น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้ที่คุ้นเคยดื่มแล้วไม่หายง่วง ถ้าอย่างนั้นลองใส่น้ำมะนาวเพิ่มลงไปสิคะ กลายเป็นเมนูน้ำตะไคร้มะนาว สูตรจาก นิตยสาร Mother & Care ดื่มแบบอุ่น ๆ รับรองถูกใจ

ส่วนผสม น้ำตะไคร้มะนาว

• ตะไคร้ 3-5 ต้น
• น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
• น้ำตาลทราย
• น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำตะไคร้มะนาว

1. ล้างตะไคร้ให้สะอาด หั่นเป็นท่อน จากนั้นบุบให้แตก
2. ตั้งน้ำพร้อมใส่ตะไคร้ที่บุบแล้วลงไปต้มจนเดือด หรี่ไฟปานกลางต้มต่อไปสักพัก ปิดไฟ
3. กรองน้ำตะไคร้ที่ต้มแล้วด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย (กะปริมาณตามความชอบ)
4. เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาวสักนิด เพียงบีบใส่แก้วที่ตักน้ำตะไคร้เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็หอมสดชื่น ได้รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน อร่อยเหมือนกัน
น้ำตะไคร้มะนาว เครื่องดื่ม ชุ่มคอชื่นใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://netdeticaret.com

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้  สมุนไพร ในปัจจุบันมีมากมายที่ช่วยเรื่องปากท้องของเรา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขับถ่าย เพราะหากมีระบบขับถ่ายไม่ดี ต้องผูกติดต่อกันเป็นเวลานาน ความเจ็บป่วยก็ตามมาแน่นอน เช่น โรคริดสีดวงทวาร หรือเรื้อรัง บ่อยๆเป็นเวลานาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน

ครั้งนี้ขอคัดเน้นๆ กับ 5 สมุนไพรที่กินแล้วช่วยเพิ่มกากใยในระบบขับถ่าย เพราะการกินสมุนไพรหรืออาหารที่มีกากใยมากจะช่วยทำให้อุจาระอ่อนนุ่มลง แถมถ่ายคล่อง หากไกลจากโรคมะร็งลำไส้ และไม่เป็นโรคริดสีดวงอย่างแน่นอน

สมุนไพร

แมงลัก เมล็ดแมงลักมีสารเมือกที่อยู่รอบเมล็ด จะพองตัวเมื่อละลายน้ำ วิธีกิน ก่อนกินให้นำมาแช่น้ำจนพองเต็มที่ก่อน และถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังไม่พองตัวเต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำในลำไส้ เกิดอาการขาดน้ำและอาจทำให้ลำไส้อุดตันได้
เทียนเกล็ดหอย เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มุคุณสมบัติเช่นเดียวกับแมลลัก เพราะมีสารเมือก ช่วยเพิ่มกากใย ทำให้ถ่ายได้ล่องขึ้น ไม่ต้องเบ่ง และนอกจากนี้ยังช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการอาเจียน และวิงเวียนศีรษะด้วย เพราะมีรสยาร้อนสุขุม วิธีกิน ต้องแช่น้ำอุ่นให้พองตัวก่อนเสมอ กินวันละ 5-10 กรัม วันละ 3 ครั้ง
ว่านหางจระเข้ วุ้นของว่านหางจระเข้ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แถมยังมีคุณสมบัติช่วยเคลือบกระเพาะ เหมาะสำหรับคนทีเป็นโรคกระเพาะด้วยเช่นกัน วิธีกิน การกินวุ้นจากว่านหางจระเข้ ควรล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมดเสียก่อน เพราะหากมียางสีเหลืองติดอยู่อาจทำให้คลายเป็นยาถ่ายอย่างแรงได้ ดังนันควรล้างน้ำให้สะอาด ผ่านน้ำไหลเยอะๆ เพื่อช่วยในการชะล้างพิษ
รำข้าว หรือเปลือกนอกหุ้มเล็ดข้าวกล้อง ด้วยคุณสมบัติที่มีใยอาหารสูง จึงสามารถช่วยลดอาการท้องผูกได้ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว นุ่ม สามารถถ่ายได้คล่อง และนอกจากนี้ยังอุดมด้วยแหล่งวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆมากมาย วิธีกิน นำรำข้าว 5-10 กรัม ชงในน้ำต้มสุก แล้วดื่มวันละ 3 มื้อ หรือ กินรำข้าวในรูปแบบของข้าวกล้องก้ได้เช่นกัน
ลูกพรุน อีกหนึ่งผลไม้ที่ทำให้ระบบขับถ่าย เพิ่มกากใยอุจจาระมากขึ้น เพราะลูกพรุนมีใยอาอาหารหรือไฟเบอร์ทั้งที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ และมีประโยชน์อื่นๆอีกมาย เช่น สารแอนติออกซิแดนท์สูง ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง และอื่นๆอีกมากมาย วิธีกิน แนะนำให้กินลูกพรุนแห้ง เพราะมีใยอาหารมากว่าลูกพรุนสด
นอกจากการกินสมุนไพรข้างต้นแล้ว การดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และขัยถ่ายให้เป็นเวลาก็จะเป็นตัวช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น กินง่าย ถ่ายคล่อง ห่างไกลจาดโรคมะเร็งลำไส้และริดสีดวงทวารได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

 

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค โรค ที่เราเป็นกันอยู๋ปัจจบัน นั้นเกิดจากอะไร ? และเราสามารถรู้ล่วงหน้าได้หรือไม่ ?

 

ทราบหรือไม่คะว่า… มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย ที่อาจเกิดขึ้นแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่จริงๆ แล้วคือสัญญาณร้าย ที่หากเรามองข้าม อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ได้

วันนี้จึงอยากชวนคุณมาสังเกต สัญญาณของร่างกาย เพื่อประเมินความเสี่ยง หรือความน่าจะเป็น ของโรคที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณได้ดูแลตัวเองเพิ่มเติม หรือเตรียมตัวรับมือความเจ็บป่วย ได้ทันท่วงทีค่ะ

เริ่มจาก 5 อาการต่อไปนี้…

มีเลือดปนมากับอุจจาระ
อาจเป็นอาการเริ่มต้น ของการเป็นริดสีดวงทวาร หรือมีอาการลำไส้อักเสบ ไปจนถึงเป็นสัญญาณ ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
อาจส่งผลจากภาวะโรคนิ่วในท่อไต หรือกรวยไต อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จนถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร

มีเลือดไหลออกจากหัวนม
อาจเป็นสัญญาณ ของอาการเต้านมอักเสบ หรือโรคมะเร็งเต้านม แต่หากมีน้ำนมไหลออกมา กับเลือดด้วย อาจต้องตรวจเรื่องเนื้องอกในสมองเพิ่มเติม

ริมฝีปาก ขอบตา และเล็บมีสีคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณของโรคเลือด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับ การทำงานของตับ

มีก้อนบวมหรือแข็งเป็นไต เกิดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ถ้าก้อนบวมนั้น เป็นก้อนที่เคลื่อนไหวไม่ได้ อาจเป็นก้อน ที่เกิดจากการสะสม ของไขมันในร่างกาย แต่หากก้อนบวม แข็ง และเคลื่อนที่ได้ อาจเป็นผลมาจากโรคพยาธิ

หากหันมาสังเกตตัวเองแล้วพบอาการเหล่านี้ แนะนำให้ทำ 2 อย่างที่สำคัญมาก

1 คือ… อย่าตกใจและคิดแต่ในด้านร้ายค่ะ ให้ตั้งสติ ค่อยๆ พิจารณาความเปลี่ยนแปลงร่วมอื่นๆ ของร่างกาย

 

2 คือ… ให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด จะได้หายสงสัย และหากมีอาการเจ็บป่วย ตั้งแต่น้อยไปหามาก จะได้ดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

…ขอให้ทุกคนสุขภาพดีกันถ้วนหน้านะคะ

ข้อมูลเรื่อง ” 5 สัญญาณเตือน ก่อนเกิด โรค ” จากคอลัมน์เกร็ดสุขภาพ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 167

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ  ไม่น่าเชื่อว่าประวัติการดื่มน้ำชามีมานานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ยังช่วยต้านอาการอักเสบ ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ฯลฯ

ซึ่งการที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายก็ว่ามีองค์ประกอบของสารสำคัญในใบชาอย่างแทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้หากดื่มเป็นประจำ แต่สารสำคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน

มาดูกันว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และแบบไหนจะให้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ
สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ Catechins (คาเทคชินส์) จะถูกความร้อนของน้ำทำลายไปเกือบหมดทำให้เหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังนิยมดื่มชาร้อน ๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น แม้สารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้ำร้อนก็จริง แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่และพอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง

ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด
หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ในความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ดี แต่หากผ่านกระบวน การผลิต ซึ่งเครื่องดื่มชาเขียวจะต้องผ่านขบวนการทำให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลลินทรีย์ ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสำคัญในน้ำชาเขียวก็จะถูกทำลายหรือลดน้อยลงไปเช่นกัน

น้ำชาไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด
การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาที่แช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนที่อยู่ในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา ส่งผลทำให้เกิดการทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิธีการดื่มชาให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรเลือกดื่มน้ำชาล้วนๆไม่ควรปรุงแต่ง เพราะผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์ จากใบชาแน่นอน

17 ข้อควรรู้จากประโยชน์ของการดื่มชา
1. ในช่วงที่อากาศร้อนๆ การดื่มชาจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะในใบชามีสารโพลีฟีนอล กรดอะมิโน และคาร์โบไฮเดรต เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับน้ำลายจะช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกายได้

2. ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุอาหารอยู่หลากหลายชนิด ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดี และช่วยกระตุ้นระบบประสาทและร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในใบชามีสารคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ช่วยหมุนเวียนโลหิต

3. ชามีอิทธิพลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งมีการใช้ชาผสมกับยาแก้ปวด เพื่อช่วยเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาโรคไมเกรน และทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานยิ่งขึ้น

4. ดื่มชาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและสดชื่น ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ

5. ดื่มชาบ่อยๆ มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ และช่วยสลายไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล โดยไปเพิ่มการขับคอเลสเตอรอลในร่างกายผ่านทางน้ำดีในอุจจาระ

6. ชาจีน สามารถควบคุมการเกิดโรคอ้วนได้ เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต้านจุลชีพ ช่วยลดการอักเสบ สมานแผล ช่วยขับและล้างสารพิษในร่างกาย ซึ่งในใบชามีสารโฟลีฟีนอลที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ได้

7. คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการดื่มชาจะสามารถ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เพราะใบชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสุขภาพ

8. ชามีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ และช่วยในการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตับ การดื่มชายังช่วยรักษาอาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

9. การดื่มชาแก่ๆ สักถ้วย จะเป็นการช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และยังช่วยในการย่อยอาหารจำพวกวิตามินกลุ่มต่าง ๆ

10. ชามีสารไอโอดีน และฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยป้องกันภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป มีฟลูออไรด์ในจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายโดยจะช่วยป้องกันฟันผุและเสริมมวลกระดูกได้

11. ใบชาทุกประเภทมีส่วนประกอบของโปรตีนและวิตามิน วิตามินซี วิตามินบี สารแทนนิน กาเฟอีน โพแทสเซียม กรดแอมโมเนีย สารคาเทชิน โพลีฟีนอล แร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ทำให้ร่างกายมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ความดันโลหิต และป้องกันหลอดเลือดตีบตัน

12. การดื่มชาจะช่วยทำให้การไหลเวียนของโรคดีขึ้น ช่วยละลายไขมัน ป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความแก่ ฯลฯ

13. สรรพคุณในทางยาของ ชาเขียว สมัยก่อน ใช้บำบัดรักษาอาการต่างๆ ไม่ว่าจะอาการปวดหัวไปจนถึงโรคซึมเศร้า

14. สารประกอบในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดลงได้

15. ดื่มชาเขียวจะช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งคาเทชินในชาเขียวจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น ทำให้ น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

16. คุณค่าที่มีอยู่ในใบชาชาว คือโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม และโดยเฉพาะโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ที่แข็งแรงที่สุด ชาขาวจึงมีสารต้านอนุมูลมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า หรือเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้น 12 แก้ว และมีปริมาณคาเฟอีนน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาชนิดอื่นๆ

17. ถ้าต้องการดื่มเพื่อสรรพคุณทางยาควรดื่มชาวันละ 10 ถ้วยขึ้นไปจึงมีผลต่อการรักษาโรคต่างๆได้ ซึ่งการดื่มชาหนึ่งถ้วยก่อนอาหารประมาณยี่สิบนาที จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ความอยากอาหารลดลง”

ได้ทราบประโยชน์ของชาหลากสไตล์กันไปแล้ว คราวนี้มาเลือกกันได้แล้วล่ะว่า…คุณจะดื่มชาประเภทไหนที่จะให้ประโยชน์กับร่างกายที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.ochasama.com

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว   อากาศหนาวก็ชอบ ผิวสวย ก็ต้องรักษาไว้ สาวๆ ที่อยากคงความสวยเปล่งปลั่งของผิวกายไว้ท้าลมหนาว ยิ่งหากกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานอย่างถูกต้องสมดุลด้วยแล้ว ผิวสวยจะอยู่ท้าลมหนาว ร้อน ฝนไปอีกไม่รู้กี่ปีจักกี่ปี

ฤดูหนาวและหน้าท่องเที่ยวมาถึงแล้ว
อากาศเย็น (ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัส) ทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศแห่งการท่องเที่ยว แต่อากาศแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อผิวเราได้ถ้าไม่ดูแลผิว ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่นหรือริ้วรอยเหี่ยวย่นก็จะมาเยือน ดังนั้นเราควรดูแลผิวในฤดูหนาวให้ถูกวิธีดังนี้

1. แน่นอนต้องทาครีมบำรุงผิว เพราะอากาศหนาวเย็นจะมีความชื้นต่ำ ซึ่งทำให้ผิวเสียความชุ่มชื่นได้ง่าย จึงเกิดปัญหาผิวแห้งและแตกได้นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย การทาครีมบำรุงผิวที่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทาใบหน้าแล้ว อย่าลืมทาผิวตัว ลำคอ รวมทั้งมือและเท้าด้วย

2. ครีมบำรุงผิว โดยทั่วไปมีสารที่เป็นส่วนผสม 3 ชนิด คือ หนึ่งสารกลุ่มที่มีคุณสมบัติดูดความชื้นจากอากาศ สอง สารกลุ่มที่เติมไขมันและความชุ่มชื่นให้แก่ผิว สาม สารกลุ่มที่ทำหน้าที่เคลือบผิว ช่วยกักเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิว ช่วงฤดูหนาวไม่ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มแรก เพราะสารกลุ่มนี้จะดูดความชื้นออกจากผิวเราแทน ตัวอย่างสารกลุ่มนี้คือ Urea ดังนั้น ในฤดูหนาวควรเลี่ยงครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสาร Urea

3. วิธีถนอมผิวอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว หลังจากอาบน้ำให้ใช้เบบี้ออยล์หรือครีมบำรุงผิวชโลมให้ทั่วตัว จะเป็นการถนอมผิวในฤดูหนาวได้ดียิ่งขึ้น

4. นอกจากจะให้ความชุ่มชื่นกับผิวแล้ว ควรให้ความชุ่มชื่นกับริมฝีปากด้วย ควรทาลิปมันหรือ Petrolatum gel เพื่อป้องกันปากแตกแห้ง

5. เมื่อให้ความชุ่มชื่นกับผิวโดยการเติมหรือบำรุงจากภายนอกแล้ว เราควร เติมความชุ่มชื่นจากภายในด้วย โดยการดื่มน้ำบ่อยๆ

6. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะ จะทำให้ผิวหน้ายิ่งแห้งและเกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นมากขึ้น

7. การล้างหน้าหรืออาบน้ำควรใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อลดโอกาสการเกิดผิวแห้ง ไม่ควรใช้สบู่ยาที่มักมีฤทธิ์ระคายเคือง เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้านได้ และควรใช้สบู่เหลว ซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าสบู่ก้อน

8. แสงแดดในฤดูหนาวเป็นอันตรายไม่แพ้แสงแดดในฤดูร้อน ดังนั้น อย่าลืมทาครีมกันแดดสม่ำเสมอทุกๆ วัน นอกจากนี้แสงแดดยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้ความชุ่มชื่นระเหยออกจากผิวง่ายขึ้น ดังนั้น การทาครีมกันแดดจึงช่วยทั้งลดอันตรายจากแสงแดดและยังช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้ผิวอีกด้วย

9. ไม่ควรเข้าซาวน่าเพราะจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื่นมากยิ่งขึ้น

ถ้าดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างดีแล้ว กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกายและทำงานให้ถูกต้อง ความหนาวเย็นก็ไม่สามารถพรากผิวสุขภาพดีไปจากตัวคุณได้แน่นอน

ขออบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

 

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

1. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

แม้ว่าจะรู้ข้อมูลการทำศัลยกรรมจมูกแล้ว เรายังต้องรู้ข้อมูลต่อจากนี้ไปด้วย เพื่อทำให้การศัลยกรรมจมูกของหนุ่มสาวเป็นไปอย่างสวยงามและสมบูรณ์

มีโรคประจำตัวหรือไม่ หากเรารู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวหรือโรคที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาศัลยแพทย์ให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เป็นไปได้หลังการผ่าตัด
ห้ามแคะ เกา บีบ และทำให้แผลโดนน้ำ สิ่งที่เน้นย้ำในการผ่าตัดศัลยกรรม คือการเลี่ยงจากการโดนน้ำของแผล
การห้ามออกกำลังกายแนะนำให้งดออกกำลังกายในประเภทที่เสี่ยงต่อการปะทะอย่างยิ่ง
หลีกเลี่ยงการเจอฝุ่นและควัน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้อากาศ ดังนั้นจึงควรเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัด ไม่ให้เป็นหวัดหรือมีน้ำมูก ถ้ามีอาการควรรีบรับประทานยาแก้แพ้หรือยาลดน้ำมูกทันที
งดอาหารและน้ำตามคำแนะนำของแพทย์กรณีที่ต้องดมยาสลบ
ทานอาหารเบา ๆ ก่อนเวลาผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์ หากไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ
ควรงดกิจกรรมเสริมความงามเกี่ยวกับใบหน้า แม้ว่าอยากไปทำทรีทเม้นท์ หรือจะไปเลเซอร์ให้ผิวหน้าสวยยังไงก็ตาม
สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ก่อนศัลยกรรมจมูก

หมอนล็อคคอ (เพื่อเอาไว้ล็อคคอไม่ให้คอตกคอพับ)
ผ้าเย็น
ผ้าขนหนูและแผ่นทำความสะอาด
ไม้พันสำลี
อาหาร ตุนไว้หน่อยของที่ทานง่ายหรืออาหารอ่อน
อาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการทำศัลยกรรมจมูก ต้องรีบแจ้งศัลยแพทย์ทันที

1. จมูกเบี้ยว เคสนี้ส่วนมากจะพบได้บ่อยที่สุดโดยพบว่าซิลิโคนเบี้ยวออกไปทางใดทางหนึ่ง อาจจะเกิดจากร่างกายมีระบบป้องกันสิ่งแปลกปลอม

2. ซิลิโคนเคลื่อนขึ้นลง สามารถพบได้แม้จะทำมาหลายปี

3. กระดูกอ่อนบริเวณปลายจมูกถูกดันออกมา เกิดจากการที่ ซิลิโคนที่วางไว้ดันกระดูกอ่อนออกมา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.srsurgeryreview.com

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

วิธีใช้น้ำแข็งซ่อมผิว บอกเลยว่าเหมาะสุด ๆ กับการทำสวยในหน้าร้อน เพราะมันทั้งเย็นจับใจ แถมสวยใสปิ๊งปั๊งอีกด้วย

อากาศร้อนระอุสุดพลังแบบนี้ หลายคนคงนึกถึงน้ำแข็งเย็น ๆ ที่เอามาใส่น้ำกินให้ชื่นใจกันใช่ไหมล่ะคะ แต่นอกจากจะหยิบมาใส่น้ำดื่มแล้วเนี่ย น้ำแข็งก็ยังช่วยซ่อมผิวเสีย ๆ ให้กลับมาสวยใสได้ด้วย แค่คิดก็ฟินแล้วนะเนี่ย คิดดูสิอากาศร้อน ๆ แถมได้บำรุงผิวสวยให้เย็นจับใจ คงเป็นอะไรที่เริดสุด ๆ ไปเลยเนอะ หากใครมีปัญหาผิวทั้งรอยแดง สิว รูขุมขนกว้าง ลองหยิบน้ำแข็งมาแล้วทำตาม 7 วิธีที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากวันนี้เลยดีกว่า .

1. ลดอาการอักเสบจากสิว

เมื่อไรที่เป็นสิวอักเสบปูดแดง ที่กดแล้วเจ็บสะท้านไปทั้งหน้า บอกเลยว่าลองหยิบน้ำแข็งมาประคบไว้ดูสิ อาการอักเสบและระคายเคืองของสิวจะทุเลาลงค่ะ

2. เลือดไหลเวียนดี

ถ้าอยากให้ผิวหน้าสวยเปล่งปลั่งกระชับยิ่งขึ้น ลองนำน้ำแข็งมาแช่ในน้ำเปล่า จากนั้นให้เอาหน้าจุ่มลงไปทุก ๆ เช้า รับรองว่าเลือดของคุณจะไหลเวียนดีขึ้น และจะทำให้ผิวหน้าตึงกระชับเด้ง ๆ ด้วย ที่สำคัญคือตื่นเช้ามาจะสดชื่นไม่งัวเงียเลย

3. ลดตาบวม

ถ้าตื่นมาตาบวมเพราะนอนเยอะ หรือร้องไห้หนักมากก่อนนอนละก็ ลองนำก้อนน้ำแข็งมาลูบวนเบบา ๆ บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นนำผ้าขนหนูมาซับให้แห้ง เพียงเท่านี้ตาบวมตุ่ยก็จะหายไปเลยล่ะ

4. กระชับรูขุมขน

รู้หรือไม่คะว่าน้ำแข็งนี่แหละ สามารถช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง ช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน และช่วยลดริ้วรอยได้ด้วยนะ แค่นำกระดาษทิชชูแบบหนาหน่อยมาห่อก้อนน้ำแข็ง แล้วถูให้ทั่วใบหน้าก่อนเข้านอน เพียงเท่านี้ผิวก็จะดีขึ้นเยอะ แถมยังช่วยให้คุณสดชื่นยามตื่นนอนตอนเช้าด้วย

5. ช่วยให้แต่งหน้าเนียนขึ้น

งงล่ะสิว่าน้ำแข็งจะมาช่วยให้แต่งหน้าเนียนขึ้นได้ยังไง ก็อย่างที่บอกไปแล้วแหละค่ะ ว่าน้ำแข็งช่วยกระชับรูขุมขนและทำให้ผิวเรียบเนียนได้ พูดง่าย ๆ คือน้ำแข็งสามารถมาแทนไพรเมอร์ได้เลยล่ะ ฉะนั้นก่อนแต่งหน้าทุกครั้งลองใช้น้ำแข็งมาลูบวน ๆ บนผิวหน้าก่อน ซับหน้าให้แห้ง จากนั้นค่อยลงรองพื้นตาม บอกเลยว่าเนียนกริบ เครื่องสำอางติดทนทั้งวันด้วย

6. ผสมสูตรลับหน้าใส

ลองนำน้ำแตงกวา มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาว จากนั้นนำไปหยอดในพิมพ์น้ำแข็ง แล้วนำไปแช่ช่องฟรีซให้เป็นน้ำแข็ง เสร็จแล้วนำก้อนน้ำแข็งที่ได้มาถูวน ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ บอกเลยว่างานนี้หน้าใสสวยเด้งแน่นอน

7. บรรเทาผิวไหม้แดด

แดดแรงจ้าจนเลี่ยงไม่ได้แบบนี้ ก็ต้องมีบ้างแหละที่ผิวจะไหม้แสบแดงขึ้นมา แต่ไม่ต้องเครียดเลยนะคะสาว ๆ เพราะแค่นำเจลว่านหางจระเข้มาผสมน้ำ จากนั้นนำส่วนผสมเทลงในพิมพ์น้ำแข็งแล้วแช่ช่องฟรีซ พอได้ออกมาเป็นก้อนน้ำแข็งแล้ว ก็หยิบมาถู ๆ บริเวณที่ผิวไหม้แดดได้เลยค่ะ

สาว ๆ คนไหนที่สนใจใช้น้ำแข็งมาบำรุงผิว ก็ต้องมั่นใจก่อนนะคะว่าก้อนน้ำแข็งนั้นจะสะอาดจริง ไม่อย่างนั้นเจอน้ำแข็งสกปรกเข้าไป แทนที่ผิวจะสวยใส อาจเกิดปัญหาผิวเพิ่มขึ้นมาอีกไม่รู้ด้วยนะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น  หน้าฝนย่างเข้ามา กลิ่นเท้าแรงๆ ก็ย่างเข้ามา โชยกลิ่นสุดชวนคลื่นไส้มากับสายฝนเช่นเดียวกัน ได้โปรดเห็นใจเพื่อนร่วมโลก กำจัดกลิ่นเท้าเถอะ!

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

 

ปัญหาเท้าเหม็นนั้นเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ ยิ่งสภาพอากาศแบบเมืองไทยเราด้วยนะ โอ๊ยยยย ต่อให้จะหน้าสวย บุคลิกดีแค่ไหน ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบ หรือแม้แต่รองเท้าแบบสวมปิดเท้าขึ้นมาแล้วล่ะก็ กลิ่นตุๆ มันจะตามมาหลอกหลอนให้เราไม่กล้าถอดรองเท้าเลยทีเดียว บางรายที่หนักมากๆ ขนาดไม่ถอดรองเท้ากลิ่นยังโชยออกมาเลย แม่เจ้าาา เสียบุคลิก คนรอบข้างรังเกียจ ชอบใครเค้าก็เมิน เกิดเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต แต่ไม่ต้องเครียดไป ไอกลิ่นเท้าที่ว่านั้นหากหลายคนพยายามล้างเท้าด้วยสบู่แล้วก็ไม่หาย ให้ลอง 5 วิธีต่อไปนี้ดู เอาเซ่ มันจะต้องหายไปได้สักทางล่ะ! ผงแป้งดับกลิ่นเท้า และช่วยดูดซึมเหงื่อได้ในเวลาเดียวกัน ลองทำดู

นะคะ จะทาลงบนรองเท้าด้านในก็ได้ แป้งจะช่วยดับกลิ่นสารพัดแป้งลองสรรหามา เอามาทาให้ทั่วเท้า หรือถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าหรือถ้าใครหาไม่ได้จริงๆ จะใช้แป้งธรรมดา แป้งเด็ก แป้งข้าวโพด แป้งโยคีที่เค้าว่ากันว่าดีก็จะมียี่ห้อ ผงดับกลิ่นเท้าตราอัศวินม้าขาววิธีนี้ง่ายๆ เลยไปหาซื้อพวกผงแป้งที่ไว้ใช้สำหรับดับกลิ่นเท้ามาใช้ดู ขัดเท้าด้วยสารส้ม หรือเบคกิ้งโซดา ฤทธิ์ของเบคกิ้งโซดานั้นคือช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แถมยังขจัดกลิ่นได้อีกด้วย แช่เท้าลงในน้ำ แล้วใช้แปรงขัดทำความสะอาดให้ทั่วส่วนการใช้เบคกิ้งโซดานั้นก็คือเอาไปผสมกับน้ำให้กลายเป็นน้ำสีขาวขุ่นๆแต่ถ้ารุนแรงจริงๆ ก็อาจจะแค่พอบรรเทา ต้องใช้วิธีอื่นช่วยด้วยจากนั้นล้างออกด้วย

สะอาด ทีนี้กลิ่นมันก็จะหายไปเลยล่ะฉะนั้นเอามาใช้เลยตรงๆ เลย ถูไถมันเข้าไปทั้งแต่ง่ามเท้าไปยังส้นเท้าด้วยความที่สารส้มนั้นมีฤทธิ์ในการระงับกลิ่น เกลือ ให้ทำเป็นประจำทุกวัน สักประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะเห็นผลแล้วล่ะแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ในน้ำเกลือประมาณ 15-20 นาที ในขณะที่น้ำยังอุ่นๆ อยู่วิธีการก็คือต้มน้ำให้เดือด แล้วปล่อยไว้พออุ่นๆ ผสมเกลือลงไป ทำเป็นน้ำเกลือของง่ายๆ ใกล้ตัวอย่างเกลือนั้น ก็สามารถเป็นตัวช่วยในการกำจัดกลิ่นเท้าของคุณได้ ถุงชา เพียงเท้านี้กลิ่นเท้าก็จะดีขึ้นแล้วล่ะ จากนั้นก็นำเท้าแช่ลงไปในน้ำชาสักประมาณ 15-20 นาทีหากกลัวเปลือง ใช้ประมาณ 4-5 ถุง แช่ลงไปกับน้ำอุ่นๆวิธีใช้ก็ง่ายๆ เลยเหมือนชงชาใส่

กะละมัง สามารถเป็นถุงชาที่ใช้แล้วก็ได้เพราะชามีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียถุงชาไม่ได้มีประโยชน์แค่ลดรอยบวมช้ำของถุงใต้ตา แต่ยังกำจัดกลิ่นเท้าได้ด้วยนะ น้ำส้มสายชูกับน้ำยาบ้วนปาก เพียงแค่นี้จะกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็จะหายไปแน่นอนครั้งต่อไปอาจจะแค่ล้างพอผ่านๆ เท้าไม่ต้องแช่เพราะแสดงว่าคุณอาจจะผสมน้ำยามากเกินไป หรือแช่เท้านานเกินไปแช่เท้าทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ถ้ามีอาการระคายเคืองก็ให้หยุดใช้ก่อนฉะนั้นผสมน้ำให้เต็มกะละมัง แล้วใส่น้ำยาบ้วนปาก และน้ำส้มสายชูไปสักอย่างละฝาแต่จะต้องผสมน้ำด้วยนะ เพราะน้ำยาทั้งสองตัวนี้มีความเข้มข้นสูงเพื่อเป็นการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นให้ตายเรียบไม่เหลือซากก็ให้หาน้ำยาบ้วนปากสูตรยับยั้งแบคทีเรียขั้นสุด มาผสมกับน้ำส้มสายชูวิธีสุดท้ายนี้ถือเป็นไม้ตายจริงๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.wongnai.com

น้ำมันวิเศษหลากหลายคุณประโยชน์

น้ำมันวิเศษหลากหลายคุณประโยชน์

น้ำมันวิเศษหลากหลายคุณประโยชน์

น้ำมันวิเศษหลากหลายคุณประโยชน์

น้ำมันวิเศษหลากหลายคุณประโยชน์

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามีดีอย่างไรบ้าง วันนี้เราเลยหยิบประโยชน์ของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติชนิดนี้มาแนะนำกัน มีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันค่ะ

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
ลดระดับคอเลสเตอรอล บำรุงสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและโรคมะเร็ง
เร่งอัตราการเผาผลาญ และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างมากทีเดียว
ช่วยในการลดน้ำหนัก บำรุงกำลังในผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย ผอมแห้งและเพิ่มแรงพลังให้แก่นักกีฬาได้เป็นอย่างดี
ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานส์ ดังนั้นเมื่อสัมผัสกับความร้อนจึงไม่ก่อให้กลายเป็นสารก่อมะเร็ง จึงให้ความปลอดภัยเมื่อนำมาใช้ทอดอาหารหลายครั้ง
มีสารโมโนโลริน โดยสารนี้นับเป็นสารปฏิชีวนะที่มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคได้อย่างหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียเชื้อรา เชื้อไวรัสและพยาธิ ซึ่งสามารถทำลายได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย
ย่อยง่าย จึงเหมาะสำหรับสุขภาพผู้ป่วยโรคถุงน้ำดี เพราะสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในเวลารวดเร็ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เด็กทารกและผู้สูงอายุที่มีการดูดซึมอาหารไม่ค่อยเต็มประสิทธิภาพ
เป็นแหล่งของวิตามินเอ ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้สวยสุขภาพดี
ปราศจากกลิ่นหืน จึงสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อทำให้รสชาติอาหารอร่อยยิ่งขึ้นได้
ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เกลือแร่และกรดอะมิโนที่มีความจำเป็นต่อความต้องการร่างกาย
ช่วยรักษาโรคปวดเมื่อย ชะลอการเสื่อมสภาพให้เป็นไปตามวัยได้ดี
ช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนัง
ช่วยรักษาอาการปวดกระดูก
ช่วยรักษาเชื้อราบนผิวหนังและร่องเล็บ
ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย รวมถึงอาการเคล็ดขัดยอก
สามารถนำมาใช้แทนครีมกันแดด และช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้จากแดดได้
ใช้สำหรับล้างแผลสดและใส่แผลสดได้
ช่วยรักษาส้นเท้าแตก บำรุงส้นเท้าที่หยาบกร้านให้นุ่มชุ่มชื้น
สามารถนำมาใช้คู่กับการโกนหนวด และเช็ดล้างคราบเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี

วิธีกินน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นมะพร้าวอยู่แล้ว ก็สามารถกินน้ำมันมะพร้าวแบบเพียวๆ ได้เลย โดยปริมาณที่ควรทานก็คือ ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะต่อวันหรือ 1 ช้อนโต๊ะต่อมื้ออาหาร ซึ่งการทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้ก็ไม่มีกฎแบบตายตัว บางคนอาจจะทานวันละ 1 ช้อนก็ได้ แต่ในกรณีที่ร่างกายเผชิญกับอาการเจ็บป่วยอยู่อาจจะเพิ่มปริมาณการทานเป็น 2 เท่าก็ได้เช่นกัน รับรองว่าไม่มีอันตรายหรือเกิดผลข้างเคียงใดๆ อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากใครไม่ชอบรับประทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแบบเพียวๆ เพียงคุณนำมาใช้ประกอบอาหารแทนการใช้น้ำมันทั่วไป เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นอย่างเต็มที่แล้วค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สวยยังไงโดยไม่แต่งหน้า

สวยยังไงโดยไม่แต่งหน้า

สวยยังไงโดยไม่แต่งหน้า

สวยยังไงโดยไม่แต่งหน้า

สวยยังไงโดยไม่แต่งหน้า

มีเส้นทางความสวยอีกมากมายที่อาจไม่มีใครเชื่อว่า สามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องแต่งหน้า! เคยเจอไหมล่ะ คนที่มักบอกกับเราว่าออกจากบ้านนี่ขาดเครื่องสำอางไม่ได้เลย แม้จะออกไปแค่ร้านขายของหน้าปากซอยก็ตาม สาวๆ บางคนกลัวที่จะโชว์ใบหน้าเปล่าเปลือย ในขณะที่คนอื่นอาจมองว่าเวลาที่หล่อนแต่งหน้าแน่นนั้นน่ากลัว อาจไม่เป็นอย่างนั้นทุกคน แต่ก็มีวิธีมากมายที่จะทำให้คุณดูสวยได้โดยที่ไม่ต้องแต่งหน้า และทำให้คุณรู้สึกมั่นหน้าได้สบายๆ การแต่งหน้าเป็นเรื่องสนุกก็จริง แต่ก็อย่าให้มันเยอะจนเกินไป เพราะไม่ว่ายังไง คงต้องมีบางวันที่ไม่อยากจะแต่งหน้ากันบ้างใช่ไหม? เราเลยมีวิธีสร้างความสวยโดยไม่ต้องแต่งหน้ามาแนะนำให้ลองกันดู

1. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว – เริ่มจากพื้นฐานก่อน ถ้าคุณกำลังจะแต่งหน้า นี่เป็นขั้นตอนเตรียมผิวที่สำคัญเลย คือ การล้างให้สะอาด ทำผิวให้โล่งๆ ไว้ทั้งวัน ผิวของเราอาจสกปรกและหมองคล้ำได้จากการใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละ ให้ล้างหน้าตามปกติ เพื่อให้ผิวสวยใสอย่างเป็นธรรมชาติ และนี่คือเส้นทางที่ง่ายและไม่ต้องเตรียมการอะไรใดๆ ในความสวยครั้งนี้ ลองเลย!

2. ตรวจตราความเรียบร้อย – เส้นทางความสวยโดยไม่ต้องแต่งหน้าอีกทางหนึ่งคือ ดูแลสิ่งที่มีอยู่ให้ดีเสียก่อน เช่น เรามีขนคิ้วที่ถึงเวลาถอนเต็มที่แล้ว ก็จัดการให้เรียบร้อยซะ ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ เล่านี้ จะทำให้เราดูดีได้โดยไม่ต้องแต่งหน้า เพราะนั่นหมายความว่า เราดูดีและดูแลตัวเองได้ดีจริงๆ

3. ความมั่นใจ – อย่างที่ได้บอกไปแล้ว การแต่งหน้าอาจเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องปิดบังความจริงของใบหน้าเบื้องหลังนะ ถ้ารู้สึกแย่เมื่อไรที่ไม่ได้แต่งหน้า นั่นแหละ แปลว่าเราขาดความมั่นใจในตัวเองมากๆ เชื่อเถอะว่า ความสวยของเรามีอยู่จริง แม้ไม่ได้แต่งหน้า และเมื่อเราเชื่ออย่างนั้น คนอื่นๆ ก็จะเชื่ออย่างนั้นไปด้วย มีอีกหลายทางที่จะช่วยให้เราดูสวยได้แม้ไม่ต้องแต่งหน้า ทั้งหมดนี้ต้องขึ้นอยู่ความความพึงพอใจในตัวเราเองก่อน

4. รอยยิ้ม – รอยยิ้มที่จริงใจ ทำให้ใครๆ ก็ดูดีขึ้นได้ คนอื่นจะสังเกตเห็นรอยยิ้มได้มากกว่าริ้วรอย แค่นี้เขาก็ไม่ได้สังเกตแล้วว่าเราไม่ได้แต่งหน้า แต่อย่าไปยิ้มแหยงๆ ล่ะ เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติเลย เวลาที่เรายิ้มจริงใจ ดวงตาเราจะยิ้มไปด้วยเช่นกัน

5. ปล่อยวางซะบ้าง – เราทุกคนต่างก็ต้องใช้เวลาเพื่อปกปิดผิวอันหมองคล้ำหรือจุดด่างดำกันบ้าง ให้ระวังวิธีการแต่งหน้าปกปิดไว้ให้เนียนล่ะ แต่ถ้าเราไม่ได้มีผิวที่ดีขนาดนั้น ก็ไม่ต้องกลัว เพราะคนที่จะรู้สภาพผิวของเราก็มีเพียงแค่เราเองนั่นแหละ อย่าไปวิตกกังวลมากมาย มีอะไรที่ต้องคิดมากกว่านั้นอีกเยอะ ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เส้นทางที่จะทำให้ดูสวยได้โดยไม่ต้องแต่งหน้านั่นคือ เราต้องมีความมั่นใจในตัวเองก่อน

6. ทรงผมเก๋ๆ – การมีทรงผมที่เหมาะสมกับตัวเราจะช่วยให้ดูสวยได้โดยไม่ต้องแต่งหน้าอย่างแท้จริง เมื่อเราชอบทรงผมของเราเอง เราก็จะรู้สึกดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรารู้สึกว่าทรงผมของเราไม่ถูกใจ เราก็จะไม่มั่นใจกับลุค และอยากจะเติมเครื่องสำอางขึ้นมาทันใด ดังนั้นก็ไม่ต้องคิดมาก แค่หาทรงผมที่เหมาะกับเราแค่นั้นเอง (ไม่ง่ายเสมอไปนะ บอกเลย)

7. การนอนหลับพักผ่อนและโภชนาการ – หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับผิวเท่าที่ควร ที่จริงแล้วผิวต้องการการดูแลทั้งภายในและภายนอก เพื่อช่วยให้ความสวยเกิดขึ้นได้แม้ไม่แต่งหน้า ควรดูแลอย่างถูกทาง ด้วยการดื่มน้ำและทานวิตามินให้มาก รวมถึงควรนอนหลับให้เพียงพอและไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนเกินพอดี ไม่เชื่อก็ลองส่องกระจกดูตัวเองในตอนเช้าสิ ดูแลตัวเองและร่างกายให้ดี เพราะนี่คือวิธีที่สำคัญที่สุดในการสวยโดยไม่ต้องแต่งหน้า

8. ยกระดับขนตา – ไม่จำเป็นต้องใช้มาสคาร่าช่วยปัดขนตาให้หนาอะไรเลย เพราะเราสามารถใช้วิธีตามธรรมชาติช่วยเพิ่มความหนาได้โดยไม่ต้องพกกระเป๋าเครื่องสำอาง วิธีที่จะทำให้ขนตาของเราดูเข้มขึ้น หนาขึ้น และยาวขึ้น คือ หวีขนตาโดยแตะวาสลีนลงไปนิดหน่อย วาสลีนเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาของสาวๆ เสมอมา และครั้งนี้ วาสลีนก็ช่วยได้เช่นกัน

9. สร้างความโดดเด่นให้ดวงตา – เราอาจรู้สึกเหมือนดวงตาหมองคล้ำและไม่สดใสเมื่อไม่ได้แต่งด้วยอายไลน์เนอร์หรืออายแชโดว์ แต่อย่าไปคิดว่าแค่การแต่งหน้าอย่างเดียวจะช่วยให้ดวงตาของเราโดดเด่นขึ้นมาได้ วิธีง่ายๆ หยอดตาตอนตื่นนอน จะช่วยให้ใบหน้าและดวงตาของเรามองเห็นภาพได้สดใสขึ้นอย่างชัดเจน ความสวยอย่างเป็นธรรมชาติจะช่วยให้คงอยู่ตลอดวันโดยไม่ต้องมีตัวช่วยใดๆ

10. เพิ่มความชุ่มชื้น – การล้างหน้าและขจัดสิ่งสกปรกบนผิวอาจไม่เพียงพอในการบำรุงผิวอีกต่อไป นี่แหละคือสาเหตุว่าทำไมเราจึงต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวทุกๆ วัน แม้แต่ผิวจะมันก็เถอะ ความชุ่มชื้นสามารถป้องกันสิ่งสกปรกจากความมันส่วนเกิน และยังช่วยล็อคความชุ่มชื้น เพื่อให้ผิวภายนอกเรียบเนียนใส แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากผิวใสเหมือนก้นเด็กน้อย เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลยนะ

11. ทาครีมกันแดด – ไม่มีวิธีใดที่จะช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี ได้ หากเราไม่ป้องกันผิวจากรังสี UV ตัวร้าย ถึงแม้ว่าครีมกันแดดจะไม่สามารถช่วยปรับสภาพผิวได้ภายในวันสองวัน แต่จะเห็นผลได้ชัดเจนในระยะยาวแน่ ซึ่งจะช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยได้ เพียงทาครีมกันแดดไม่กี่นาทีก่อนจะออกจากบ้าน สักนิดนึงก็ยังดีแม้บางวันอาจจะรีบก็ตาม แล้วจะไม่เสียใจกับผลลัพธ์เลยล่ะ

12. รอยยิ้มขาวสะอาด – อีกทางหนึ่งที่เราพอจะช่วยตัวเองกันให้ดูดีแม้ไม่แต่งหน้านั่นก็คือ ดูแลรอยยิ้มของเรา หมายความว่า ควรไปพบทันตแพทย์บ้างเมื่อจำเป็น และดูแลรอยยิ้มให้ขาวสดใสเสมอ ไม่จำเป็นต้องไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อเคลือบฟันขาว ซึ่งอาจทำลายพื้นผิวของฟันเรา เพียงดูแลให้รอยยิ้มดูสาวสดใสได้โดยใช้ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากสูตรไวท์เทนนิ่ง เชื่อหรือไม่ว่าทั้งสองอย่างนี้จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ บอกเลยว่ามีส่วนประกอบจากธรรมชาติมากมาย ที่จะทำให้รอยยิ้มของเราดูสดใสขึ้นได้

13. รักษาความสะอาด – ความสะอาดเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของเราดูดีขึ้น ปกติแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องแต่งหน้าเพื่อให้ดูเด่นขึ้นมา ตราบใดที่เรายังดูแลตัวเองให้ดีตามที่ควรจะเป็น มันจะส่งผลออกมาให้เห็น ผมที่สะอาด เล็บที่ดูดี เสื้อผ้าที่สะอาด ร่างกายที่มีกลิ่นหอม จะเป็นพื้นฐานความสวยให้เอง ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับความสะอาดเป็นอันดับแรก ก่อนจะเพิ่มเติมวิธีการดูแลตัวเองด้วยอะไรก็ตามแต่

14. ขจัดสารพิษ – ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการดูแลร่างกาย ผิว และสุขภาพ ด้วยการดูแลจากภายใน ซึ่งเมื่อเราดูแลดีแล้ว สิ่งนั้นย่อมส่งผลออกมาภายนอก และถ้าเราต้องการความมั่นใจโดยไม่ต้องแต่งหน้า ควรใช้ชีวิตแบบดูแลสุขภาพนะ ส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพก็คือ การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารที่ดี ทั้งสองสิ่งนี้จะช่วยให้ขจัดสารพิษออกไปได้ และความสวยแบบเป็นธรรมชาติของเราก็จะเจิดขึ้นมา

15. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก – ไม่จำเป็นต้องใช้ลิปสติกหรือดินสอเขียนขอบปากอะไรเพื่อเปลี่ยนสีริมฝีปากหรอก เพราะสุดท้ายแล้ว ริมฝีปากสีธรรมชาติของเรานี่แหละ จะช่วยให้เราดูดีที่สุด สิ่งสำคัญที่จะช่วยได้นั่นก็คือ ทำให้สีนั้นดูโดดเด่นออกมา ในกรณีที่เราจะต้องทำการผลัดเซลล์ผิวที่ริมฝีปากทุกๆ สัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเพิ่มความชุ่มชื้น ให้ริมฝีปากของเราจะนุ่มและน่าจุ๊บ ไม่จำเป็นต้องแต่งเติมสีสันจากเครื่องสำอางใดๆ เลย สิ่งที่เราต้องทำนั่นก็คือ แปรงฟันแล้ว ใช้แปรงถูเบาๆ บนริมฝีปาก ด้วยลิปบาล์มที่เราใช้อยู่นั่นเป็นประจำ แค่นี้ก็เรียบร้อย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.cosmenet.in.th