั้งหน้าที่คุณซื้อสมุดปากกาหรือผ้าเช็ดตัว อยากให้ลองพิจารณาลิปกลอสของแบรนด์นี้ด้วย เพราะคุณภาพดีไม่ต่างจากแบรนด์ไฮแอนด์ดังๆ เลย

ใครที่ปากแห้งหนักหรืออยากเปลี่ยนลุคระหว่างวันเพียงปาดลิปกลอสเข้าไป ก็ได้ลุคใหม่ง่ายๆ หรือหากมีกลอสยี่ห้อที่ชอบอยู่แล้ว ก็อย่ารอช้าหยิบมันขึ้นมา ทาลงบนริมฝีปาก แล้วเชิดหน้ายิ้มนิด แค่นี้ก็สวยได้ ลมหนาวไหนก็ทำร้าย (ริมฝีปาก) คุณไม่ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เคล็ดลับผิวหน้ากระจ่างใส ทำง่ายในแบบธรรมชาติอยากมีผิวหน้าสวยใส

เคล็ดลับผิวหน้ากระจ่างใส ทำง่ายในแบบธรรมชาติอยากมีผิวหน้าสวยใส

เคล็ดลับผิวหน้ากระจ่างใส อยากมีผิวหน้าสวยใส สาวๆ หลายคนเฟ้นหาสูตรหน้าใสมาใช้กันยกใหญ่ แต่รู้หรือไม่คะว่า หากเพียงดูแลผิวด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ก็ไม่ต้องใช้สูตรหน้าใสใดให้ยุ่งยากและเสียเวลาเลย เพียงทำตามนี้ทุกวัน ผิวหน้าก็จะสวยกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว

เคล็ดลับผิวหน้ากระจ่างใส ก็ไม่ต้องใช้สูตรหน้าใสใดให้ยุ่งยากและเสียเวลาเลย เพียงทำตามนี้ทุกวัน ผิวหน้าก็จะสวยกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว

เคล็ดลับผิวหน้ากระจ่างใส

ทำความสะอาดผิวหน้า

หลังจากกลับมาถึงบ้านแล้ว สาวๆ ควรเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมดจดด้วยคลีนซิ่งออยล์และล้างหน้าตามขั้นตอนปกติ จากนั้นเช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์สูตรไร้แอลกอฮอล์เพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิว นอกจากทำให้ผิวหน้าสะอาดใสเกลี้ยงเกลาแล้วยังช่วยป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นได้อีกด้วย ที่สำคัญยังทำให้ผิวหน้ากระชับขึ้นด้วยค่ะ

โยคะใบหน้า

หลังจากล้างหน้าให้สะอาดหมดจดแล้ว สาวๆ ยังสามารถบริหารใบหน้าด้วยการทำโยคะใบหน้าได้ด้วย ง่ายๆ เลยค่ะเพียงสูดลมเข้าปากลึกๆ แล้วเก็บลมเอาไว้ข้างในปากโดยทำแก้มให้ป่องๆ สลับลมไปมาในระหว่างแก้มสองข้าง 30 วินาที วิธีนี้จะช่วยลดความหนาของแก้มลงได้ และยังช่วยให้ใบหน้ากระชับขึ้นได้ด้วย

กินบำรุงผิวจากภายใน

ควรเน้นการกินผักผลไม้ให้มากๆ เป็นประจำทุกวัน เพราะผักผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยชะลอความแก่ และฟื้นบำรุงผิวจากภายในได้ ทำให้ผิวหน้าสวยเปล่งปลั่งกระจ่างใส มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

ควบคุมการกินของหวาน

การกินของหวานไม่เป็นผลดีต่อผิวอย่างยิ่ง เพราะน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดมากไปจะไปเกาะติดเส้นใยโปรตีนที่อยู่ในระหว่างเซลล์ผิวจนทำให้ผิวเกิดภาวะความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่น มีความหยาบกร้านและแก่ก่อนวัยได้ในที่สุด ดังนั้น ควรลดการกินของหวานให้น้อยลง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยชะลอความแก่ลงได้อีกทางแล้วล่ะ

พอกหน้าด้วยวัตถุดิบธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นมะขามเปียก ขมิ้น น้ำผึ้ง มะนาวหรือเปลือกส้ม วัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านี้ สาวๆ สามารถนำมาทำเป็นสูตรขัดผิว พอกผิว พอกหน้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผิวที่มีความหมองคล้ำและมีจุดด่างดำ รวมถึงรอยสิว รับรองจะช่วยแก้ปัญหาผิวเหล่านี้ให้ค่อยๆ จางลง ทำให้ผิวกระจ่างใสได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย

ทาครีมกันแดดทุกวัน

แสงแดดเป็นตัวทำร้ายผิวให้หมองคล้ำและมีริ้วรอยเหี่ยวย่นเร็ว ดังนั้น จึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV โดยควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 ขึ้นไป หรือเลือกใช้ตามกิจกรรมในระหว่างวันว่าเผชิญแสงแดดมากน้อยแค่ไหน แต่หากต้องตากแดดเป็นเวลานาน อย่าลืมทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมงด้วยนะคะ

นอกจากนี้แล้ว เพื่อการมีผิวหน้าสวยกระจ่างใส สาวๆ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดวันละมากๆ ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ นอนให้อิ่มเต็มที่ ไม่ควรนอนดึกและไม่เครียด รับรองค่ะว่าผิวหน้าสวยใส แบบไม่ต้องง้อสูตรหน้าใสใดๆ เลยล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เป็นเรื่องดีที่สมัยนี้มีคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้อง นั่นคือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร เมื่อไรก็ตามที่เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกมาผ่านการออกกำลังกายแล้ว

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย นอกจากการวินัยในการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายแล้ว ยังมีตัวช่วยดีๆ อย่างซูเปอร์ฟู้ดทั้ง 10 ชนิดที่จะช่วยให้เราลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เลือกทานได้ตามใจชอบได้เลย

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีใยอาหารสูง ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย มีรสชาติหวานตามธรรมชาติ สีเข้มๆ เป็นข้อพิสูจน์ถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูง ช่วยต่อต้านโรคต่างๆ ได้มากมาย

หากหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สดๆ ไม่ได้ สามารถหาซื้อผลไม้แช่แข็งมาทานกับโยเกิร์ต ซีเรียล หรือทานเป็นของว่างระหว่างวันได้

2. ปลา

ปลาเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไขมันดีโอเมก้า-3 ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ สามารถหาทานได้ทั้งแบบสด แช่แข็ง หรือกระป๋อง ปลาที่อยากแนะนำคือ แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล แฮริง เทราต์ แอนโชวี่ และซาร์ดีน

3. ผักใบเขียว

ผักที่มีใบสีเขียวเข้มเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี และแคลเซียมชั้นดี และยังมีสารพฤกษเคมี (สารเคมีที่สร้างโดยพืช มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์) และยังเพิ่มใยอาหารให้กับร่างกายได้ขับถ่ายอย่างคล่องตัวอีกด้วย

มื้อหน้าอย่าลืมเพิ่มผักคะน้า ปวยเล้ง ผักกาดผอม และอักใบเขียวอื่นๆ ลงไปในมื้ออาหารของคุณด้วยล่ะ

4. ถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วชนิดไหน เฮเซลนัท อัลมอนด์ พีคาน ฯลฯ ก็เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีต่อร่างกาย ด้วยกันทั้งนั้น แถมยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย

ลองเพิ่มถั่วลงไปในมื้ออาหารของคุณ เช่น ใส่ถั่วลงไป 1 กำมือในโยเกิร์ต หรือทานเป็นอาหารว่างแทนขนมได้ แต่อย่าลืมว่าถั่วเป็นอาหารให้พลังงาน ดังนั้นอย่าเผลอทานเยอะเกินไป

เพราะอาจจะเพิ่มพลังงานให้กับมื้ออาหารของคุณมากจนเกินความต้องการแทน

5.น้ำมันมะกอก

ใครๆ ก็รู้ดีว่าน้ำมันมะกอกมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีไขมันที่ดีต่อร่างกายอยู่สูง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี โพลีฟีนอลที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจอีกด้วย

ใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารแทนการใช้เนย หรือมาการีน ราดบนผักสลัด ผสมในน้ำสลัด หรือใช้ผัดผักแบบเร็วๆ ก็ได้

6. โฮลเกรน

เราสามารถทานโฮลเกรนได้จากขนมปังที่ใส่โฮลเกรนเยอะๆ หรือโฮลเกรนที่อัดมาเป็นแท่ง รวมถึงธัญพืชต่างๆ ที่แยกมาเป็นแต่ละชนิด โฮลเกรนเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินบี แร่ธาตุ

และโพลีฟีนอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และเบาหวาน เราสามารถทานโฮลเกรนได้ง่ายๆ เพียงทานข้าวกล้อง แทนข้าวขาว

ผสมควินัวลงไปในข้าวก่อนหุง ผสมเมล็ดเจียลงไปในสลัด หรือขนมที่ทาน ละเลือกทานขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว

7. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นแหล่งโปรตีน และแคลเซียมชั้นดี นอกจากนี้ยังมีโพรไบโอติกส์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย เป็นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ลองทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แล้วใส่ผลไม้สด ดีกว่าการทานโยเกิร์ตรสผลไม้สำเร็จรูป เพราะมีน้ำตาลมากกว่า และก่อนซื้อโยเกิร์ตมาทาน

สังเกตที่ฉลากด้วยว่ามีแบคทีเรีย Lactobacillus, L. acidophilus, L. bulgaricus, หรือ S. thermophilus. หรือไม่

8. ผักประเภทกะหล่ำ

ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ดอกกะหล่ำ และอื่นๆ เป็นผักที่มีใยอาหาร มีวิตามิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งด้วย

9. ถั่วเมล็ดแห้ง

ถั่วตระกูล Legumes คือถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง และถั่วขาว มีใยอาการ โฟเลต และโปรตีน

ซึ่งสารอาหารในถั่วประเภทนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ อย่าลืมหาถั่วเหล่านี้มาทานเป็นอาหารว่าง รวมถึงใส่ลงไปในอาหารจานหลักบ้างนะ

10. มะเขือเทศ

วิตามินมีวิตามินซีสูงเมื่อทานสด แต่เมื่อปรุงสุกก็ยังมีประโยชน์เพราะมีไลโคปีนสูง เพราะฉะนั้นเราสามารถเลอกทานมะเขือเทศได้ทั้งสด และปรุงสุก

นอกจากผิวสวยใสเปล่าปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว หากทานมะเขือเทศปรุงสุกจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสำหรับท่านชายอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”เป็นวิธีที่มีอันตราย

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”เป็นวิธีที่มีอันตราย

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน” เป็นวิธีที่มีอันตราย อาจทำให้เกิดอาการผิวอักเสบในผู้ที่แพ้กาวหรือส่วนประกอบของกาว อาจทำให้เกิดผิวไหม้ลอก และเป็นแผลเป็นถาวร

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากข่าวที่มีการแชร์วิธีลอกสิวเสี้ยนที่จมูกโดยการใช้กาวตราช้างทาลงบนกระดาษกาว ก่อนจะปิดลงบนจมูกแล้วลอกออกนั้น เป็นวิธีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการผิวอักเสบในผู้ที่แพ้กาวหรือส่วนประกอบของกาว การแปะด้วยวิธีดังกล่าว

เตือน

หากใช้ปริมาณกาวมากเกิน ทำให้มีผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น และหรือหากไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง/อวัยวะส่วนอื่น เช่น รอบดวงตา หรือริมฝีปาก ที่ผิวหนังบอบบาง เกิดอาการระคายเคืองง่าย อาจทำให้เกิดผิวไหม้พอง เป็นแผลเป็นถาวรได้

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กาวตราช้าง หรือที่รู้จักกันในชื่อซุปเปอร์กลูหรือพาวเวอร์กลู เป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลต (cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน และนิยมใช้ในเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม กาวชนิดนี้มีโครงสร้างทางเคมีที่เหมาะสำหรับใช้เฉพาะเชิงอุตลาหกรรม (Industrial grade)การใช้กาวชนิดนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง เพราะเกิดปฏิกิริยารวดเร็ว

ทำให้มีการคายความร้อนที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้มากกว่ากาวที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์ (Medical grade) นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต (Alkyl cyanoacrylate)ซึ่งแม้จะมีปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ผู้ที่ต้องการกำจัดสิวเสี้ยนจึงควรใช้วิธีอื่นๆที่มีความปลอดภัยมากกว่า เช่น การใช้สารธรรมชาติ เช่น ไข่ขาว หรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าการใช้กาวตราช้างแต่มีความปลอดภัย ซึ่งไม่เป็นพิษ และเกิดการระคายเคืองกับผิวหนังน้อยกว่า ตลอดจนมีการกำหนดปริมาณกาวในปริมาณที่พอเหมาะและออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เรื่องน่ารู้ของการผ่าตัด “กระเพาะอาหาร” เพื่อ “ลดน้ำหนัก”

เรื่องน่ารู้ของการผ่าตัด “กระเพาะอาหาร” เพื่อ “ลดน้ำหนัก”

เรื่องน่ารู้ของการผ่าตัด ผู้ที่กำลังเผชิญภาวะอ้วน อ้วนมาก ทำอย่างไรก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพ

เรื่องน่ารู้ของการผ่าตัด ผู้ที่กำลังเผชิญภาวะอ้วน อ้วนมาก ทำอย่างไรก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร มาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

เรื่องน่ารู้ของการผ่าตัด

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง และอาจจะมีการผ่าตัดเพื่อปรับเปลี่ยนทางเดินอาหารใหม่ ทำให้การดูดซึมอาหารลดลงด้วย ทั้ง 2 กลไกนี้จะทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารแล้วรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และก็ทำให้น้ำหนักลดลงในที่สุด

โดยทั่วไปการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมี 2 วิธีหลักๆ

วิธีแรก Laparoscopic Sleeve Gastrectomy คือ ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เล็กลงอย่างเดียว วิธีนี้ขนาดกระเพาะจะคล้ายๆ กับไส้กรอกยาวๆ เรียกสั้นๆ ว่า การผ่าตัดแบบ Sleeve

วิธีที่สอง Laparoscopic Gastric Bypass คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร และมีการทำทางเดินอาหารใหม่ด้วย ทำให้มีการดูดซึมอาหารลดลง วิธีนี้เรียกสั้นๆ ว่า Bypass

ทั้ง 2 วิธีนี้ ทำให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงได้ และโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจดีขึ้น หรือในบางครั้งหายขาดได้ วิธีไหนเหมาะกับผู้ป่วยรายไหนขึ้นอยู่ที่น้ำหนัก และโรคประจำตัวต่างๆ ของแต่ละราย

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก

อันดับแรก ผู้ป่วยต้องตรวจดัชนีมวลกาย หรือ BMI ของตัวเองก่อนว่าเข้าได้กับข้อบ่งชี้ที่กล่าวมาข้างต้น คือมีภาวะโรคอ้วนระดับ 3 ค่าดัชนีมวลกาย หากเข้าได้กับข้อบ่งชี้และได้ลองพยายามลดน้ำหนัก การคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างเต็มที่แล้วไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ควรเข้ามาติดต่อที่ คลินิกผ่าตัดรักษาโรคอ้วน ทุกวันอังคาร เวลา 12.00 – 15.00 น. เพื่อพบแพทย์ซึ่งจะมีการพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผ่าตัด และมีการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดทุกระบบ เพื่อดูความพร้อมก่อนการผ่าตัด

นอกจากนั้นต้องพยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองก่อนอย่างน้อย 5-10 % เพื่อการผ่าตัดที่ปลอดภัยมากขึ้น โดยทั่วไปการผ่าตัดจะเป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวไว นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลระยะสั้น 1-2 คืนก็กลับบ้านได้แล้ว แต่หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องกลับมาตรวจทุกๆ 3 เดือนในช่วง 1 ปีแรก เพื่อดูว่ามีผลแทรกซ้อนระยะยาวหลังผ่าตัดหรือไม่ น้ำหนักลดลงหรือไม่ และโรคประจำตัวต่างๆ ของคนไข้ดีขึ้นหรือไม่

การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักเป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาสุขภาพ ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อรักษาความสวยงาม อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารไปแล้ว ไม่มีการควบคุมพฤติกรรมด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ท่านสามารถกลับมาอ้วนได้เช่นเดิมอีก

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

โสดก็ดีแบบนี้แหละ ! มาดู 5 วิธี การอยู่คนเดียวให้มีความสุข โสด สตรอง

โสดก็ดีแบบนี้แหละ ! มาดู 5 วิธี การอยู่คนเดียวให้มีความสุข โสด สตรอง

โสดก็ดีแบบนี้แหละ ! สวัสดีค่าสาวๆ SistaCafe สาวๆ หลายคนที่โสด อาจจะรู้สึกนอยๆ เวลาที่เห็นเพื่อนๆ รอบข้าง ที่เค้ามีคู่ และยังคอยถามเราอยู่ตลอดเวลาด้วย

โสดก็ดีแบบนี้แหละ ! สวัสดีค่าสาวๆ SistaCafe สาวๆ หลายคนที่โสด อาจจะรู้สึกนอยๆ เวลาที่เห็นเพื่อนๆ รอบข้าง ที่เค้ามีคู่ และยังคอยถามเราอยู่ตลอดเวลาด้วย ว่าเมื่อไรเราจะมีแฟน มีคู่แบบเค้าบ้างสักที …..จากไม่คิด ก็เริ่มคิด จนคิดหนัก ซึ่งการที่เราอยู่เป็นโสด ไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขไม่ได้นะคะ แถมยังมีความสุขได้มากกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก!!!

โสดก็ดีแบบนี้แหละ

วันนี้เราเลยขอเอาใจสาวโสดกันสักนิด ด้วย 5 วิธี การอยู่คนเดียวให้มีความสุข ให้รู้ว่าโสดก็ดีแบบนี้แหละ มาฝากกัน จะมีเรื่องอะไรบ้างนั้น เรามาลองดูกันเลยค่ะ

1. อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เริ่มกันที่ข้อแรกที่เป็นข้อที่สำคัญมากๆ สำคัญสุดๆ ที่จะทำให้สาวโสดมีความสุข แบบง่ายๆ เลย ก็คือ การเลิกเปรียบเทียบชีวิตของเรากับชีวิตคนอื่น เพราะคนเราแตกต่างกันตั้งแต่ตอนเกิดมาแล้ว ให้ลองเปรียบเทียบตัวเองดีกว่า ว่าเรามีอะไรที่ดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้นจากเมื่อวานมากน้อยแค่ไหน และอย่าไปน้อยใจ เสียใจ เมื่อเวลาเราพลาด หรือล้มบ้างในบ้างครั้ง เพราะมันก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้วค่ะ

2. หมั่นออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ

เมื่อเราเป็นสาวโสดแล้ว ก็ต้องสตรองด้วย คงไม่มีใครอยากนอนซมตอนป่วยอยู่คนเดียว แบบที่ไม่มีใครคอยดูแลกันหรอกค่ะ แถมร่างกายที่อ่อนแอ ย่ำแย่ ยิ่งพาจิตใจเราให้มีแต่ความท้อ และเศร้า ไม่มีความสุขตามไปด้วย ดังนั้นเรื่องของสุขภาพ จึงสำคัญที่ต้องใส่ใจมาก ๆ เราเลยควรหมั่นใส่ใจสุขภาพของตัวเอง โดยการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์กินผักผลไม้เยอะ ๆ ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอค่ะโดยประโยนช์ของข้อนี้ นอกจากเราจะมีรูปร่าง และบุคลิกเราดี เพิ่มความมั่นใจ เพิ่มโอกาสให้หนุ่ม ๆ สนใจแล้ว ยังให้เราดูสวย ปิ๊ง! ดูเด็กตลอดเวลา และแก่ช้าลงด้วย

3. หาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต

ช่วงเวลาที่เราโสดเนี่ยแหละค่ะ ที่เราจะมีเวลาว่างพอที่จะหันมาใส่ใจตัวเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง การที่เราออกไปเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เจอเพื่อนใหม่ หรือหางานอดิเรกใหม่ ๆ เป็นการดูแลสุขภาพใจ เติมความสุข ความสนุกให้ตัวเอง ทำให้เราได้พัฒนาทักษะ แถมยังเป็นวิธีที่ทำให้เราเลิกนั่งเหงา นั่งฟุ้งซ่าน เลิกน้อยใจเกี่ยวกับเรื่องคู่ ดังนั้นแนะนำหาอะไรก็ได้ที่เราชอบ ทำแล้วมีความสุข หรือสิ่งที่เราคิดไว้แล้วว่าอยากทำ(ตอนมีคู่) แต่ก็ไม่ได้ทำสักที ตอนนี้แหละค่ะ!! โอกาสทองมาถึงแล้ว

4. วางแผนเรื่องเงินทอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยจริง ๆ ค่ะ ว่าความสุขที่เราจะได้มานั้น บางอย่างย่อมมีปัจจัยหลัก คือ เงิน ที่เราต้องใช้ต้องจ่าย เพิ่มความสุขให้ตัวเอง ซึ่งช่วงโสดเนี้ยแหละ เป็นช่วงที่เราไม่ต้องเอาเงินไปเปย์ใคร หรือไปตะเวนเที่ยวกันใครดังนั้น การวางแผนการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เลย เราเลยควรไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ้งเฟ้อ อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็น และเกินตัว ควรมีเงินเก็บ เมื่อเราตกงาน เผื่อยามที่เราเจ็บไข้ ได้ป่วย และเผื่อเอาไว้ดูแลพ่อแม่กันด้วย หรือใครที่พอมีกำลังหน่อย ก็ลองทำทำประกันสุขภาพให้ตัวเองและพ่อแม่ไว้บ้างก็ดีเหมือนกันนะ

5. ให้เวลากับคนรอบข้าง หรือหาเพื่อนใหม่ ๆ อยู่เสมอ

สาว ๆ คนไหนที่เริ่มมีเวลาเพิ่มมากขึ้น ก็อย่ามัวแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้องค่ะ ลองลุกขึ้นมาใช้เวลา ให้ชีวิต กับผู้คนรอบข้างกันดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง เพื่อเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมกันให้มากขึ้น นอกจากนั้นยังต้องเปิดใจกว้าง รับอะไรใหม่ ๆ ง่าย ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ ทำตัวเฟรนลี่ กล้าคุยกับคนอื่น เพื่อทำให้เราได้เรียนรู้ทัศนคติ ไอเดียใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

จบกันไปแล้วค่า กับทั้ง 5 วิธี ใช้ชีวิตโสดให้มีความสุข เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ เป็นวิธีที่ทำไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ ยังไงแล้วถ้าสาวโสดคนไหนกำลังเซ็ง ๆ นอย ๆ หรือน้อยใจสวรรค์ว่าทำไมไม่ส่งคนรัก ลงมาให้สักทีล่ะก็ ลองเอา 5 วิธีนี้ไปปรับใช้กับตัวเองกันดูก่อนดีกว่านะจ๊ะ เผลอ ๆ อาจจะไม่อยากมีคู่ ไม่อยากมีแฟนไปเลยก็ได้ อิอิสำหรับวันนี้ต้องขอลากันไปก่อน หวังว่า สาวโสด หนุ่มโสดทุก ๆ คนจะมีความสุขในการใช้ชีวิตกันนะจ๊ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com