บริจาคเลือด กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

บริจาคเลือด กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

บริจาคเลือด ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ หากสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณสมบัติตรงตามที่ศูนย์รับบริจาคโลหิตต้องการ

บริจาคเลือด ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ หากสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณสมบัติตรงตามที่ศูนย์รับบริจาคโลหิตต้องการ เช่น มีอายุระหว่าง 17-70 ปีบริบูรณ์ มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป ก็สามารถบริจาคเลือดได้ ผู้บริจาคเลือดไม่เพียงจะได้รับความสุขจากการให้ แต่ยังได้รับประโยชน์สุขภาพอีกมากมายที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง

บริจาคเลือด

ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการบริจาคเลือด

ช่วยเผาผลาญแคลอรี

การบริจาคเลือดอาจเหมือนแค่นอนนิ่ง ๆ แต่จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า การบริจาคเลือดครั้งละ 450 มิลลิลิตรสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 650 กิโลแคลอรี แม้การบริจาคเลือดแต่ละครั้ง จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะลดน้ำหนัก ด้วยการโหมบริจาคเลือดได้ เพราะคุณสามารถบริจาคเลือดได้ทุก 3 เดือน โดยต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วย

ช่วยป้องกันภาวะเหล็กเกิน

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่หากมีธาตุเหล็กสะสมอยู่ภายในร่างกายมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะเหล็กเกิน (hemochromatosis) คือ ธาตุเหล็กไปเกาะอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ หัวใจ ไต ส่งผลให้เป็นโรคอย่าง ตับแข็ง เบาหวาน ข้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งการบริจาคเลือดจะทำให้ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายน้อยลง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล็กเกินได้

ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

จากการศึกษาพบว่า การบริจาคเลือดเป็นประจำติดต่อกันนานหลายปี จะช่วยลดความเข้มข้นของเลือด และระดับธาตุเหล็กในร่างกาย จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหัวใจวายได้ถึง 88% และลดความเสี่ยงของการเกิดอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจชนิดรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 33%

ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

การบริจาคเลือดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากมีธาตุเหล็กสูงเกินไป เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำคอได้ โดยยิ่งบริจาคเลือดบ่อย ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งก็จะยิ่งลดลง

กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่

ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากบริจาคเลือด ไขกระดูกจะถูกกระตุ้นให้จะสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ขึ้นมาทดแทนเลือดที่เสียไป และเม็ดเลือดแดงของคุณจะกลับมามีปริมาณเท่าเดิม ภายในเวลา 60 วัน อีกทั้งกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่นี้ ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี สุขภาพจึงแข็งแรงขึ้นด้วย

ได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรี

ก่อนจะบริจาคเลือดได้ ผู้ประสงค์จะบริจาคเลือดต้องผ่านการตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจความเข้มข้นของเลือด รวมไปถึงการซักประวัติด้านสุขภาพ หากผลการตรวจเบื้องต้นผ่านเกณฑ์ และแพทย์ลงความเห็นว่าสุขภาพแข็งแรง จึงจะสามารถบริจาคเลือดได้ อีกทั้งเลือดที่คุณบริจาคจะต้องผ่านการตรวจหาความผิดปกติ เช่น เชื้อไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส ก่อนเก็บไว้เป็นเลือดสำรอง จึงถือว่าคุณได้ตรวจโรคดังกล่าวไปด้วยแบบฟรีๆ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดหลังบริจาคเลือด

หลังจากบริจาคเลือด คุณอาจรู้สึกคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม จึงควรนอนพักโดยยกเท้าให้สูงกว่าศีรษะสัก 5 นาทีก่อนลุกจากเตียงบริจาค บางคนอาจมีเลือดไหล หรือเกิดรอยช้ำบริเวณรอยเข็มได้เป็นเรื่องปกติ หลังจากบริจาคเลือด อย่าลืมกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม ข้าวเสริมธาตุเหล็ก แครอท เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับธาตุเหล็กในร่างกายต่ำเกินไป และหากคุณมีอาการดังนี้ติดต่อกันนานเกิน 3 วัน ควรติดต่อศูนย์บริจาคโลหิตทันที

  • พักผ่อน กินข้าว ดื่มน้ำแล้วก็ยังวิงเวียน คลื่นไส้ หน้ามืด
  • เลือดไหลจากรอยเข็มไม่หยุด
  • แขนเป็นเหน็บชา หรือปวดแขน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง “อัมพฤกษ์ อัมพาต”

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง “อัมพฤกษ์ อัมพาต”

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดอาการ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

สัญญาณเตือนภัย ถือเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดคือโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณร้อยละ 75 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด

โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากการหนาตัวจนเกิดการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและควบคุมได้ไม่ดี เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

สัญญาณเตือนภัย

โรคหลอดเลือดสมองแตก ถึงแม้จะพบน้อยกว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่มีความรุนแรงมากกว่าโดยพบโรคหลอดเลือดสมองแตกประมาณร้อยละ 30 อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการแตกของหลอดเลือด และตำแหน่งที่ลิ่มเลือดอยู่ โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของผนังหลอดเลือดทำให้มีหลอดเลือดโป่งพองจนเกิดการแตก

เมื่อมีเลือดออกในสมอง จะทำให้เกิดการกดเบียดเนื้อสมองข้างเคียง หรือทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับอาการเส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่อาจจะมีอาการมากกว่า ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง ความรู้สึกตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากรักษาช้า อัตราความพิการหรือเสียชีวิตก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ

 

โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตสามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และสังเกตอาการโดยใช้วิธีการจดจำอย่างง่ายจากอักษรย่อ “F.A.S.T.”

F = Face มุมปากตกหนึ่งข้างเวลาอยุ่เฉยๆหรือเวลายิ้ม

A = Arms ยกแขนไม่ขึ้นหรืออ่อนแรง 1 ข้าง

S = Speech ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือฟังไม่รู้เรื่อง

T = time ผู้มีอาการดังกล่าวต้องรีบไปโรงพยาบาลภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหรือโดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงของความพิการที่อาจจะเกิดขึ้นและรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้

ทั้งนี้ หากมีอาการดังกล่าวสามารถโทรสายด่วน 1669 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศนอกจากนี้ ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผักผลไม้ ควบคุมนํ้าหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายอย่างสมํ่าเสมอ งดลดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และการตรวจสุขภาพประจำปี

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น กับอันตรายก่อโรคที่เราอาจไม่ทันระวัง

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น กับอันตรายก่อโรคที่เราอาจไม่ทันระวัง

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น ประชาชนบางส่วนอาจมองหาเสื้อผ้ากันหนาวราคาย่อมเยาอย่าง แต่เสื้อผ้าเหล่านี้แฝงอันตรายที่เราไม่ทันได้คาดคิดอยู่ด้วย

เสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าเหล่านี้แฝงอันตรายที่เราไม่ทันได้คาดคิดอยู่ด้วย นายแพทย์ยุทธชัย ตรีสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดนครพนมเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งโรคภัยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือไข้หวัด ปัจจุบันมีผู้มารับบริการเกี่ยวกับไข้หวัดค่อยข้างจะมาก

ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้ารักษาตนเองไม่ดี จากไข้หวัดอาจะกลายเป็นโรคปอดบวม ซึ่งในปัจจุบันโรคปอดบวมมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ อีกอย่างที่สำคัญก็คือการเลือกเสื้อผ้ามาทำความอบอุ่นให้ร่างกาย ก็ขอฝากเตือนไปยังทุกท่านเกี่ยวกับการเลือกเสื้อผ้ามือสอง ที่อาจจะมีปัญหา มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับเสื้อผ้าได้ เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส

เสื้อผ้ามือสอง

อันตรายจาก “เสื้อผ้ามือสอง”

แพทย์หญิง ฐิตา ทวีกุล แพทย์ผิวหนังประจำโรงพยาบาลนครพนม เปิดเผยว่า สิ่งที่จะมาปนกับเสื้อผ้ามือสองในทางผิวหนังของเราก็อาจจะมี 3 ประเด็น ประกอบด้วย

  1. โรคติดเชื้อทางผิวหนัง เช่น โรคกลาก เกลื้อน โรคหิด
  2. โรคภูมิแพ้ เพราะในเสื้อผ้าที่เป็นเสื้อผ้าเก่าๆ เป็นเสื้อผ้ามือสอง จะมีไรฝุ่น ทำให้คนที่มีภาวะภูมิแพ้ผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดอาการได้
  3. พาหะนำโรคต่างๆ ในเสื้อผ้าที่อาจจะได้มาแล้วไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เช่น ไร ตัวเลือด พวกเห็บ พวกหมัด หิดหรือเห่า หรือโลน เป็นต้น เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่มากับเสื้อผ้าแบบนี้จะทำให้เกิดอาการทางผื่น

วิธีทำความสะอาดเสื้อผ้ามือสองที่ถูกต้อง

  1. การดูแลความสะอาดเบื้องต้นของเสื้อผ้าที่ได้รับมาก็มีวิธีการคร่าวๆในการดูแล 2-3 วิธี คือ
  2. ต้องทำความสะอาดเหมือนซักผ้าปกติ ด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้า
  3. ทำความสะอาดด้วยน้ำที่เป็นน้ำร้อนอย่างน้อยอุณหภูมิ 60 องศา แช่ไว้อย่างน้อย 20 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง จะเป็นการช่วยกำจัดพวกหิด เหาที่จะติดมาได้
  4. กรณีที่เราไม่แน่ใจว่าเขาทำความสะอาดหรือเปล่า เราก็สามารถปิดปากถุงพลาสติกไว้อย่างน้อย 5-7 วัน เพื่อให้ตัวเชื้อโรคนั้นตาย แต่ถ้าได้รับเสื้อผ้าแล้วไม่เกิดอาการก็ไม่เป็นไร
  5. หลังซัก และตากแห้งเรียบร้อย ถ้าสวมใส่แล้วมีผื่น พยายามไม่แกะเก่า ถ้าสงสัยก็ต้องมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยโรคว่าเป็นอะไรและจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

ลักษณะอาการเบื้องต้นของโรคผิวหนัง

  • โรคติดเชื้ออย่างเช่น กลาก เกลื้อน ก็จะมีผื่นที่ชัดเจน จะมีขอบวงที่ชัดเจน เป็นผื่นคล้ายๆ วงแหวน ขอบจะแดงชัดแต่ตรงกลางผื่นจะเรียบ เกิดขึ้นบริเวณที่มีเหงื่ออับชื้น ตามร่มผ้า ถ้าเจอแบบนี้ก็ควรจะมารักษา
  • โรคเกี่ยวกับหิด จะเป็นตุ่มที่คันและกระจายทั่วตัวโดยเร็วหลังจากได้รับเชื้อ บางทีอาจจะมีตำแหน่งที่เฉพาะ เช่น ตามง่ามมือ ตามรักแร้ สะดือ หรือแถวขาหนีบ แต่ถ้าเป็นหิดมักจะไม่เป็นคนเดียว จะเผื่อแผ่คนในครอบครัวไปด้วย โดยลักษณะพิเศษของหิด คือจะคันมากในตอนกลางคืน กลางวันจะอยู่ได้ปกติเพราะว่าหิดชอบอากาศเย็น

จะออกมาวางไข่ตอนกลางคืน ถ้ามีอาการอย่างนี้ก็ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งโรคหิด ต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะเป็นการรักษาด้วยยาและการดูแลเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มด้วยซึ่งถ้าเป็นหิด 1 คน ต้องรักษาทั้งหมดครอบครัว เพราะจะมีการแพร่เชื้อไปทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

แพทย์เตือน 2 กลุ่มเสี่ยงฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

แพทย์เตือน 2 กลุ่มเสี่ยงฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

แพทย์เตือน เด็กเล็ก คนแก่ คนป่วยโรคหืด ปอด ถุงลมโป่งพอง เลี่ยงออกจากบ้าน ช่วงฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศพุ่งสูง

แพทย์เตือน คนป่วยโรคหืด ปอด ถุงลมโป่งพอง เลี่ยงออกจากบ้าน ช่วงฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศพุ่งสูง เสี่ยงอาการกำเริบ แนะใช้หน้ากากอนามัยป้องกัน

พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการป้องกันผลกระทบจากการรับฝุ่นละออง หลังจากพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 พุ่งสูงหลายพื้นที่ ว่า ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ มี 2 กลุ่ม คือ

แพทย์เตือน

  1. เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อได้รับฝุ่นละอองมากๆ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  2. กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอด โรคถุงลมอักเสบ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ทั้งสองกลุ่มจำเป็นต้องระมัดระวัง และไม่ควรออกนอกอาคาร อยู่กลางแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงดีที่สุด หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค แต่หากในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ ฯลฯ กลุ่มนี้ไม่ควรออกช่วงที่ทางกรมควบคุมมลพิษประกาศเตือนจะดีที่สุด แต่หากต้องออกไปและรู้สึกว่าไม่สบายตัว รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะมีความเสี่ยงโรคกำเริบได้

การสวมใส่หน้ากากอนามัย ต้องเลือกที่มีคุณภาพ ที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ อย่างหน้ากากที่ระบุว่า N95 แต่ด้วยหน้ากากชนิดนี้อาจทำให้หลายคนสวมใส่แล้วรู้สึกอึดอัด ก็อาจเลือกหน้ากากแบบอื่น แต่ต้องมีคุณสมบัติกรองฝุ่นได้เยอะพอสมควร ให้เป็นแบบคาร์บอนก็ได้ หรือหากไม่มีจริงๆ ใช้ผ้าพัน เหมือนอย่างคนงานก่อสร้างมักใช้ผ้าขาวม้าก็ได้เช่นกัน หรือใส่หน้ากากอนามัยสองชั้นก็ยังดี

กรณีใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากจมูกป้องกันก่อนได้หรือไม่ พญ.ฉันทนา กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 กลุ่มที่ความเห็นแตกต่าง อย่างนักวิชาการกลุ่มแรกมองว่า ใช้ได้ เพราะน้ำจะไปอุดรูหน้ากากให้ฝุ่นเข้ายาก แต่นักวิชาการอีกกลุ่มก็บอกว่า น้ำจะไปทำให้สารเคมีละลายทำให้เรารับฝุ่นและสารในฝุ่นมากขึ้นไปด้วย

ดังนั้น หากเป็นการป้องกันในมุมของตนเอง ก็มองว่าใช้หน้ากากอย่างที่บอก หรือใช้ผ้าธรรมดาป้องกันไว้ก่อนในกรณีฉุกเฉิน แต่ที่อยากให้ระมัดระวังอีกกลุ่มคือ ผู้ทำงานกลางแจ้ง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร หรือคนขับวินมอเตอร์ไซค์ ต้องมีหน้ากากสวมใส่ด้วยจะดีที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อาการที่บอกได้ว่า คุณกำลังมีโรคของ “ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง”

อาการที่บอกได้ว่า คุณกำลังมีโรคของ “ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง”

อาการที่บอกได้ว่า ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอันได้แก่ กระเพาะปัสสาวะลงมาจนถึงท่อปัสสาวะนั้น การเกิด โรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

อาการที่บอกได้ว่า เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมาก อย่างเช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคต่อมลูกหมากโต โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

อาการที่บอกได้ว่า

อาการโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

โรคของอวัยวะของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างนั้น มักจะเกิดอาการที่เรียกว่า ลุทส์ (LUTS: Lower Urinary Tract Symptoms) ซึ่งประกอบด้วยอาการดังต่อไปนี้ คือ

  1. ปัสสาวะกลางวันบ่อยกว่า 5 ครั้ง ทั้งที่ดื่มน้ำในปริมาณปกติ
  2. ปัสสาวะกลางคืน หมายถึงหลับสนิทไปแล้ว ลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยกว่า 2 ครั้ง หากเกิน 5 ครั้ง ถือว่าผิดปกติมาก
  3. รู้สึกกลั้นปัสสาวะได้ยาก หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปัสสาวะขึ้นมา อาจมีบางครั้งที่ปัสสาวะราด โดยไม่สามารถกลั้นได้
  4. มีความรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่า 5 ครั้ง หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา หากรู้สึกปวดปัสสาวะต้องไปทันที แต่ก็ไม่มีปัสสาวะ หรือปัสสาวะน้อยมาก
  5. ปัสสาวะต้องรอ ไม่สามารถปัสสาวะได้เลย ทั้งที่อยู่ที่โถแล้ว
  6. ปัสสาวะแต่ละครั้งต้องเบ่งอย่างมาก หรือบางคนต้องกดหน้าท้องแทบทุกครั้ง เพื่อให้ปัสสาวะออกมา
  7. ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือพุ่งไม่แรงตามปกติ
  8. ปัสสาวะไม่ไหลต่อเนื่อง ปัสสาวะเป็นขยัก
  9. มีปัสสาวะหยดลงมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะสุดแล้ว
  10. รู้สึกปัสสาวะคงค้าง ทั้งที่ปัสสาวะสุดแล้วการรักษาโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

อาการทั้งหมดนี้ อาจเกิดจากพฤติกรรมการดื่มน้ำ พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถแก้ไขได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากอาการดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มน้ำ หรือกลั้นปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์ โดยเบื้องต้น ทางแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจะซักประวัติ LUTS ตรวจร่างกาย เพื่อดูความผิดปกติของหน้าท้องส่วนล่าง

ความผิดปกติของต่อมลูกหมาก ความผิดปกติของระบบประสาทไขสันหลัง หรือกระทั่งการติดเชื้อ ในบางรายอาจต้องตรวจปัสสาวะ การได้ประวัติอาการ LUTS ที่ชัดเจน ตรวจร่างกาย และตรวจปัสสาวะเบื้องต้นนั้น สามารถวินิจฉัยโรคได้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง หากแต่ผลการตรวจปัสสาวะปกติ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน อาการ LUTS ไม่ตรงไปตรงมา แพทย์จะปรึกษาศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อหาสาเหตุ วินิจฉัย และรักษาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! ควรพบแพทย์ด่วนหรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! ควรพบแพทย์ด่วนหรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย พาราเซตามอล แอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวดต่างๆ เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาก เพราะไม่ว่าจะปวดหัวแบบไหน มีไข้ไม่สบาย หรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย คนไทยก็คว้ายาใส่ปากทานกันได้ง่ายๆ แต่อาการปวดหัวไม่ได้หายกันได้ง่ายๆ แบบนั้นเสมอไป เพราะอาการปวดหัวอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคร้ายอันตรายหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าที่คุณคิด

ปวดหัวแบบไหน อันตราย

ปวดหัวไม่เหมือนเดิม

เราสามารถสังเกตอาการปวดหัวของเราในแต่ละครั้งได้ว่ามีอาการเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าปกติมักจะปวดหัวตุบๆ ตรงช่วงกลางหน้าผากอยู่บ่อยๆ แต่คราวนี้ดันปวดหัวมากกว่าเดิม และรู้สึกปวดร้าวๆ บริเวณขมับด้านขวาข้างเดียว ปวดมากจนตาพร่า ถือว่าเป็นอาการปวดที่ไม่เหมือนเดิม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอาการที่ผิดปกติได้

ปวดหัวเหมือนเดิม แต่เพิ่มความถี่

อาการปวดหัวสามารถเกิดขึ้นได้บ้างเป็นบางครั้ง ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรมาก แต่หากปวดหัวแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้ปวดหนักมาก แต่ก็ยังถือว่าอาจมีความผิดปกติได้ หากปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดหัวทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งปวดหัวตลอดเวลา น่าจะไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ แล้วล่ะ

ปวดหัวจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

ตามปกติแล้วเมื่อเราอยู่ในช่วงหลับลึก ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราจะลดลง หากมีอาการบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งอาการปวดต่างๆ ก่อนเข้านอน เมื่อเรานอนจนเข้าสู่ช่วงหลับสนิทแล้ว เราจะไม่รู้สึกถึงอาการเหล่านั้น แต่หากเป็นอาการปวดเฉียบพลันที่ทำให้เราทนไม่ไหว ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก นั่นหมายความว่าเป็นอาการปวดที่ไม่ธรรมดา

ปวดหัว พร้อมอาการข้างเคียงอื่นๆ

หากปวดหัวเพียงอย่างเดียว ทานยาก็หาย แต่ถ้าปวดหัวมากๆ แล้วยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว หน้ามืด แขนขาอ่อนแรง หน้าหรือปากเบี้ยว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดปกติทางประสาท และสมอง

ปวดหัวแล้วทานยาไม่หาย

จากที่เคยคว้าพาราเซตามอลมาทานเม็ดเดียวหาย ก็เริ่มต้องทานเพิ่มเป็น 2 เม็ด หรือเริ่มที่จะต้องเปลี่ยนตัวยาไปพอนสแตน หรือตัวยาอื่นๆ ที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ อย่างที่เคยเป็นแน่นอน อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจกำลังทวีความรุนแรงโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวก็ได้

หากมีอาการปวดหัวที่ผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคร้ายอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประสาท และสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งสมอง และเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้ อย่ารอจนกว่าจะมีอาการปวดมากกว่าเดิมจนถึงขั้นทานยาอะไรก็ไม่หาย เพราะหากมีอาการมากถึงขั้นนั้น วิธีการรักษาก็จะยากมากขึ้น และอาจจะต้องใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นตามไปด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย เคลียร์ปัญหาสิวเพื่อผิวใสสุดปิ๊งหรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย เคลียร์ปัญหาสิวเพื่อผิวใสสุดปิ๊งหรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย สิวมักจะเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอย่างเราต้องพบเจออยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะที่มองเห็นได้เพียงเล็กน้อย หรือจะมองเห็นได้ชัด

วิธีดูแลผิว ที่เป็นสิวง่าย ทั้งหมดล้วนเป็นตัวการทำลายความมั่นใจทั้งสิ้น ทำให้สาวๆ แทบไม่กล้าออกจากบ้านกันได้เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิดสิวมักมาจากการรักษาผิวหน้าที่ไม่สะอาดพอ หรือเกิดจากสภาพผิวที่แพ้ง่าย ไวต่อสิ่งแปลกปลอม เจอฝุ่นนิดหน่อยก็เป็นสิวได้แล้ว หากผู้หญิงคนไหนกำลังเผชิญกับปัญหานี้ ลองมาดูวิธีที่เป็นทางออกช่วยดูแลผิวให้ห่างไกลจากปัญหาสิวแบบไม่ยุ่งยากกันดีกว่าค่ะ

วิธีดูแลผิวที่เป็นสิวง่าย

ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน

การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวที่แพ้ง่ายนั้นสำคัญมาก ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของเราเองและต้องเป็นสูตรที่อ่อนโยน หากสาวๆ ไปเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองนอกจากจะไม่ช่วยให้ใบหน้าใสขึ้นแล้ว ยังส่งผลเสียต่อผิวหน้าของเราตามมา เป็นเหตุทำให้เกิดอาการระคายเคืองจนเป็นสิวในที่สุด

ไม่ควรแต่งหน้าเยอะเกินไป

สาวๆ บางคนยิ่งหน้าพังก็ต้องยิ่งปกปิดใบหน้าด้วยการใช้เครื่องสำอาง โบกจนเพลินมือแทบไม่เหลือพื้นที่ให้รูขุมขนได้หายใจ รู้หรือไม่ว่าในเครื่องสำอางนั้นมีสารเคมีผสมอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งผิวหน้าเราที่กำลังเจอกับปัญหาสิวอยู่แล้วต้องโดนสารเคมีพวกนี้ก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก ดังนั้นเมื่อใบหน้ากำลังเป็นสิวก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางไปก่อน เสียความมั่นใจเพียงชั่วคราว ย่อมดีกว่าต้องสูญเสียความมั่นใจไปตลอดแบบแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว

หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เป็นสิว

แน่นอนว่าหากเป็นสิวง่าย ก็ควรจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นออกไปให้ได้มากที่สุด อย่างแรกเลยก็คือ ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของตัวเองก่อนว่าการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันนั้นต้องพบเจอกับอะไรบ้างในแต่ละวัน จากนั้นดูว่าอะไรที่น่าจะเป็นต้นตอของการเกิดสิว แล้วก็ทำการหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นให้มากที่สุด เช่น การเปลี่ยนครีม เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนอาหารการกิน รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวและสภาพอากาศด้วย เพียงเท่านี้สิวบนใบหน้าก็จะลดลง และป้องกันไม่ให้สิวชุดใหม่ผุดขึ้นตามมาได้อีก

งดการขัดผิว ทำทรีตเมนท์

หากใบหน้าของสาวๆ เกิดมีอาการแพ้จนเป็นสิวได้ง่าย ก็อย่าตื่นตูมรีบเยียวยาผิวหน้าด้วยการทำทรีตเมนท์โดยเด็ดขาด เพราะนั่นอาจจะทำให้ผิวเกิดการอักเสบได้ เนื่องจากผิวของเราที่เกิดอาการแพ้ง่าย สะท้อนให้เห็นถึงความบอบบางเป็นพิเศษ หากสาวๆ ยิ่งใช้ทรีตเมนต์ขัดหน้าก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าแพ้มากขึ้น กลายเป็นสิวเห่อหนัก หรือติดเชื้อจนกลายเป็นสิวหนองที่รุนแรงตามมาได้เลยทีเดียว

หากสาวๆ รู้ตัวว่าเป็นคนผิวแพ้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดสิวได้บ่อย ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้และลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นสิว เพียงเท่านี้ใบหน้าของเราก็จะห่างไกลจากปัญหากวนใจ ให้หน้าสวยใสไร้ที่ติได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

กรีดตาคมสวย ด้วยดินสอเขียนขอบตา เคล็ดลับความงามของผู้หญิง

กรีดตาคมสวย ด้วยดินสอเขียนขอบตา เคล็ดลับความงามของผู้หญิง

กรีดตาคมสวย รวมเคล็ดลับความสวยความงามสำหรับผู้หญิง ตั้งแต่เคล็ดลับความงาม

กรีดตาคมสวย ไปจนถึงเทคนิคการแต่งหน้า ที่บอกได้เลยว่า ช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ…

เรื่องความสวยความงามกับผู้หญิงเป็นของคู่กันมาตั้งแต่สมัยไหน ไม่ว่าใครก็อยากจะสวยดูดีมีเสน่ห์กันทั้งนั้น ทำให้ผู้หญิงสมัยนี้ต้องหาวิธีต่าง ๆ ที่จะช่วยอัปเลเวลความสวยให้กับตัวเอง แต่หลาย ๆ วิธีก็ยุ่งยากซับซ้อนเกินไป แถมบางทียังต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกมากับความสวยอีกต่างหาก ซึ่งคงจะดีกว่านี้ถ้าเราได้รู้เคล็ดลับความงามที่สามารถช่วยให้คุณสาว ๆ ได้แต่งเสริมเติมสวยให้กับตัวเองได้อย่างง่าย ๆ ว่าแล้ววันนี้กระปุกดอทคอมเลยได้นำ 8 เคล็ดลับความงามของผู้หญิง ที่ใช้ได้ผลจริง ๆ แถมรู้แล้วยังช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ ทั้งยังประหยัดเงิน และประหยัดเวลาอีกด้วย จะมีเทคนิคเคล็ดลับอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

กรีดตา

สำหรับสาว ๆ มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มกรีดอายไลเนอร์แต่อยากได้เส้นคมสวยดูโฉบเฉี่ยวแบบมืออาชีพ แนะนำว่าให้ใช้ดินสอเขียนขอบตาค่อย ๆ เขียนชิดเส้นเปลือกตาให้พอเห็นเป็นโครงร่างก่อน จากนั้นใช้ลิควิคอายไลเนอร์เขียนทับเส้นดินสออีกครั้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถกรีดตาได้สวยคมกริบแบบง่าย ๆ แถมไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะออกนอกพื้นที่อีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/

 

 …

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ ได้ถูกอิทธิพลของสังคมตะวันตกเข้าครอบงำ ทำให้นิยมการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอาหารเหล่านี้มีไขมันในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และไขมันชนิด Trans Fat ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

เคล็ดลับกินอย่างไร

ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) พบได้ในอาหารประเภท เนย นม ครีม ไข่ เนื้อ สัตว์ปีก ช็อกโกแลต น้ำมันมะพร้าว น้ำมัน ปาล์ม เป็นต้น

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) พบได้มากใน ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม มันปูทะเล ไข่นกกะทา ไข่ปลา เบคอน น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เป็นต้น

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ ไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรสภาพจากของเหลวให้เป็นของแข็ง เช่น มาการีน และในธรรมชาติอาจพบในไขมันสัตว์

อาหารที่ไม่ควรบริโภค
– อาหารประเภทเนย มาการีน

– น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว

– เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

– เนื้อสัตว์ติดมัน ติดหนัง

– ผักหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการทอด

– วาฟเฟิล โดนัท บิสกิต ขนมเค้ก พาย

– ข้าวโพดอบเนย

– นมสด

– อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผักผลไม้ดองอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิด เครื่องปรุงรสต่างๆ

อาหารที่ควรเลือกรับประทาน

– เลือกดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย

– รับประทานไข่ขาว เลี่ยงการทานไข่แดงหรือทานไข่แดงไม่เกิน 3 ฟอง/สัปดาห์

– เลือกทานเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง

– เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว เป็นต้น

– รับประทานปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ซึ่งมีไขมันโอเมก้า – 3 มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดและป้องกันภาวะหัวใจวายได้ด้วย

– เลือกทานผักผลไม้หลากสีสัน เนื่องจากมีใยอาหารช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก และช่วยช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

– เลือกทานข้าวหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ขัดสี whole grain ซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและวิตามินเกลือแร่หลายชนิด

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้มีความเสี่ยง

ควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในค่าที่กำหนด เช่น
LDL-cholesterol < 100 mg/dl

HDL-cholesterol > 40 mg/dl

ความดันโลหิต ≤ 120/80

ระดับน้ำตาลในเลือด ≤ 100 mg/dl

  1. การควบคุมอาหาร
  2. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ห้ามใช้ยาเสพติดทุกชนิด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข สถาบันประสาทวิทยา

กรมการแพทย์ เผยอาการขาอยู่ไม่สุข รบกวนการนอน ทำให้นอนไม่หลับ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข ควบคุมอาการ และทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้น ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการและค้นหาสาเหตุก่อนให้การรักษา

อาการขาอยู่ไม่สุข คืออะไร?
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขหรือโรค Restless legs syndrome (RLS) เป็นอาการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่า มีอะไรมาไต่ที่ขา ยุบๆ ยิบๆ หรือมีอาการกระตุกของขา ซึ่งอาการมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน ช่วงเวลาก่อนนอน หรือเวลานอน ความรู้สึกจะรุนแรงมากจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าต้องขยับขา ลุกมาถีบขา ลุกขึ้นมาเดิน เพื่อลดอาการ โดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นทุกๆ 20-40 วินาที

อาการ ขาอยู่ไม่สุข

อาการขาอยู่ไม่สุข ทำคุณภาพการนอนแย่
อาการดังกล่าวนับเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ความชุกของโรคนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคดังกล่าวไม่แตกต่างกันระหว่างผู้สูงอายุกับคนหนุ่มสาว และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึงสองเท่าตัว สาเหตุของการเกิดโรคเกิดจากสารเคมีในสมองที่เรียกว่า โดพามีน ลดน้อยลง

ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ปกติเซลล์ในสมองสร้างขึ้น แต่จะมีความเจ็บป่วยบางอย่างที่ทำให้โดพามีนน้อยลง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ที่ได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการขาอยู่ไม่สุขได้

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เพื่อตรวจอาการขากระตุก และการถูกปลุกระหว่างการนอนหลับ โดยจะได้รับการประเมินภาวะซีด ภาวะการขาดธาตุเหล็ก การทำงานของไต และระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุก่อนเริ่มให้การรักษา

วิธีรักษาอาการขาอยู่ไม่สุข
การรักษากลุ่มโรคเหล่านี้ ยาที่ดีที่สุด คือ ยาที่มีฤทธิ์เพิ่มสารโดพามีนในกระแสเลือด เนื่องจากสามารถลดอาการขากระตุกและการถูกปลุกให้ตื่น และอาจให้ยาเสริมธาตุเหล็กในบางราย จะเห็นได้ว่าเพียงแค่อาการขากระตุกในช่วงเวลานอนส่งผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาได้ ดังนั้น

ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองเป็นประจำ อาการขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุขดังกล่าว เป็นอาการที่ไม่อันตราย แต่จะรบกวนชีวิต ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง ทำให้นอนไม่หลับ หากมีอาการควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพการนอนที่ดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com