ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ฟักทองเป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนานหลายร้อยปี ถูกนำมาคิดค้นเป็นสูตรอาหารทั้งคาวหวานหลากหลายเมนูที่ชวนลิ้มลอง

ฟักทองลดน้ำหนัก ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างเบต้าแคโรทีนที่อัดแน่นอยู่ภายใน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งเส้นใยอาหารจำนวนมาก มีแคลอรี่ต่ำ จึงกลายเป็นเมนูลดน้ำหนักสำหรับสาวๆ ที่กลัวอ้วนได้เป็นอย่างดี ใครที่อยากรู้ว่าเมนูฟักทองลดน้ำหนักสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอะไรได้บ้าง ลองมาดูไอเดียต่อไปนี้ที่จะช่วยให้สาวๆ เปลี่ยนมื้ออาหารให้อร่อย แถมไม่อ้วนได้อีกด้วยค่ะ

ฟักทองลดน้ำหนัก

เมนูซุปฟักทองสูตรคลีนเว่อร์!

เนื้อฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูง ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้งและเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหากสาวๆ ได้รับประทานฟักทองเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยอาจจะนำฟักทองมาทำเป็นเมนูง่ายๆ เพียงแค่นำเนื้อฟักทองมาปอกเปลือก แล้วหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เมื่อสุกได้ที่แล้วก็นำมาปั่นกับน้ำเปล่าให้ละเอียด จากนั้นนำไปเคี่ยวอีกครั้ง เติมเกลือและน้ำผึ้งเล็กน้อย ก็จะได้เป็นเมนูซุปฟักทองแคลอรี่ต่ำ รสอร่อย และยังทำไม่ยุ่งยาก โดยรสชาติของเมนูนี้จะคล้ายๆ กันการกินฟักทองที่นำไปนึ่ง แต่วิธีนี้จะกินง่ายกว่าและรู้สึกอิ่มท้อง เหมาะสำหรับรับประทานเป็นมื้อเช้า รับรองว่าช่วยให้สาวๆ ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แกงเลียงฟักทอง เมนูคู่ครัวไทย

เมนูแสนอร่อยเรียบง่าย และได้รสชาติความแซ่บแบบไทยๆ กับเมนูแกงเลียงฟักทอง ที่ยังมีส่วนผสมของผักอื่นๆ อีกหลายอย่าง หากต้องการเพิ่มความอิ่มมากขึ้น เน้นเติมเนื้อฟักทองหั่นเข้าไป จะได้รสชาติความหวานนัวกลมกล่อมของรสผัก กินยังไงก็ไม่อ้วน แถมอิ่มท้องอีกด้วย

เมนูฟักทอง ที่ไม่ควรลอง

ฟักทองที่นำไปทอดให้กรอบและมีรสชาติที่แสนอร่อยนั้น เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมาก หากต้องการจะลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ควรงดเมนูนี้ไปได้เลย เนื่องจากฟักทองที่เป็นแบบทอดนั้น จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าเมนูนี้จะต้องมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าฟักทองจะมีประโยชน์ที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็สามารถทำให้สาวๆ อ้วนได้เช่นกัน รวมถึงพวกฟักทองแกงบวช หรือฟักทองเชื่อมที่เป็นขนมหวาน แม้จะมีวัตถุดิบหลักเป็นเนื้อฟักทอง แต่ก็อุดมไปด้วยปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงมากๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า

ด้วยเมนูฟักทองช่วยลดน้ำหนัก กับสูตรการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ราคาประหยัด หากมีวินัยในการกินที่ดีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าหุ่นของสาวๆ จะสวยได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ป่วยเป็น

การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย
ถึงการออกกำลังกายส่งผลต่อดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน
การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ

ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ

กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน

รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้

กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน

หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย “ลดน้ำหนัก” เป็นเรื่องดีที่สมัยนี้มีคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้อง นั่นคือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร เมื่อไรก็ตามที่เราลดพลังงานส่วนเกินจากอาหาร และเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายออกมาผ่านการออกกำลังกายแล้ว

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย นอกจากการวินัยในการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายแล้ว ยังมีตัวช่วยดีๆ อย่างซูเปอร์ฟู้ดทั้ง 10 ชนิดที่จะช่วยให้เราลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นผลเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เลือกทานได้ตามใจชอบได้เลย

10 อาหารซูเปอร์ฟู้ดที่ช่วย

1. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีใยอาหารสูง ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย มีรสชาติหวานตามธรรมชาติ สีเข้มๆ เป็นข้อพิสูจน์ถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูง ช่วยต่อต้านโรคต่างๆ ได้มากมาย

หากหาผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สดๆ ไม่ได้ สามารถหาซื้อผลไม้แช่แข็งมาทานกับโยเกิร์ต ซีเรียล หรือทานเป็นของว่างระหว่างวันได้

2. ปลา

ปลาเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไขมันดีโอเมก้า-3 ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ สามารถหาทานได้ทั้งแบบสด แช่แข็ง หรือกระป๋อง ปลาที่อยากแนะนำคือ แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล แฮริง เทราต์ แอนโชวี่ และซาร์ดีน

3. ผักใบเขียว

ผักที่มีใบสีเขียวเข้มเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินซี และแคลเซียมชั้นดี และยังมีสารพฤกษเคมี (สารเคมีที่สร้างโดยพืช มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์) และยังเพิ่มใยอาหารให้กับร่างกายได้ขับถ่ายอย่างคล่องตัวอีกด้วย

มื้อหน้าอย่าลืมเพิ่มผักคะน้า ปวยเล้ง ผักกาดผอม และอักใบเขียวอื่นๆ ลงไปในมื้ออาหารของคุณด้วยล่ะ

4. ถั่ว

ไม่ว่าจะเป็นถั่วชนิดไหน เฮเซลนัท อัลมอนด์ พีคาน ฯลฯ ก็เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีต่อร่างกาย ด้วยกันทั้งนั้น แถมยังมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่ช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย

ลองเพิ่มถั่วลงไปในมื้ออาหารของคุณ เช่น ใส่ถั่วลงไป 1 กำมือในโยเกิร์ต หรือทานเป็นอาหารว่างแทนขนมได้ แต่อย่าลืมว่าถั่วเป็นอาหารให้พลังงาน ดังนั้นอย่าเผลอทานเยอะเกินไป

เพราะอาจจะเพิ่มพลังงานให้กับมื้ออาหารของคุณมากจนเกินความต้องการแทน

5.น้ำมันมะกอก

ใครๆ ก็รู้ดีว่าน้ำมันมะกอกมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีไขมันที่ดีต่อร่างกายอยู่สูง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอี โพลีฟีนอลที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจอีกด้วย

ใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารแทนการใช้เนย หรือมาการีน ราดบนผักสลัด ผสมในน้ำสลัด หรือใช้ผัดผักแบบเร็วๆ ก็ได้

6. โฮลเกรน

เราสามารถทานโฮลเกรนได้จากขนมปังที่ใส่โฮลเกรนเยอะๆ หรือโฮลเกรนที่อัดมาเป็นแท่ง รวมถึงธัญพืชต่างๆ ที่แยกมาเป็นแต่ละชนิด โฮลเกรนเหล่านี้อุดมไปด้วยวิตามินบี แร่ธาตุ

และโพลีฟีนอล ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และเบาหวาน เราสามารถทานโฮลเกรนได้ง่ายๆ เพียงทานข้าวกล้อง แทนข้าวขาว

ผสมควินัวลงไปในข้าวก่อนหุง ผสมเมล็ดเจียลงไปในสลัด หรือขนมที่ทาน ละเลือกทานขนมปังโฮลวีตแทนขนมปังขาว

7. โยเกิร์ต

โยเกิร์ตเป็นแหล่งโปรตีน และแคลเซียมชั้นดี นอกจากนี้ยังมีโพรไบโอติกส์ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย เป็นเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกาย ช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย

ลองทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แล้วใส่ผลไม้สด ดีกว่าการทานโยเกิร์ตรสผลไม้สำเร็จรูป เพราะมีน้ำตาลมากกว่า และก่อนซื้อโยเกิร์ตมาทาน

สังเกตที่ฉลากด้วยว่ามีแบคทีเรีย Lactobacillus, L. acidophilus, L. bulgaricus, หรือ S. thermophilus. หรือไม่

8. ผักประเภทกะหล่ำ

ผักประเภทกะหล่ำ เช่น บร็อกโคลี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ดอกกะหล่ำ และอื่นๆ เป็นผักที่มีใยอาหาร มีวิตามิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งด้วย

9. ถั่วเมล็ดแห้ง

ถั่วตระกูล Legumes คือถั่วเมล็ดแห้งที่เป็นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง และถั่วขาว มีใยอาการ โฟเลต และโปรตีน

ซึ่งสารอาหารในถั่วประเภทนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ อย่าลืมหาถั่วเหล่านี้มาทานเป็นอาหารว่าง รวมถึงใส่ลงไปในอาหารจานหลักบ้างนะ

10. มะเขือเทศ

วิตามินมีวิตามินซีสูงเมื่อทานสด แต่เมื่อปรุงสุกก็ยังมีประโยชน์เพราะมีไลโคปีนสูง เพราะฉะนั้นเราสามารถเลอกทานมะเขือเทศได้ทั้งสด และปรุงสุก

นอกจากผิวสวยใสเปล่าปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว หากทานมะเขือเทศปรุงสุกจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสำหรับท่านชายอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com