พิชิตสิวหัวช้างด้วยมะนาว

พิชิตสิวหัวช้างด้วยมะนาว

พิชิตสิวหัวช้างด้วยมะนาว

พิชิตสิวหัวช้างด้วยมะนาว

 

พิชิตสิวหัวช้างด้วยมะนาว

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็น สิวหัวช้าง มาก่อน และรับรู้ถึงความเจ็บปวดของการเป็นสิวหัวช้างมาบ้างแล้ว สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีรักษาสิวหัวช้างอยู่ วันนี้เรามีวิธี รักษาสิว แบบธรรมชาติ โดยใช้น้ำมะนาวสดมาช่วยในการรักษาสิวหัวช้างเพื่อนๆ สามารถนำไปทดลองใช้กันได้นะ

เรามาดูวิธีรักษา สิวหัวช้าง ด้วย น้ำมะนาว สดกันเลย สิ่งของที่ต้องเตรียม มีดังนี้
– มะนาวสด 1 ลูก บีบเอาแต่น้ำ แยกเม็ดออก
– สำลีพันปลายไม้

วิธีรักษาสิวหัวช้างด้วยน้ำมะนาวสด
นำสำลีพันปลายไม้ที่เตรียมไว้ จุ่มน้ำมะนาวสด และนำไปแตะและทารอบๆ บริเวณที่สิวหัวช้างเกิด โดยทำทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ติดต่อกันตลอดทั้งวัน ถ้าหากเป็นช่วงเวลาตอนกลางคืนให้ทาทิ้งไว้เลย และตอนตื่นเช้ามาให้รีบนำน้ำมะนาวสดมาแตะอีก ทุกๆ 30 นาทีเหมือนเดิม

ผลลัพธ์ของการ รักษา สิวหัวช้าง ด้วย น้ำมะนาว สด หากเราทำอย่างต่อเนื่อง สิวหัวช้าง จะค่อยๆ ยุบตัวลงภายใน 9 ชั่วโมง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.mthai.com

อะไรคือพยาธิในช่องคลอดที่ผู้หญิงควรระวัง

อะไรคือพยาธิในช่องคลอดที่ผู้หญิงควรระวัง

อะไรคือพยาธิในช่องคลอดที่ผู้หญิงควรระวัง

อะไรคือพยาธิในช่องคลอดที่ผู้หญิงควรระวัง

อะไรคือพยาธิในช่องคลอดที่ผู้หญิงควรระวัง

พยาธิในช่องคลอด คืออะไร ทำไมถึงติดเชื้อได้ อีกหนึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อ แต่อยากให้รู้จักไว้ป้องกัน !

เพราะระบบสืบพันธุ์มีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถเกิดขึ้นได้หลายโรค แต่เชื่อเถอะว่า หลายคนต้องไม่เคยได้ยินชื่อ “โรคพยาธิในช่องคลอด” มาก่อนแน่ ๆ ค่ะ แถมยังออกจะสงสัยว่าโรคนี้จะมีพยาธิเข้าไปอยู่ช่องคลอดจริง ๆ หรือ งั้นตามมาหาคำตอบด้วยกันเลย

โรคพยาธิในช่องคลอด คืออะไร ผู้ชายเป็นได้ไหม ?

บอกก่อนเลยว่า พยาธิในช่องคลอดที่ว่าไม่ใช่ตัวพยาธิที่เราเห็นคลานไปมาเหมือนกับพยาธิในลำไส้นะคะ แต่จริง ๆ แล้วโรคนี้จะเรียกกันว่า การติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่ชื่อ ทริโคโมแนส วาไจนอลลิส (Trichomonas vaginalis) โดยเชื้อนี้จะมีลักษณะคล้ายใบโพธิ์ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หากเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วัน

โรคพยาธิในช่องคลอด

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือหญิงก็สามารถติดเชื้อทริโคโมแนส วาไจนอลลิส ได้ โดยหากติดเชื้อในเพศชาย เชื้อจะอาศัยอยู่บริเวณท่อปัสสาวะและต่อมลูกหมาก แต่หากติดเชื้อในเพศหญิงซึ่งพบได้มากกว่า เชื้อจะอาศัยอยู่ในช่องคลอด อวัยวะเพศ และท่อปัสสาวะ ดังนั้น เราจึงอาจเรียกว่า โรคพยาธิในช่องคลอด หรือภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อพยาธิได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เชื้อชนิดนี้มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเม็ดเลือดขาว ดังนั้นเราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้องจุลทรรศน์เท่านั้น แตกต่างจากพยาธิชนิดต่าง ๆ ที่เรารู้จัก เช่น พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวตืด พวกนี้จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และแม้ว่าเชื้อนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ก็จะไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

โรคพยาธิในช่องคลอด ติดต่อกันอย่างไร

โรคนี้จัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง ดังนั้นการติดต่อหลัก ๆ ก็มาจากการมีเพศสัมพันธ์นี่ล่ะค่ะ โดยจะตรวจพบเชื้อได้ในน้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น และน้่ำในช่องคลอด ดังนั้นกลุ่มที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ จะมีความเสี่ยงมากกว่าใคร

ส่วนการมีเพศสัมพันธ์แบบใช้มือหรือนิ้วช่วยยังคงไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่ แต่หากเป็นการกอด จูบ ไอ จาม ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน ใช้จาน ชาม ช้อนร่วมกัน หรือว่ายน้ำในสระเดียวกัน กรณีนี้จะไม่สามารถทำให้ติดเชื้อโรคพยาธิในช่องคลอดได้แน่นอน

โรคพยาธิในช่องคลอด

โรคพยาธิในช่องคลอด อาการเป็นอย่างไร

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่าอาการอะไรที่บ่งบอกว่าเรากำลังป่วยด้วยโรคนี้ แต่จะบอกว่า โรคนี้ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติในผู้ที่ติดเชื้อทุกรายค่ะ หลายคนจึงไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้ออยู่ จึงแพร่เชื้อให้คู่นอนได้ง่าย ๆ แต่อาจมีผู้ติดเชื้อราว ๆ 20-30% ที่มีอาการปรากฏอยู่บ้าง ก็คือ

– ผู้ชาย : โดยทั่วไปแล้วมักไม่แสดงอาการ แต่บางคนอาจจะรู้สึกระคายเคืองที่บริเวณอวัยวะเพศ หรือมีอาการปัสสาวะแสบขัดอยู่บ้างจากภาวะท่อปัสสาวะอักเสบหรือต่อมลูกหมากอักเสบ บางคนอาจมีมูกใส ๆ ออกมาจากท่อปัสสาวะ รู้สึกปวดอัณฑะ หรือพบอาการอักเสบที่หนังหุ้มปลายองคชาต

– ผู้หญิง : มักจะแสดงอาการชัดเจน โดยอาการเด่น ๆ เลยก็คือตกขาวผิดปกติ เช่น มีตกขาวมากกว่าปกติ อาจมีสีเหลืองเขียว เป็นฟอง มีกลิ่นเหม็น เพราะเชื้อจะเข้าไปทำให้ช่องคลอดติดเชื้อและอักเสบ จึงมีการสะสมของเม็ดเลือดขาวมากขึ้น ทำให้สารคัดหลั่งออกจากช่องคลอดมีมากขึ้นตามไปด้วย ร่วมกับมีอาการคันช่องคลอด รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ เป็นผื่นแดงและเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ หรือรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดบวมแดง หากเป็นช่วงมีประจำเดือนอาจมีอาการรุนแรงขึ้นได้

โรคพยาธิในช่องคลอด อันตรายไหม ?

การติดเชื้อโปรโตซัวชนิดนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตก็จริง แต่อาการที่เป็นคงสร้างความรำคาญอยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ เชื้อดังกล่าวจะไปทำให้อวัยวะเพศอักเสบ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ตามมาได้เหมือนกัน เช่น ติดเชื้อเอชไอวี หนองใน เริม ฯลฯ ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวมา อย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไปค่ะ เพราะหากไม่รักษา เชื้อก็จะยังคงอยู่ในร่างกาย และแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้ด้วย

สำหรับในหญิงตั้งครรภ์ เชื้อดังกล่าวจะไม่ถ่ายทอดไปสู่ลูก เพียงแต่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดสูงขึ้น รวมทั้งเด็กที่คลอดออกมาอาจมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

โรคพยาธิในช่องคลอด

โรคพยาธิในช่องคลอด รักษาได้อย่างไร

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจหาเชื้อปรสิตในสารคัดหลั่งที่ได้จากช่องคลอดหรือต่อมลูกหมาก แต่ในบางคนอาจเจอเชื้อนี้ในน้ำปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะสามารถรักษาได้ง่ายและหายขาด ด้วยการทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือทินิดาโซล (Tinidazole) เพื่อลดการแพร่เชื้อ และไม่จำเป็นต้องใช้ยาเหน็บใด ๆ แต่การใช้ยาปฏิชีวนะตัวนี้ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างค่ะ เช่น อาจจะรู้สึกปวดท้อง ปวดหัว เวียนหัว ปากแห้ง คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว และมีข้อควรระวังก็คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่ใช้ยา ไปจนถึงหลังรับประทานยาเม็ดสุดท้ายหมดไปแล้วประมาณ 72 ชั่วโมง เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงจนเอาตัวยาออกไป

ทั้งนี้หากใช้ยารักษาไปแล้ว 2-3 วัน อาการจะค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น สังเกตได้จากอาการตกขาวผิดปกติจะหายไป และไม่รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะแล้ว แต่หากอาการที่ว่ายังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง ส่วนใครที่รักษาด้วยการทานยาจนหมดแล้ว ก็ควรมาตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าหายดีแล้ว จึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ

แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร แพทย์จะใช้ยาโคลไตรมาโซลสอดทางช่องคลอดรักษาแทน เพราะยาทานจะมีผลต่อทารกในครรภ์

โรคพยาธิในช่องคลอด

โรคพยาธิในช่องคลอด ป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ

โรคนี้แม้จะรักษาให้หายได้แล้วแต่ผู้ป่วยปรมาณ 1 ใน 5 ก็ยังมีโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีก ดังนั้น ไม่วาจะเคยเป็นแล้วหรือไม่เคยเป็นก็ควรป้องกันตัวเองโดย..

– หากพบว่าติดเชื้อควรพาคู่นอนไปตรวจร่างกายด้วย เพราะโรคนี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ และอีกฝ่ายอาจไม่ปรากฏอาการว่าติดเชื้อแล้ว

– ทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และมารับการตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

– ผู้ป่วยควรงดมีเพศสัมพันธ์แม้ว่าจะใส่ถุงยางอนามัย จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาไปแล้ว 7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อหมดไปแล้วจริง ๆ ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

– เลิกพฤติกรรมมีคู่นอนหลายคน

– การงดมีเพศสัมพันธ์เป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วย

– ดูแลร่างกายให้มีภูมิต้านทานแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะคนที่มีภูมิต้านทานต่ำจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

จริง ๆ แล้ว อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะเพศและระบบสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชาย อาจวินิจฉัยได้หลายโรคเลยนะคะ และมีหลายโรคที่อันตรายยิ่งกว่าภาวะช่องคลอดอักเสบหรือพยาธิในช่องคลอด ดังนั้น ถ้าเราสังเกตเห็นอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้นก็อย่าเขินอาย ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามไปจนยากต่อการรักษา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

เนรมิตคิ้วดกใน1เดือน

เนรมิตคิ้วดกใน1เดือน

เนรมิตคิ้วดกใน1เดือน

เนรมิตคิ้วดกใน1เดือน

เนรมิตคิ้วดกใน1เดือน

‘คิ้วคือมงกุฏของหน้า’ เป็นคำพูดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความจริง ไม่ว่าเราจะมีเวลาแต่งหน้าจัดเต็มหรือไม่มีเวลาก็ขอให้ได้เขียนคิ้วให้หน้าไม่โล่งหน่อยแล้วกัน แถมสาวๆ รวมไปถึงหนุ่มๆ บางคนยังกังวลเรื่องคื้วของตัวเองด้วยว่ามันจะเข้มพอที่จะทำให้ใบหน้ามีองค์ประกอบโดยรวมที่ดูแล้วผ่านมั้ย ใครที่กำลังปวดหัวเรื่องนี้ วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ทำตามได้ไม่ยาก มาฝากกัน

 

ดอกอัญชัน มีสารช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น โดยจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณรากผม และบริเวณรากขนคิ้ว ช่วยให้คิ้วดำยิ่งขึ้น การใช้ดอกอัญชันเป็นเคล็ดลับแบบบ้านๆ ที่คงเคยได้ยินกันมานานแล้วว่า หากคิ้วบาง คิ้วไม่มี ก็แค่เอาอัญชันมาทา แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เด็ดเอาดอกอัญชันมาขยี้บนคิ้วเลยนะ มันมีเคล็ดลับให้ทำตาม ดังนี้

1. นำหัวแปรงมาสคาร่าที่ใช้แล้วล้างให้สะอาด

2. ออกแบบทรงคิ้วที่ต้องการ

3. นำดอกอัญชันสด มาบดให้ละเอียด แล้วใช้แปรงมาสคาร่าแต้มอัญชันป้ายที่คิ้วตามทรงที่เขียนไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก

 

น้ำมันมะพร้าวเต็มไปด้วยวิตามิน E ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ขนคิ้วและขนตาที่หลุดร่วงไปขึ้นใหม่เร็วขึ้น ทั้งยังช่วยทำให้รากขนคิ้วและขนตาแข็งแรง สำหรับวิธีการก็เพียงแค่นำน้ำมันมะพร้าวมาทาบริเวณคิ้วเพียงวันละ1 ครั้งก่อนเข้านอนเป็นประจำ แล้วล้างออกในตอนเช้า จากนั้นก็รอดูความเปลี่ยนแปลงได้เลย

 

วิตามิน E และวิตามิน B ที่อยู่ในน้ำมันมะกอก จะช่วยบำรุงให้ขนคิ้วยาวและแข็งแรง ใช้คัตตอนบัตจุ่มลงในน้ำมันมะกอกชนิดบริสุทธิ์ให้ชุ่มพอประมาณ จากนั้นจึงนำมาทาบาง ๆ ที่คิ้วทั้งสองข้าง แล้วนวดเบา ๆ ทิ้งไว้ 10 นาที

วาสลีนปิโตรเลียมเจล

มีสรรพคุณมากมายเหลือเกินสำหรับวาสลีน รวมทั้งสรรพคุณที่ช่วยให้คิ้วดกดำ และขนตางอนยาว หนาขึ้นด้วย เพียงแค่ทาวาสลีนเจล ทุกวันในตอนเช้าและก่อนเข้านอน วันละ 2 ครั้ง โดยทาเลยออกมาจากขนคิ้วนิดหน่อย เพียงไม่นานขนคิ้วของคุณก็จะดกดำอย่างเห็นได้ชัด

นมรสจืด

มีวิตามิน โปรตีน แร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังสามารถนำมาบำรุงคิ้วให้หนาดกดำอีกด้วย เพียงแค่ใช้สำลีชุบน้ำนมแล้วนำมาทาหรือกดลงไปตามแนวคิ้วทั้งสองข้าง ทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออก จะดื่มนมก่อนนอนก็ช่วยบำรุงได้อีกทาง

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.myu-nique.com

น้ำดื่มมหัสจรรย์

น้ำดื่มมหัสจรรย์

น้ำดื่มมหัสจรรย์

น้ำดื่มมหัสจรรย์

น้ำดื่มมหัสจรรย์

น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย คิดเป็น ร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว ในเลือดจำนวน 100 ซีซี เป็นส่วนของน้ำเสีย 80 ซีซี ดังนั้น การดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะให้ความสำคัญ

เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

1.ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร (ได้จากน้ำดื่ม 1.0-1.5 ลิตร จากอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ 1.0-1.5 ลิตร) จึงจะมีปริมาณพอเพียงต่อร่างกาย อากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำที่ดื่มต้องเพิ่มจำนวนขึ้น คนมีอายุสูงขึ้น กลไกลการ กระหายน้ำเสื่อมลง ความรู้สึกกระหายน้ำลดลง ก็ควรสนใจการดื่ม น้ำให้เพียงพอ

2.กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90 (ผักมีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 95 ผลไม้มีส่วนประกอบของน้ำร้อยละ 90) ดังนั้น กินผักผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ 400 ซีซี

3.การดื่มเครื่องดื่มดับกระหาย ต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวด้วย เครื่องดื่มทั่วไปมักใช้ดื่มเพื่อดับกระหาย จะสังเกตพบว่ายิ่งดื่มยิ่งกระหาย ถ้าเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมันและมีแคลอรีสูง การดื่มปริมาณมาก บ่อยๆ จะเกิดโทษ เช่น ทำให้เป็นเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เกิดพิษสะสมในร่างกาย

4.ถ้ามีการเสียน้ำมาก และกระหายน้ำมาก ควรใช้เกลือผสมเล็กน้อย เพื่อทำให้ช่วยดับกระหาย แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป

5.ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือกินน้ำแข็งเพื่อดับกระหาย เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว ร่างกายจะอ่อนแอ มีความ เย็นในร่างกายตกค้าง มีของเสียตกค้าง พลังของร่างกายจะอ่อนแอ

6.ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำปริมาณมากหลังกินอาหาร เพราะจะไปเจือจางความเข้มข้นของน้ำย่อย ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี เป็นโรคกระเพาะ

7.ไม่ปล่อยให้กระหายน้ำเต็ม ที่แล้วค่อยมาดื่มน้ำ มีความหมายเช่นเดียวกับปล่อยให้ดินแห้งแตกระแหงแล้วค่อยมารดน้ำซึ่งจะสายเกินแก้ เป็นอันตรายต่อร่างกาย การที่มีอาการกระหายน้ำแล้วแสดงว่า ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ ถ้ากระหายน้ำเต็มที่แสดงว่าขาดน้ำของ ร่างกาย หรือเซลล์รุนแรง ทำให้มีของเสีย สารพิษตกค้างอยู่มาก ไม่สามารถระบายขับทิ้งได้ (ขาดน้ำไปละลายหรือนำพาสารพิษ) ทำให้ระบบร่างกายอ่อนแอของเสียตกค้าง สะสม โดยทั่วไปควรได้น้ำ 2.5 ลิตรต่อวัน (ประมาณ 8 แก้ว)

8.ดื่มน้ำมากไปก็เป็นโทษ มีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการแนะนำ การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เช่น ดื่มครั้งเดียวปริมาณมากๆ ตอนตื่นนอน เพื่อขับล้างของเสียในร่างกาย ร่างกายคนเราเมื่อขาดน้ำ ปัสสาวะจะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะ จะมาก โดยอาศัยการทำงานของไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ ถ้าได้รับน้ำปริมาณมาก ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น ทำให้เลือดเจือจาง แรงดันในการดูดซึมของสารอาหารสู่เซลล์น้อยลง ปริมาณน้ำในเซลล์มากขึ้น ทำให้เซลล์บวมน้ำ เกิดพิษต่อเซลล์ เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้นจะมีอาการง่วงนอน กระตุก มองไม่ชัด หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้น การดื่มน้ำจึงต้องพอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป การดื่มน้ำมากเกินเป็นเวลานาน จะทำให้เป็นผลเสียกับร่างกาย

9.ไม่ดื่มน้ำอย่างรวดเร็วจนเกินไป บางคนพอกระหายน้ำ ก็รีบดื่มน้ำให้หมดทันทีทันใด การดื่มเช่นนี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจอ่อนแรงในระยะยาว เพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วทำให้ไตควบคุมการขับน้ำไม่ได้ทันทีทันใด ก็จะมีปริมาณน้ำในหลอดเลือดมากแล้วก็ไปเพิ่มภาระการสูบฉีดของหัวใจ

 

 

 

ขอบคุณแหล่งที่มา  http://www.thaihealth.or.th

ดูบอลออนไลน์บ้านกีฬา HD

ดูบอลออนไลน์บ้านกีฬา HD

ดูบอลออนไลน์บ้านกีฬา

ดูบอลออนไลน์บ้านกีฬา ถ่ายทอดสด ฟุตบอล เอเชียนคัพ 2019

ดูบอลออนไลน์บ้านกีฬา รอบสุดท้าย โปรแกรม ตาราง ดู บอล ออนไลน์ ทีมชาติไทย อินเดีย ยูเออี บาห์เรน วันที่ 5 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ประเทศยูเออี
ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ ปีเตอร์โบโร่ ดูบอลไทย ลิงค์ดูบอล ดูวอลเลย์บอลสด วอลเลย์บอลหญิงไทย แบดมินตัน ดูแบดสด ดูบอลออนไลน์ ปารีส ลิเวอร์พูล  มวย ดูมวยสด มวยไทย7สี ดูบอลย้อนหลัง
ระบบก็จะแสดงลิ้งให้ท่านเลือกรับชมตามลิงค์ต่างๆที่แสดงได้เลย โดยลิ้งจะมาก่อนบอลเตะประมาณ 5-10 นาที
ขอให้มีความสุขในการ บอลวันนี้ ดูบอลออนไลน์ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ไทยลีก ดูบอลออนไลน์ ปาแลร์โม่ ลาลีกาสเปน…

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

สำหรับสาวๆ ที่เช็คอินทุกปาร์ตี้ ลิสต์ท่องเที่ยวแน่นสุดพลัง หรือจะกี่ดริงค์หญิงก็สู้ไหว ซึ่งคงไม่ดีแน่หากคุณต้องตื่นมารับมือกับอาการแฮงค์ ผิวหน้าพัง ขอบตาคล้ำช้ำแดง หน้าโทรมจัดเหมือนอดหลับอดนอนมาหลายคืน แต่จะลาป่วยก็ไม่ได้เพราะงานกองโตรอให้เคลียร์ นาทีนี้ผู้หญิงยุค 5.0 อย่างเรามีหรือจะถอดใจ! ในเมื่อปาร์ตี้ก็เร้าใจ ใบหน้าก็อยากให้ดูดีทุกองศา ลองดู 5 เทคนิคจากนี้จะช่วยบูสต์ผิวให้เป๊ะปัง สวยสู้ตายในทุกมิชชั่น ทั้งยังคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย

5-เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่นเคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

 

ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วโตๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะขัดขวางเซลล์ผิวไม่ให้ลำเลียงวิตามินและสารอาหารจำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังยับยั้งการทำงานของวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส จึงทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ (รองพื้นแล้วหน้าทาไม่เอานะยู) อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำ (โบกรองพื้นเท่าไหร่ก็ไม่ติดผิว) การดื่มน้ำสะอาด 2 แก้วทันทีที่ตื่นนอนตอนเช้าจะช่วยบูสต์พลังให้เซลล์ผิวชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว แถมยังขับพิษแอลกอฮอล์ตกค้างในร่างกายได้อย่างดี

ใช้คลีนซิ่งลบ ไม่สลบทั้งเมคอัพ
ถึงจะเพลียร่างมากแค่ไหน แต่คุณก็ต้องข่มใจไม่ให้หลับทั้งๆ ที่เมคอัพยังแน่นทุกอณู โดยเฉพาะคนที่แต่งหน้าแบบเน้นดวงตาคู่สวยสุดพลัง คุณต้องมั่นใจว่าเช็ดรอบดวงตาจนสะอาดหมดจด แล้วจริงๆ เพราะเม็ดสีของอายแชโดว์จะซึมสู่ผิวบอบบางรอบดวงตาทำให้ใต้ตาหมองคล้ำ ขณะที่เมคอัพยังอุดตันรูขุมขนให้กว้าง ดังนั้นก่อนเข้าสู่สภาวะทิ้งตัวขอให้ชัวร์ว่าทำความสะอาดผิวหน้าจนปราศจากเครื่องสำอางแล้วจริงๆ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ล้างหน้าตอนเช้า เพราะผิวจะพังจนยากจะกู้ให้เปล่งประกายได้อย่างรวดเร็ว แถมยังแก่เร็วด้วยนะ

 

อาบน้ำเย็นปลุกผิว
การอาบน้ำอุ่นก่อนนอนเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย ในทางตรงกันข้ามการอาบน้ำเย็นตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ช่วยบำบัดอาการซึมเศร้า และปลุกร่างกายให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แถมยังช่วยไล่อาการมึนเบลอจากการนอนหลับไม่สนิทอีกด้วย แนะนำให้เลือกครีมอาบน้ำแนวกลิ่นซีทรัสหรือฟรุตตี้จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

 

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
จะผสมลงในโยเกิร์ตเพื่อเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร อีกทั้งโยเกิร์ตยังมีแบคทีเรียดีที่ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ด้วย ขณะที่ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่โดยเฉพาะ ‘บลูเบอร์รี่’ เปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยรับมือกับริ้วรอยได้อย่างดี หรือจะมิกซ์ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่กับสลัดผักเป็นมื้อแรกของวันก็บูสต์พลังให้ผิวแข็งแรงและสดชื่นขึ้น อย่าลืมดื่มน้ำส้มหรือน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มความรู้สึกสดชื่นคูณสอง

 

เลือกเซรั่มฟื้นคืนความอ่อนเยาว์
ข้อนี้สำคัญสุด! เพราะการบำรุงผิวด้วยเซรั่มที่มีส่วนช่วยในการฟื้นคืนความอ่อนเยาว์และความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้เซลล์ผิวแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ควรบำรุงผิวด้วยเซรั่มเป็นขั้นตอนแรกหลังล้างหน้าจะอีกกี่ปาร์ตี้ กี่ดริ้งค์ หรือตระลุยทุกทริปก็ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ แค่ทำตาม 5 เทคนิคง่ายๆ ที่เราคัดสรรมาให้คุณ เท่านี้คุณก็บูสต์พลังให้ผิวเปล่งประกายกระจ่างใสได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณแหล่งที่มาhttps://goodlifeupdate.com

บาดแผลเรื้อรัง ยิ่งปล่อยนานยิ่งอันตราย รู้สาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา

บาดแผลเรื้อรัง ยิ่งปล่อยนานยิ่งอันตราย รู้สาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา

บาดแผลเรื้อรัง บาดแผลโดยทั่วไปพบได้ 2 แบบคือ บาดแผลเฉียบพลัน คือแผลที่เกิดขึ้นทันที แผลจะหายได้ไว

บาดแผลเรื้อรัง อีกแบบหนึ่งคือบาดแผลเรื้อรัง คือ บาดแผลที่ไม่สามารถหายตามกระบวนการหายของแผลตามปกติและเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะการรักษาอย่างถูกวิธีมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วยิ่งขึ้น

ระยะการหายของแผลเรื้อรัง
นพ.อรรถ นิติพน ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า กระบวนการหายของแผลเรื้อรัง ต่างจากแผลเฉียบพลัน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 ห้ามเลือดให้เลือดหยุด 1-3 วัน

ระยะที่ 2 ระยะของการอักเสบไม่เกิน 1 สัปดาห์

ระยะที่ 3 ระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ 2-3 สัปดาห์

ระยะที่ 4 ระยะปรับสภาพ

บาดแผลเรื้อรัง

การรักษาแผลเรื้อรัง
สำหรับแผลเรื้อรังในกระบวนการหายของแผลจะอยู่ในช่วงของแผลเฉียบพลันระยะที่ 2 คือ ระยะของการอักเสบแล้วไม่ก้าวผ่านไปเป็นระยะที่ 3 หรือระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อใหม่ไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นการรักษาแผลเรื้อรังจึงยากกว่าแผลเฉียบพลัน เพราะต้องแก้ไขสภาวะให้ก้าวผ่านระยะที่เป็นแผลอักเสบไปให้ได้

อีกประเด็นสำคัญคือ สาเหตุที่พบบ่อยของแผลเรื้อรัง อันดับหนึ่งคือ แผลเบาหวาน โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า ถัดมาคือ แผลกดทับ แผลจากหลอดเลือดดำเสื่อม และหลอดเลือดแดงตีบตัน รวมถึงแผลจากอุบัติเหตุ ที่ไม่รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะการดูแลรักษาแผลเรื้อรังนั้นมีความละเอียดซับซ้อน

ต้องแก้ไขสาเหตุของแผลร่วมด้วย นอกจากการรักษาความสะอาดและการทำแผลอย่างถูกวิธี รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะแล้ว ยังมีเครื่องมือ เทคโนโลยีการรักษาเข้ามาช่วยลดผลกระทบของบาดแผลให้แผลหายได้ในเร็ววัน ซึ่งต้องรักษาโดยทีมแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ เพื่อการวินิจฉัยได้ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละกรณี

แผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน
แผลเบาหวาน ควรดูแลให้ดีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อน แต่ยังหมายถึงโอกาสในการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่น่าเป็นห่วงคือ หากผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลอาจติดเชื้อลุกลามได้ง่ายและหายยาก

ควรใส่ใจดูแลบาดแผลอย่าละเลยอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้แผลเบาหวานเป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือดส่งผลให้เส้นเลือดตีบและแข็งเกิดการอุดตันในที่สุด ทำให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยโรคเบาหวานระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อม รับความรู้สึกได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย ทำให้เท้าชา ไม่รู้สึกเจ็บ จึงทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเบาหวานมีแผลกว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว อีกทั้งการที่ระบบประสาทสั่งการผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เท้าผิดรูป เท้าบิดเบี้ยว เนื้อบริเวณปุ่มกระดูกบางแห่งต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น เกิดเป็นแผลได้เช่นกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแผลเบาหวานส่วนใหญ่เกิดที่เท้า เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีเส้นเลือดตีบและอาการเสื่อมของระบบประสาทรับความรู้สึกส่วนปลายทำให้เกิดอาการชาเมื่อเป็นแผลที่เท้าในช่วงแรกมักไม่รู้สึก จนเมื่อบาดแผลรุนแรงทำให้รักษายาก หายช้าจนถึงขั้นร้ายแรงถึงขั้นตัดเท้า ย้ำว่า อันตรายของแผลเบาหวานนั้นคือปัญหาเรื้อรังรักษายาก

ยิ่งถ้าคนไข้ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีก็จะหายยาก แผลหายยาก หายช้า หรืออาจไม่หายก็เป็นได้ กลไกการต่อสู้กับเชื้อโรคบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อีกทั้งมีโอกาสเกิดเนื้อตายจากเส้นเลือดแดงส่วนปลายตีบนำไปสู่การสูญเสียนิ้วหรือขาได้

แผลเรื้อรังจากอุบัติเหตุ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แผลจากอุบัติเหตุ การดูแลรักษาบาดแผลที่บาดเจ็บจากความร้อน ไม่ว่าจะเป็นแผลไฟไหม้ ไฟคลอก น้ำร้อนลวก ไฟฟ้าช๊อต ฟ้าผ่า ภยันตรายจากการสูดควันร้อน ภยันตรายจากสารเคมี บาดแผลไฟไหม้ที่ถือว่าหนักที่สุดคือ แผลไหม้พื้นผิวร่างกายมากกว่า 20% เนื่องจากเนื้อเยื่อที่โดนความร้อนเซลล์จะตาย

จึงต้องลดความร้อนให้เร็วที่สุดภายใน 15 นาทีแรก เพราะยิ่งลดความร้อนได้เร็วที่สุด เนื้อเยื่อหรือเซลล์อาจจะรอดตายได้ หากเป็นกรณีโดนสารเคมีรุนแรงจะเป็นอันตรายมาก ส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการรักษาในไอซียูโดยทันที

เป้าหมายของการดูแลรักษาแผลไฟไหม้ สิ่งสำคัญคือ ควบคุมการไหลของเลือด กำจัดวัสดุแปลกปลอมอันจะเป็นสาเหตุการติดเชื้อ กำจัดเนื้อตายและหนอง ปรับสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อการหายของแผล เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ป้องกันแผลจากอันตราย เช่น การกระแทก เชื้อโรค เป็นต้น

เพราะไม่มีใครอยากได้รับบาดเจ็บในชีวิตประจำวัน แต่หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดแล้วเกิดบาดแผลรุนแรงในระดับที่ต้องนำส่งโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลแบบใดก็ตาม จะช่วยเยียวยาบาดแผลให้ดีขึ้นและพร้อมสำหรับการรักษาอย่างถูกวิธีกับแพทย์ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

สูตรหน้าใสแบบประหยัด แต่ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาดพลาดไม่ได้ก็จริง

สูตรหน้าใสแบบประหยัด แต่ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาดพลาดไม่ได้ก็จริง

สูตรหน้าใสแบบประหยัด เรื่องความสวยความงามเป็นสิ่งที่สาวๆ พลาดไม่ได้ก็จริง แต่ในปัจจุบันการจะทำให้ตัวเองออกมาสวยดูดี ก็มีแต่โฆษณาจากร้านคลินิกเสริมความงามมากมาย

สูตรหน้าใสแบบประหยัด ที่พร้อมจะฉุดกระชากเงินในกระเป๋าให้เกลี้ยงได้ภายในพริบตา การดูแลผิวหน้าตัวเองส่วนใหญ่ในโลกสมัยนี้ จึงมักถูกเลือกใช้สถานเสริมความงามเหล่านี้เป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง ใครงบน้อยก็ดูเหมือนจะหมดหวัง เพราะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการดูแลผิวหน้าด้วยสูตรหน้าใสด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด เอาเป็นว่าสาวๆ คนไหนอยากประหยัดงบ ลองมาดู 3 เคล็ดลับแนะนำต่อไปนี้ บอกเลยว่าลืมคลินิกเสริมความงามไปได้เลยค่ะ

สูตรหน้าใสแบบประหยัด

1.อบไอน้ำให้กับผิวหน้า
นอกจากการอบไอน้ำให้กับผม เพื่อช่วยให้ผมดูมีน้ำหนักและเงางามมากขึ้น การอบไอน้ำผิวหน้าก็ทำได้เช่นกัน แถมไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทคอย่างที่คิด เพราะอุปกรณ์ในครัวเรือนที่หาได้ทั่วไปนี่แหละเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยม โดยเริ่มจากการนำผ้าขนหนูไปชุบน้ำร้อนให้ทั่วทั้งผืน แล้วบิดผ้าให้หมาดๆ จากนั้นนำมาวางบนใบหน้า ทิ้งไว้จนกว่าผ้าจะเย็นลงจึงค่อยนำออกจากใบหน้า

เสร็จแล้วก็ทำความสะอาดใบหน้าตามปกติ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้รูขุมขนเปิดออก จากนั้นสาวๆ ก็จะสามารถขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าให้ออกไปได้อย่างง่ายดาย ผิวหน้าจึงสะอาดได้อย่างล้ำลึกและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แปลงโฉมสู่ผิวสวย และได้สปาแบบราคาประหยัดในบ้านของตัวเองไปในตัวอีกด้วย

2.ใช้ไข่ขาวพอกหน้า
นอกจากการทำความสะอาดใบหน้าแล้ว การนำไข่ขาวมาพอกหน้าก็สามารถช่วยให้ใบหน้าดูสะอาดยิ่งขึ้นได้ เนื่องจากไข่ขาวนั้นจะช่วยจำกัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังช่วยบำรุงผิวได้ด้วยวิตามินที่อยู่ภายในเนื้อไข่เหลวๆ เหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผิวหน้ามีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น ขั้นตอนการทำนั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่นำไข่ขามมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เท่านี้ผิวก็จะดูเนียนใส ลดจุดด่างดำและกำจัดสิวไปในตัวอีกด้วย

3.มาสก์หน้าเป็นประจำ
การมาสก์หน้าเป็นวิธีการบำรุงผิวที่ทำได้ง่ายมากๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์มาร์กหน้าให้เลือกใช้มากมาย แต่รู้ไหมว่าวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวก็สามารถมาร์กหน้าได้เป็นอย่างดี ไม่แตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์ราคาแพง เพียงแค่นำแตงกวา หรือมะเขือเทศสด มาหั่นเป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำมาวางให้ทั่วใบหน้า

หรือจะนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบนใบหน้าก็ได้ ซึ่งจะช่วยบำรุงและปกป้องผิวด้วยสารอาหารจากธรรมชาติที่ซึบซาบเข้าสู่เซลล์โดยตรง รับรองเลยว่าทำเป็นประจำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผิวหน้าหมองคล้ำให้ดูใสแบบไม่กระทบเงินในกระเป๋าแน่นอน

ใครอยากลองเอาสูตรเหน่านี้ไปใช้สำหรับดูแลผิวหน้า สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับสภาพผิวของตัวเอง พร้อมดูแลผิวหน้าใสในราคาสุดประหยัด แล้วสาวๆ จะสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว การรักษาอาการปวดเมื่อยด้วยการครอบแก้ว (cupping) ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นศาสตร์จากแพทย์แผนจีนที่มีกันมาแต่ช้านาน

ครอบแก้ว และคนไทยหลายคนก็คุ้นเคยกันดีอยู่ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการปวดเมื่อย หรืออาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าที่จะถึงขั้นรักษาโรคร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม การครอบแก้วสุญญากาศเฉยๆ จนเห็นผิวหนังเป็นจ้ำเลือด เวลาผ่านไปสักพักก็จะหายไปได้เองนั้น ยังไม่น่ากลัวเท่ากับอีกวิธีหนึ่ง คือการใช้เข็มแทงเบาๆ ที่ผิวหนัง แล้วให้แก้วสุญญากาศครอบทับ จนเลือดไหลออกมาจากรูเข็มเหล่านั้น ตามศาสตร์แพทย์จีนเรียกว่าการ “ปล่อยเลือด”

ครอบแก้ว

แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ก่อนอื่นต้องแยกกันก่อนว่า ทางศาสตร์ของแพทย์จีน มีวิธีการรักษาอาการ หรือโรคต่างๆ หลายวิธี มีทั้งการทานยา ฝังเข็ม ครอบแก้ว ปล่อยเลือด และอีกมากมาย ปกติแล้ววิธีการรักษาแบบครอบแก้ว

กับการปล่อยเลือด จะแยกกัน กล่าวคือหลายคนสามารถใช้แค่วิธีครอบแก้วเฉยๆ โดยไม่ต้องโดนเข็มทิ่ม แล้วดูดเลือดออกก็ได้ แต่กับผู้ป่วยบางคน (ย้ำ ว่าบางคนเท่านั้น) ที่แพทย์ลงความเห็นว่า ต้องทำการปล่อยเลือดร่วมด้วย จึงใช้วิธีแทงเข็มที่ผิวหนัง แล้วครอบแก้วเพื่อเป็นการปล่อยเลือดออก

ดูดเลือดเสีย เลือดชั่วออกมา?

เลือดที่ถูกดูดออกมา ไม่ใช่เลือดเสีย เลือดชั่ว หรือเลือดสกปรกแต่อย่างใด การปล่อยเลือดออกมาส่วนหนึ่ง เป็นการรักษาโดยยึดหลักของแพทย์แผนจีน ที่เห็นว่า การไหลเวียนลมปราณ และเลือดในร่างกาย ควบคุมสุขภาพส่วนหนึ่งของมนุษย์ หากเลือดในร่างกายไหลเวียนติดขัด มีปัญหา หรือมีเลือดไปคั่งในบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากๆ การเอาเลือดในส่วนนั้นๆ ออกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ปริมาณของเลือดที่เอาออก มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการที่เป็น และดุลยพินิจของแพทย์แผนจีนท่านนั้นๆ

ผู้ป่วยที่ต้องทำการปล่อยเลือด

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องรับการรักษาด้วยวิธีปล่อยเลือด โดยเฉพาะการปล่อยเลือดเป็นวิธีที่ใช้เพื่อการระบายเลือดออกแบบแรง เปรียบเทียบเหมือนกับการทานยาถ่ายแรงๆ เมื่อมีอาการท้องผูกหนักมาก แทนที่จะเลือกวิธีทานผลไม้อย่างมะขาม หรือมะละกอ ผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ จะต้องได้รับการวินิจฉันจากแพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิล์ปอย่างถูกต้องเท่านั้น

ปล่อยเลือด อันตราย?

เมื่อเป็นวิธีที่ไม่ใช้กับผู้ป่วยทุกคนพร่ำเพรื่อ เพราะต้องอาศัยความชำนาญในการให้การรักษาอย่างถูกวิธี อุปกรณ์ และสถานที่ที่ให้การรักษาต้องสะอาด สว่าง ได้มาตรฐาน

ดังนั้นหากเข้ารับการรักษากับคนที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ สาขาวิชาแพทย์แผนจีน ก็อาจมีความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ทั้งการรักษาที่ไม่ถูกวิธี อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการติดเชื้อจากแผลหลังการทำการรักษา

หากไม่แน่ใจว่าสถานประกอบการ หรือคลินิก สปา ใดๆ ก็ตามที่ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีครอบแก้ว ปล่อยเลือด หรือซ่าตร์แพทย์แผนจีนอื่นๆ ได้รับการรับรองว่าถูกต้อง

ได้มาตรฐาน และให้การรักษาโดยแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิล์ปจริงหรือไม่ สามารถสอบถามได้จากสาธารณสุขที่รับผิดชอบในพื้นที่เขตนั้นๆ ค่ะ

อนึ่ง การครอบแก้ว ปล่อยเลือด ไม่มีผลทางการรักษาโรคร้ายแรงอย่าง มะเร็ง แต่อย่างใด โรคไหนๆ ที่สามารถรักษาหายขาดได้ 100% จากแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกับแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่าค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ทุกคนน่าจะเคยเป็นไข้หวัดกันมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยเป็นไข้หวัดใหญ่ แถมไข้หวัดใหญ่ยังอันตรายมากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่า

ไขข้อสงสัย นอกจากจะอาการหนักกว่า หายยากกว่าแล้ว ยังมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจคร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ แล้วเมื่อไรที่เราจะรู้ว่านี่เราเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เมื่อไรที่เราซื้อยาทานเองได้ เมื่อไรที่เราต้องหาหมออย่างเดียว Sanook! Health มีวิธีสังเกตง่ายๆ มาฝากค่ะ

ไขข้อสงสัย

1. อาการไข้
ไข้หวัดธรรมดา – เป็นไข้ต่ำๆ ทานยาลดไข้ 1-2 วันก็หาย และไม่กลับมามีไข้อีก

ไข้หวัดใหญ่ – เป็นไข้สูง และนานกว่า 3-4 วันขึ้นไป ไข้ลดเฉพาะเมื่อทานยาลดไข้เท่านั้น

2. ปวดศีรษะ
ไข้หวัดธรรมดา – อาจปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่มีอาการปวดเลย

ไข้หวัดใหญ่ – อาจปวดศีรษะมากกว่าปกติ

3. ปวดเมื่อยตามตัว
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการปวดเมื่อยตามตัวเพียงเล็กน้อย

ไข้หวัดใหญ่ – ปวดเมื่อยตามตัวมาก

4. อ่อนเพลีย
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย และไม่นานเพียง 1-2 วัน

ไข้หวัดใหญ่ – อ่อนเพลียมาก อาจมีอาการยาวนานเป็นสัปดาห์ได้

5. อาการไอ
ไข้หวัดธรรมดา – ไอไม่มาก ไอแห้งๆ

ไข้หวัดใหญ่ – ไอหนัก ไอบ่อย และมีเสมหะเหนียวข้น

6. น้ำมูก
ไข้หวัดธรรมดา – น้ำมูกใส เหลว หรืออาจไม่มีน้ำมูกก็ได้

ไข้หวัดใหญ่ – น้ำมูกข้น เหนียว

7. เจ็บคอ
ไข้หวัดธรรมดา – พบอาการเจ็บคอได้บ่อยในช่วงแรกๆ ที่เป็น

ไข้หวัดใหญ่ – อาจไม่พบอาการเจ็บคอ หรือพบได้น้อยมาก

8. โรคแทรกซ้อน
ไข้หวัดธรรมดา – ไซนัส หรือหูอักเสบ

ไข้หวัดใหญ่ – หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม

9. การรักษา
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้เพียงทานยารักษาตามอาการเท่านั้น

ไข้หวัดใหญ่ – ให้ยา Amantadine หรือ Rimantadine หลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

10. การป้องกัน
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มีวิธีป้องกันโดยตรง

ไข้หวัดใหญ่ – มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

อย่างไรก็ตาม วิธีหลีกเลี่ยงอาการเป็นไข้หวัดไม่ว่าจะชนิดใด คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ชีวิตก็ห่างไกลจากไข้หวัดได้ง่ายๆ แล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com