7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก อย่างง่ายๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก อย่างง่ายๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก เราได้ยิน เคล็ดลับการลดน้ำหนัก กันมาแล้วมากมาย แต่หลายวิธีการก็อาจไม่ได้ผล รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ได้ เราจึงได้ไปหาเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ทำได้ไม่ยาก

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนักเราได้ยิน เคล็ดลับการลดน้ำหนัก กันมาแล้วมากมาย แต่หลายวิธีการก็อาจไม่ได้ผล รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ได้ เราจึงได้ไปหาเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ทำได้ไม่ยาก แถมยังได้รับการรับรองจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า สามารถช่วยให้คุณผอมเพรียวได้ดังใจ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกต่างหาก มาอ่านรายละเอียดกันได้เลย

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก

1. ลดแป้งและน้ำตาล
งานวิจัยชี้ว่า การลดปริมาณแป้งและน้ำตาลในมื้ออาหาร จะทำให้ไม่หิวบ่อย และกินได้น้อยลง นอกจากนี้การลดแป้งและน้ำตาลจะช่วยลดระดับอินซูลินในร่างกายด้วย ซึ่งการที่ร่างกายมีอินซูลินต่ำ จะทำให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบการควบคุมน้ำหนักด้วยกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ กับการกินอาหารไขมันต่ำ พบว่ากลุ่มที่กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก คือกินอาหารที่แทบจะไม่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลเลย สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำ

2. กินโปรตีน
งานวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ 80-100 กิโลแคลอรี่ต่อวัน อาหารที่มีโปรตีนสูงยังช่วยลดความอยากอาหารลงได้ 60% และลดความอยากกินของหวานตอนกลางคืนได้ 50% โปรตีนจะควบคุมการทำงานของฮอร์โมนความหิว หรือฮอร์โมนเกรลิน ทำให้เราอิ่มไว ไม่หิวบ่อย และยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ให้ข้อมูลว่า ในวัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงในตอนเช้า จะทำให้อิ่มนานหลายชั่วโมง และไม่กินจุบจิบในระหว่างวัน ทำให้ได้รับแคลอรี่น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อการลดน้ำหนักของเราด้วย

3. กินผักที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
ผักที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ อย่างเช่น บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม มะเขือเทศ ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ฯลฯ เป็นทั้งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยที่มีส่วนช่วยในการขับถ่าย และดีต่อระบบย่อยอาหาร ถ้าการขับถ่ายดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น

4. กินไขมันดี
การกินไขมัน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากอยากลดความอ้วนได้เร็ว สามารถกินไขมันได้ โดยเลือกกินไขมันดี อย่างเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีไขมันต่ำ ควบคู่กับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำเป็น วิธีลดน้ำหนัก อย่างรวดเร็ว

5. ยกน้ำหนัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
ถ้าอยากลดน้ำหนักไว ให้ยกน้ำหนัก เพราะเวลาที่คุณกำลังลดความอ้วน การควบคุมอาหารอาจทำให้การเผาผลาญลดลง เนื่องจากคุณกินอาหารน้อยลง แต่การออกกำลังกายแบบ ยกน้ำหนัก จะช่วยรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกายไม่ให้ลดลง แม้ว่าคุณจะควบคุมอาหารอยู่ แต่ถ้ากรณีที่ไม่สามารถยกน้ำหนักได้ ลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ อย่างการเดิน การวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำแทน มากไปกว่านั้นงานวิจัยยังกล่าวว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และช่วยลดน้ำหนัก และมีงานวิจัยที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ช่วยลดไขมันช่องท้องอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นถ้าไม่สะดวกที่จะออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก ก็ให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว

6. กินอย่างมีสติ
กินอย่างมีสติ หมายถึงการใส่ใจเวลากินอาหาร การมีสติ รู้ตัวว่าเรากำลังกินอะไร กินที่ไหน จะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว เนื่องจากปัจจุบัน เรามักจะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น กินข้าวไวๆ ในรถ หรือทำงานไปกินไป ไม่ก็กินข้าวหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากินอะไรลงไป จนกินมากเกินไปและอ้วนในที่สุด เทคนิคการกินอย่างมีสติที่แนะนำคือ

หาที่นั่งกินให้เรียบร้อย และกินอาหาร
ไม่ทำอย่างอื่นขณะกิน เช่น ดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์
กินช้าๆ เคี้ยวจนอาหารกลายเป็นเนื้อร่วน เหลว จะช่วยให้ลดน้ำหนักไวขึ้น เพราะกว่าร่างกายจะส่งสัญญาณไปที่สมองว่าอิ่มแล้ว ต้องใช้เวลา การกินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะทำให้อิ่ม แถมยังดีต่อระบบย่อยอาหารด้วย

7. นอนหลับ อย่างมีคุณภาพ

มีงานวิจัยหลายงานวิจัยที่บอกว่าการนอนน้อยกว่า 5-6 ชั่วโมง ทำให้น้ำหนักขึ้น งานวิจัยแนะนำว่า การนอนดึก นอนไม่พอ จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี แถมการนอนหลับไม่เพียงพอ ยังทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียด และฮอร์โมนอินซูลิน มากอีกด้วย ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ร่างกายรักษาไขมันไว้ ส่งผลให้เผาผลาญไขมันน้อย ดังนั้น จึงควรเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม นอนให้ครบ 7 ชั่วโมง และนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ก็จะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

 …

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ป่วยเป็น

การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย
ถึงการออกกำลังกายส่งผลต่อดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน
การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ

ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ

กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน

รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้

กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน

หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

หนาวนี้อากาศ จะแห้งแค่ไหน แต่ปากต้องไม่แห้ง เพื่อสุขภาพ

หนาวนี้อากาศ จะแห้งแค่ไหน แต่ปากต้องไม่แห้ง เพื่อสุขภาพ

หนาวนี้อากาศ ไม่ว่าจะหนาวเพราะลมฤดูหนาวหรือหนาวเพราะแอร์คอนดิชั่น แต่ไม่ว่าหนาวไหนก็ทำให้ปากของสาวๆ แห้งได้

หนาวนี้อากาศ ซึ่งอาจเป็นตัวทำลายคอมพลีตลุคที่สาวๆ อุตส่าห์แต่งมาอย่างดี ริมฝีปากจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สาวๆ ไม่ควรละเลยที่จะดูแลใส่ใจให้มาก เพื่อสุขภาพและความงามที่ครบ พบกับ 4 วิธีการดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื่นสู้ภัยหนาว แล้วหนาวนี้ปากแห้งคืออะไร สาวๆ จะไม่รู้จักอีกต่อไป

ลิปบาล์มที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

จริงอยู่ที่ทุกคนย่อมรู้ว่าริมฝีปากก็ต้องการความชุ่มชื่นไม่ต่างอะไรไปจากผิวหน้า แต่ก็มีสาวๆ จำนวนไม่น้อยที่ละเลยความสำคัญของเรื่องนี้ไป เราจึงอยากให้สาวๆ ลงทุนกับคุณภาพริมฝีปากสักนิด เพราะปากที่ชุ่มชื่นย่อมนำมาซึ่งลิปสีสดสวยติดทนตลอดวัน โดยลิปบาล์มสมัยนี้ก็มีให้เลือกมากมายตามความชอบและตามงบของแต่ละคน ไล่ตั้งแต่ Glossier, Fresh, Burt’s Bee, Blistex หรือจะเป็นสายโลคอลอย่าง สีผึ้งแม่เลียบ หรือสายเบสิกอย่าง Vaseline ก็ดีทั้งนั้น แต่อย่าลืมทา (หรือโบก) ลิปบาล์มก่อนนอนและก่อนแต่งหน้า แค่นี้ก็เป็นการเตรียมความชุ่มชื่นให้ริมฝีปากได้แล้ว

หนาวนี้อากาศ

นอกจากจะให้ความชุ่มชื่นแล้ว บางครั้งริมฝีปากที่ผ่านการใช้งานจากลิปสติกหรือมลภาวะต่างๆ ก็ต้องการการดูแลมากขึ้นอีกนิด ซึ่งสาวๆ คงท่องจำกันได้หมดว่า เราสามารถสครับปากได้ง่ายๆ เพียงใช้น้ำผึ้งกับน้ำตาล หรือใช้แปรงสีฟัน แค่นี้เอง แต่เชื่อว่ามีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำเป็นประจำ เราจึงอยากให้สาวๆ กลับมาใส่ใจลงมือทำจริงๆ สักนิด ลองทำดูสัก 2 อาทิตย์ แล้วจะเห็นว่าผลลัพท์ที่ได้คุ้มค่าเวลาที่เสียไปจริงๆ สาวๆ อาจจะเพิ่มการบำรุงอีกขั้นด้วยการมาสก์ริมฝีปาก ซึ่งปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์มากมายที่อาสามาช่วยเราดูแลริมฝีปาก และแต่ละตัวชื่อเสียงเรียงนามก็เด็ดๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Lip Sleeping Mask จาก Laneige หรือ Cherry Lip Gel Patch Etude งานนี้รักแบรนด์ไหน ชอบตัวไหน ไปตำมาโลด!

พักเนื้อแมทท์ พบเนื้อทินท์

แม้ว่าฤดูหนาวเมืองไทยอากาศจะไม่ได้แห้งมากเท่าที่อื่น แต่สาวๆ คนไหนที่อยากลองเปลี่ยนลุค ก็สามารถหันมาใช้ลิปที่มีเนื้อทินท์ หรือเนื้อกึ่งแมทท์ต่างๆ ได้ สาวๆ คนไหนงบถึง เราอยากให้ลองไปสวอชจักรวาล Bobbi Brown Crushed Lip Color ดู โทนสีไล่เฉดเชอร์รี่องุ่นมาเต็ม ให้ลิปฝีปากอวบอิ่มชุ่มชื่นสุดๆ แต่สาวๆ คนไหนงบไม่ถึงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ให้กลับไปพึ่งสิ่ง back to basic ด้วยลิปทินท์ของ Etude ที่มีหลากเฉดแดงส้มมานำเสนอ

ปากชุ่ม หน้าเด็กด้วยกลอส

เพียงเดินเข้าไปร้านมูจิ ร้านยอดฮิตในใจหลายๆ คน แล้วครั้งหน้าที่คุณซื้อสมุดปากกาหรือผ้าเช็ดตัว อยากให้ลองพิจารณาลิปกลอสของแบรนด์นี้ด้วย เพราะคุณภาพดีไม่ต่างจากแบรนด์ไฮแอนด์ดังๆ เลย

ใครที่ปากแห้งหนักหรืออยากเปลี่ยนลุคระหว่างวันเพียงปาดลิปกลอสเข้าไป ก็ได้ลุคใหม่ง่ายๆ หรือหากมีกลอสยี่ห้อที่ชอบอยู่แล้ว ก็อย่ารอช้าหยิบมันขึ้นมา ทาลงบนริมฝีปาก แล้วเชิดหน้ายิ้มนิด แค่นี้ก็สวยได้ ลมหนาวไหนก็ทำร้าย (ริมฝีปาก) คุณไม่ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เป็นเรื่องดีที่สมัยนี้มีคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้อง นั่นคือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร เมื่อไรก็ตามที่เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกมาผ่านการออกกำลังกายแล้ว

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย นอกจากการวินัยในการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายแล้ว ยังมีตัวช่วยดีๆ อย่างซูเปอร์ฟู้ดทั้ง 10 ชนิดที่จะช่วยให้เราลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เลือกทานได้ตามใจชอบได้เลย

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีใยอาหารสูง ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย มีรสชาติหวานตามธรรมชาติ สีเข้มๆ เป็นข้อพิสูจน์ถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูง ช่วยต่อต้านโรคต่างๆ ได้มากมาย

หากหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สดๆ ไม่ได้ สามารถหาซื้อผลไม้แช่แข็งมาทานกับโยเกิร์ต ซีเรียล หรือทานเป็นของว่างระหว่างวันได้

2. ปลา

ปลาเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไขมันดีโอเมก้า-3 ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ สามารถหาทานได้ทั้งแบบสด แช่แข็ง หรือกระป๋อง ปลาที่อยากแนะนำคือ แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล แฮริง เทราต์ แอนโชวี่ และซาร์ดีน

3. ผักใบเขียว

ผักที่มีใบสีเขียวเข้มเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี และแคลเซียมชั้นดี และยังมีสารพฤกษเคมี (สารเคมีที่สร้างโดยพืช มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์) และยังเพิ่มใยอาหารให้กับร่างกายได้ขับถ่ายอย่างคล่องตัวอีกด้วย

มื้อหน้าอย่าลืมเพิ่มผักคะน้า ปวยเล้ง ผักกาดผอม และอักใบเขียวอื่นๆ ลงไปในมื้ออาหารของคุณด้วยล่ะ

4. ถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วชนิดไหน เฮเซลนัท อัลมอนด์ พีคาน ฯลฯ ก็เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีต่อร่างกาย ด้วยกันทั้งนั้น แถมยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย

ลองเพิ่มถั่วลงไปในมื้ออาหารของคุณ เช่น ใส่ถั่วลงไป 1 กำมือในโยเกิร์ต หรือทานเป็นอาหารว่างแทนขนมได้ แต่อย่าลืมว่าถั่วเป็นอาหารให้พลังงาน ดังนั้นอย่าเผลอทานเยอะเกินไป

เพราะอาจจะเพิ่มพลังงานให้กับมื้ออาหารของคุณมากจนเกินความต้องการแทน

5.น้ำมันมะกอก

ใครๆ ก็รู้ดีว่าน้ำมันมะกอกมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีไขมันที่ดีต่อร่างกายอยู่สูง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี โพลีฟีนอลที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจอีกด้วย

ใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารแทนการใช้เนย หรือมาการีน ราดบนผักสลัด ผสมในน้ำสลัด หรือใช้ผัดผักแบบเร็วๆ ก็ได้

6. โฮลเกรน

เราสามารถทานโฮลเกรนได้จากขนมปังที่ใส่โฮลเกรนเยอะๆ หรือโฮลเกรนที่อัดมาเป็นแท่ง รวมถึงธัญพืชต่างๆ ที่แยกมาเป็นแต่ละชนิด โฮลเกรนเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินบี แร่ธาตุ

และโพลีฟีนอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และเบาหวาน เราสามารถทานโฮลเกรนได้ง่ายๆ เพียงทานข้าวกล้อง แทนข้าวขาว

ผสมควินัวลงไปในข้าวก่อนหุง ผสมเมล็ดเจียลงไปในสลัด หรือขนมที่ทาน ละเลือกทานขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว

7. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นแหล่งโปรตีน และแคลเซียมชั้นดี นอกจากนี้ยังมีโพรไบโอติกส์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย เป็นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ลองทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แล้วใส่ผลไม้สด ดีกว่าการทานโยเกิร์ตรสผลไม้สำเร็จรูป เพราะมีน้ำตาลมากกว่า และก่อนซื้อโยเกิร์ตมาทาน

สังเกตที่ฉลากด้วยว่ามีแบคทีเรีย Lactobacillus, L. acidophilus, L. bulgaricus, หรือ S. thermophilus. หรือไม่

8. ผักประเภทกะหล่ำ

ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ดอกกะหล่ำ และอื่นๆ เป็นผักที่มีใยอาหาร มีวิตามิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งด้วย

9. ถั่วเมล็ดแห้ง

ถั่วตระกูล Legumes คือถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง และถั่วขาว มีใยอาการ โฟเลต และโปรตีน

ซึ่งสารอาหารในถั่วประเภทนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ อย่าลืมหาถั่วเหล่านี้มาทานเป็นอาหารว่าง รวมถึงใส่ลงไปในอาหารจานหลักบ้างนะ

10. มะเขือเทศ

วิตามินมีวิตามินซีสูงเมื่อทานสด แต่เมื่อปรุงสุกก็ยังมีประโยชน์เพราะมีไลโคปีนสูง เพราะฉะนั้นเราสามารถเลอกทานมะเขือเทศได้ทั้งสด และปรุงสุก

นอกจากผิวสวยใสเปล่าปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว หากทานมะเขือเทศปรุงสุกจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสำหรับท่านชายอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”เป็นวิธีที่มีอันตราย

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”เป็นวิธีที่มีอันตราย

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน” เป็นวิธีที่มีอันตราย อาจทำให้เกิดอาการผิวอักเสบในผู้ที่แพ้กาวหรือส่วนประกอบของกาว อาจทำให้เกิดผิวไหม้ลอก และเป็นแผลเป็นถาวร

เตือน “ระวังการใช้กาวตราช้างลอกสิวเสี้ยน”นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า จากข่าวที่มีการแชร์วิธีลอกสิวเสี้ยนที่จมูกโดยการใช้กาวตราช้างทาลงบนกระดาษกาว ก่อนจะปิดลงบนจมูกแล้วลอกออกนั้น เป็นวิธีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการผิวอักเสบในผู้ที่แพ้กาวหรือส่วนประกอบของกาว การแปะด้วยวิธีดังกล่าว

เตือน

หากใช้ปริมาณกาวมากเกิน ทำให้มีผลข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น และหรือหากไปสัมผัสบริเวณผิวหนัง/อวัยวะส่วนอื่น เช่น รอบดวงตา หรือริมฝีปาก ที่ผิวหนังบอบบาง เกิดอาการระคายเคืองง่าย อาจทำให้เกิดผิวไหม้พอง เป็นแผลเป็นถาวรได้

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กาวตราช้าง หรือที่รู้จักกันในชื่อซุปเปอร์กลูหรือพาวเวอร์กลู เป็นสารเคมีในกลุ่มไซยาโนอะคริเลต (cyanoacrylate) มีคุณสมบัติเป็นสารยึดติดที่แห้งเร็ว ทำให้วัสดุติดทนนาน และนิยมใช้ในเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม กาวชนิดนี้มีโครงสร้างทางเคมีที่เหมาะสำหรับใช้เฉพาะเชิงอุตลาหกรรม (Industrial grade)การใช้กาวชนิดนี้จึงต้องระมัดระวังไม่ให้สัมผัสโดยตรงที่ผิวหนัง เพราะเกิดปฏิกิริยารวดเร็ว

ทำให้มีการคายความร้อนที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้มากกว่ากาวที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์ (Medical grade) นอกจากนี้ การสลายตัวของสารจะมีการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) และอัลคิลไซยาโนอะคริเลต (Alkyl cyanoacrylate)ซึ่งแม้จะมีปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ก็อาจเกิดพิษต่อเนื้อเยื่อและระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ผู้ที่ต้องการกำจัดสิวเสี้ยนจึงควรใช้วิธีอื่นๆที่มีความปลอดภัยมากกว่า เช่น การใช้สารธรรมชาติ เช่น ไข่ขาว หรือการใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนที่มีวางจำหน่ายทั่วไป ถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าการใช้กาวตราช้างแต่มีความปลอดภัย ซึ่งไม่เป็นพิษ และเกิดการระคายเคืองกับผิวหนังน้อยกว่า ตลอดจนมีการกำหนดปริมาณกาวในปริมาณที่พอเหมาะและออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและปลอดภัยกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com