ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว การรักษาอาการปวดเมื่อยด้วยการครอบแก้ว (cupping) ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นศาสตร์จากแพทย์แผนจีนที่มีกันมาแต่ช้านาน

ครอบแก้ว และคนไทยหลายคนก็คุ้นเคยกันดีอยู่ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการปวดเมื่อย หรืออาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าที่จะถึงขั้นรักษาโรคร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม การครอบแก้วสุญญากาศเฉยๆ จนเห็นผิวหนังเป็นจ้ำเลือด เวลาผ่านไปสักพักก็จะหายไปได้เองนั้น ยังไม่น่ากลัวเท่ากับอีกวิธีหนึ่ง คือการใช้เข็มแทงเบาๆ ที่ผิวหนัง แล้วให้แก้วสุญญากาศครอบทับ จนเลือดไหลออกมาจากรูเข็มเหล่านั้น ตามศาสตร์แพทย์จีนเรียกว่าการ “ปล่อยเลือด”

ครอบแก้ว

แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ก่อนอื่นต้องแยกกันก่อนว่า ทางศาสตร์ของแพทย์จีน มีวิธีการรักษาอาการ หรือโรคต่างๆ หลายวิธี มีทั้งการทานยา ฝังเข็ม ครอบแก้ว ปล่อยเลือด และอีกมากมาย ปกติแล้ววิธีการรักษาแบบครอบแก้ว

กับการปล่อยเลือด จะแยกกัน กล่าวคือหลายคนสามารถใช้แค่วิธีครอบแก้วเฉยๆ โดยไม่ต้องโดนเข็มทิ่ม แล้วดูดเลือดออกก็ได้ แต่กับผู้ป่วยบางคน (ย้ำ ว่าบางคนเท่านั้น) ที่แพทย์ลงความเห็นว่า ต้องทำการปล่อยเลือดร่วมด้วย จึงใช้วิธีแทงเข็มที่ผิวหนัง แล้วครอบแก้วเพื่อเป็นการปล่อยเลือดออก

ดูดเลือดเสีย เลือดชั่วออกมา?

เลือดที่ถูกดูดออกมา ไม่ใช่เลือดเสีย เลือดชั่ว หรือเลือดสกปรกแต่อย่างใด การปล่อยเลือดออกมาส่วนหนึ่ง เป็นการรักษาโดยยึดหลักของแพทย์แผนจีน ที่เห็นว่า การไหลเวียนลมปราณ และเลือดในร่างกาย ควบคุมสุขภาพส่วนหนึ่งของมนุษย์ หากเลือดในร่างกายไหลเวียนติดขัด มีปัญหา หรือมีเลือดไปคั่งในบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากๆ การเอาเลือดในส่วนนั้นๆ ออกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ปริมาณของเลือดที่เอาออก มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการที่เป็น และดุลยพินิจของแพทย์แผนจีนท่านนั้นๆ

ผู้ป่วยที่ต้องทำการปล่อยเลือด

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องรับการรักษาด้วยวิธีปล่อยเลือด โดยเฉพาะการปล่อยเลือดเป็นวิธีที่ใช้เพื่อการระบายเลือดออกแบบแรง เปรียบเทียบเหมือนกับการทานยาถ่ายแรงๆ เมื่อมีอาการท้องผูกหนักมาก แทนที่จะเลือกวิธีทานผลไม้อย่างมะขาม หรือมะละกอ ผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ จะต้องได้รับการวินิจฉันจากแพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิล์ปอย่างถูกต้องเท่านั้น

ปล่อยเลือด อันตราย?

เมื่อเป็นวิธีที่ไม่ใช้กับผู้ป่วยทุกคนพร่ำเพรื่อ เพราะต้องอาศัยความชำนาญในการให้การรักษาอย่างถูกวิธี อุปกรณ์ และสถานที่ที่ให้การรักษาต้องสะอาด สว่าง ได้มาตรฐาน

ดังนั้นหากเข้ารับการรักษากับคนที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ สาขาวิชาแพทย์แผนจีน ก็อาจมีความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ทั้งการรักษาที่ไม่ถูกวิธี อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการติดเชื้อจากแผลหลังการทำการรักษา

หากไม่แน่ใจว่าสถานประกอบการ หรือคลินิก สปา ใดๆ ก็ตามที่ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีครอบแก้ว ปล่อยเลือด หรือซ่าตร์แพทย์แผนจีนอื่นๆ ได้รับการรับรองว่าถูกต้อง

ได้มาตรฐาน และให้การรักษาโดยแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิล์ปจริงหรือไม่ สามารถสอบถามได้จากสาธารณสุขที่รับผิดชอบในพื้นที่เขตนั้นๆ ค่ะ

อนึ่ง การครอบแก้ว ปล่อยเลือด ไม่มีผลทางการรักษาโรคร้ายแรงอย่าง มะเร็ง แต่อย่างใด โรคไหนๆ ที่สามารถรักษาหายขาดได้ 100% จากแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกับแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่าค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ทุกคนน่าจะเคยเป็นไข้หวัดกันมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยเป็นไข้หวัดใหญ่ แถมไข้หวัดใหญ่ยังอันตรายมากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่า

ไขข้อสงสัย นอกจากจะอาการหนักกว่า หายยากกว่าแล้ว ยังมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจคร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ แล้วเมื่อไรที่เราจะรู้ว่านี่เราเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เมื่อไรที่เราซื้อยาทานเองได้ เมื่อไรที่เราต้องหาหมออย่างเดียว Sanook! Health มีวิธีสังเกตง่ายๆ มาฝากค่ะ

ไขข้อสงสัย

1. อาการไข้
ไข้หวัดธรรมดา – เป็นไข้ต่ำๆ ทานยาลดไข้ 1-2 วันก็หาย และไม่กลับมามีไข้อีก

ไข้หวัดใหญ่ – เป็นไข้สูง และนานกว่า 3-4 วันขึ้นไป ไข้ลดเฉพาะเมื่อทานยาลดไข้เท่านั้น

2. ปวดศีรษะ
ไข้หวัดธรรมดา – อาจปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่มีอาการปวดเลย

ไข้หวัดใหญ่ – อาจปวดศีรษะมากกว่าปกติ

3. ปวดเมื่อยตามตัว
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการปวดเมื่อยตามตัวเพียงเล็กน้อย

ไข้หวัดใหญ่ – ปวดเมื่อยตามตัวมาก

4. อ่อนเพลีย
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย และไม่นานเพียง 1-2 วัน

ไข้หวัดใหญ่ – อ่อนเพลียมาก อาจมีอาการยาวนานเป็นสัปดาห์ได้

5. อาการไอ
ไข้หวัดธรรมดา – ไอไม่มาก ไอแห้งๆ

ไข้หวัดใหญ่ – ไอหนัก ไอบ่อย และมีเสมหะเหนียวข้น

6. น้ำมูก
ไข้หวัดธรรมดา – น้ำมูกใส เหลว หรืออาจไม่มีน้ำมูกก็ได้

ไข้หวัดใหญ่ – น้ำมูกข้น เหนียว

7. เจ็บคอ
ไข้หวัดธรรมดา – พบอาการเจ็บคอได้บ่อยในช่วงแรกๆ ที่เป็น

ไข้หวัดใหญ่ – อาจไม่พบอาการเจ็บคอ หรือพบได้น้อยมาก

8. โรคแทรกซ้อน
ไข้หวัดธรรมดา – ไซนัส หรือหูอักเสบ

ไข้หวัดใหญ่ – หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม

9. การรักษา
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้เพียงทานยารักษาตามอาการเท่านั้น

ไข้หวัดใหญ่ – ให้ยา Amantadine หรือ Rimantadine หลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

10. การป้องกัน
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มีวิธีป้องกันโดยตรง

ไข้หวัดใหญ่ – มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

อย่างไรก็ตาม วิธีหลีกเลี่ยงอาการเป็นไข้หวัดไม่ว่าจะชนิดใด คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ชีวิตก็ห่างไกลจากไข้หวัดได้ง่ายๆ แล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com