ทะนุถนอมดวงตา ของคุณหน่อย เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

ทะนุถนอมดวงตา ของคุณหน่อย เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

ทะนุถนอมดวงตา  เทรนด์แฟชั่นเดี๋ยวมาแล้วก็ไป ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในโดยธรรมชาติ

ทะนุถนอมดวงตา ม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรเยอะi99bet หรือมีเวลาไม่มาก แค่ปฏิบัติเป็นประจำก็สวยเป๊ะได้

ทะนุถนอมดวงตา

ที่จะคงอยู่ไปตลอด แต่หากไม่ดูแลมัน ต่อให้ปรุงเสริมเติมแต่งสักแค่ไหน ก็ยังสามารถเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ดี ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลองนึกสภาพหญิงสาวที่แต่งหน้าสวยงามแต่ผมกลับกระเซอะกระเซิงและแห้งเสียแตกปลายสิ ทำให้ลดความน่ามองลงไปเลยใช่ไหมล่ะ ?

รู้ไหมว่าบริเวณรอบดวงตานั้นเป็นส่วนที่บอบบาง อย่าถูหรือขยี้แรง ๆ เพราะมันจะทำให้เกิดจุดด่างดำ และริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย ยิ่งตอนเช็ดเครื่องสำอางยิ่งต้องระวังด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/…

ผมเงางามง่าย ๆ ไม่ง้อร้าน เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

ผมเงางามง่าย ๆ ไม่ง้อร้าน เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

ผมเงางามง่าย เทรนด์แฟชั่นเดี๋ยวมาแล้วก็ไป ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในโดยธรรมชาติของผู้หญิง

ผมเงางามง่าย ที่จะคงอยู่ไปตลอด แต่หากไม่ดูแลมัน ต่อให้ปรุงเสริมเติมแต่งสักแค่ไหน ก็ยังสามารถเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ดี ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลองนึกสภาพหญิงสาวที่แต่งหน้าสวยงามแต่ผมกลับกระเซอะกระเซิงและแห้งเสียแตกปลายสิ i99bet ทำให้ลดความน่ามองลงไปเลยใช่ไหมล่ะ ?

ผมเงางามง่าย

 

ถ้าอยากมีผมสวยสลวยเก๋เหมือนพรีเซ็นเตอร์ข้างขวดแชมพูสระผม ก็ให้หวีผมก่อนนอนทุกคืน ตั้งแต่โคนจรดปลาย โดยส่วนปลายเส้นผมนั้นพยายามประคองมันไว้ในอุ้งมือ จะช่วยให้ผมดูมีน้ำหนัก ไม่แข็งทื่อเหมือนไม้กวาด และจะช่วยให้น้ำมันในเส้นผมแผ่กระจายอย่างทั่วถึง ทีนี้สะบัดผมหรือโต้ลมก็ไม่ต้องกลัวผมพันกันแล้วล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/…

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท การนอนหลับนั้นคือการพักผ่อนที่ดีสุดสำหรับร่างกายของเรา เมื่อร่างกายเรานอนหลับสนิท ร่างกายจะถูกซ่อมแซม สมองในส่วนของความจำจะทำงานได้ดี

และยังส่งผลดีอีก มายมายต่อร่างกายของเรา ในทางตรงกันข้ามหากเรานอนหลับไม่สนิท หรือนอนไม่หลับนั้น ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายเราเช่นกัน ในระยะสั้นก็เช่นอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นในวันถัดไป และจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาว เช่นทำให้ดูแกเร็ว เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือนอนหลับยาก ก็มีเคล็ดลับดีที่ทำได้ไม่ยาก ในการช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับไม่สนิท

ออกกำลังกายเบาๆในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ
การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้จะใช่ให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดที่มีมาทั้งวัน ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือไม่ควรออกกำลังกายหนักในตอนเย็น เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน และตื่นตัว ทำให้นอนไม่หลับ ที่สำคัญคือควรออกกำลังกายให้เสร็จก่อนถึงเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

เคลียปัญหาให้เสร็จก่อนนอน
หากมีเรื่องที่ต้องจัดการ หรือค้างคาใจ จะส่งผลให้เรานอนหลับได้ไม่สนิท ที่คำแนะนำให้ลิสต์ปัญหาลงในกระดาษ พร้อมเขียนวิธีแก้ลงไป จะช่วยให้เราไม่กังวลเรื่องนั้นๆ และนอนหลับได้อย่างสนิท มีการทดลองในเรื่องนี้แล้วว่า กลุ่มผู้ทดสอบที่ทำเช็คลิสต์และแก้ปัญหา สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น i99bet

อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้อีกด้วย

อย่าจ้องจอที่มีแสงก่อนนอน
การจ้องแสงสีฟ้าจากจอภาพ เช่นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เรานั้นรู้สึกตื่น เพราะการผลิตเมลาโทนินนั้นถูกระงับลง หากอยากนอนหลับสนิท ควรห่างจากจอที่มีแสงอย่างน้อง 2 ชั่วโมง

ผ่อนคลายก่อนนอน
อาจทำได้โดยการทำสมาธิหรือสวดมนต์ก่อนนอน และข้อสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงหนังสยองขวัญ หรือเรื่องเครียดก่อนเข้านอน อาจยืดเส้นเล็กน้องเช่นการอียงคอ จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทมากขึ้น

งดการงีบหลับในตอนกลางวัน
การงีบหลับในตอนกลางวันนั้นจะทำให้ความสามารถในการนอนหลับให้สนิทของเรานั้นลดลง แต่ถ้าหากจำเป็นต้องีบจริงๆ มีผลงานวิจัย ให้งีบหลับในช่วงบ่ายโมง ถึงบ่ายสามโมง จะช่วยให้กลางคืนนั้นเราหลับได้ดีขึ้น

เตรียมห้องนอนให้มีสภาพที่เหมาะสม
อันดับแรกห้องที่เหมาะสมสำหรับการนอน คือต้องเงียบ และมืดสนิท อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการนอนก็คือ 25องศา ที่นอนควรนุ่ม แต่ไม่แอ่นตามการนอน ถ้าอากาศเย็น ควรสวมถุงเท้านอน แต่ถ้าอากาศร้อนควรให้เท้าอยู่นอกผ้าห่มจะช่วยให้หลับสบายขึ้น หากนอนในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศนาน้ำใส่แก้ววางไว้สักแก้ว ช่วยให้อากาศไม่แห้งเกินไป

เลือกท่านอนที่ถูกต้อง
ท่านอนที่เหมาะสมในการพักผ่อนมากที่สุดคือการนอนหงาย เพราะจะไม่มีสิ่งใดกดทับ ทำให้เราสามารถหายใจได้อย่างสะดวก ยกเว้นแต่สตรีมีครรภ์ ท่าที่เหมาะสมคือท่านอนตะแคง เพื่อไม่ให้มดลูกถูกกดทับ

แม้จะมีเคล็ดลับมากมายที่ช่วยให้เราสามารถหลับได้สนิทมากขึ้น แต่วิธีเดียวที่จะทำให้เราหลับได้สนิทตลอดไป คือการที่เราฝึกเข้านอนให้เป็นเวลา ทำทุกอย่างให้เป็นกิจวัตร มิฉะนั้นปัญหาการนอนมาหลับก็จะกลับมาหาคุณ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co…

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ กาแฟเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดปรานของใครหลายๆคน

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ  การกินกาแฟที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะดื่มเพื่อความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากการทำงาน การเรียน หรือจากการง่วงหงาวหาวนอนในระหว่างวัน จะช่วยลดโทษจากสารเคมีในกาแฟได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพ ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าได้กินกาแฟที่ถูกต้องแบบนี้

1. ควรหมั่นสังเกตตัวเองว่า มีความไวของการตอบสนองต่อปริมาณกาแฟอยู่ที่กี่แก้ว มีอาการอย่างไรบ้าง แล้วหาปริมาณที่เหมาะสมให้กับตัวเอง แต่ร่างกายเรารับปริมาณคาเฟอีนได้ไม่มากเท่าไรนักในแต่ละวัน ดังนั้นผู้ที่ดื่มกาแฟเกินกว่า 3 แก้วต่อวันเป็นประจำ ก็ควรรีบปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มาดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วพอ อีกทั้งอย่าลืมว่าร่างกายต้องการน้ำสะอาดมากกว่าน้ำชนิดไหนบนโลกนี้

2. ถ้าเป็นคนค่อนข้างนอนหลับยาก ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือหัวค่ำ ทางที่ดีควรดื่มกาแฟช่วงก่อนเที่ยงจะเป็นการดีที่สุด

3. อย่าดื่มกาแฟเพื่อหวังเป็นตัวช่วยในการหักโหมทำงาน เพราะถึงแม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้จริง แต่สมองของเราก็ต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้บ้าง ไม่เช่นนั้นสมองอาจเบลอๆได้ ทางที่ดีควรดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น เคยดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ก็ให้ลดปริมาณลงเหลือครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น ทั้งนี้กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง

4. อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างเด็ดขาด เพราะ กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างฉับพลัน จนทำให้มีความรู้สึกอยากกินจุบจิบทั้งวัน เมื่อเป็นแบบนี้น้ำหนักตัวก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ จึงไม่ดีเลย

5. ควรเติมน้ำผึ้งแทนน้ำตาลหรือสารแทนความหวานจากน้ำตาล สำหรับคนที่ดื่มกาแฟแบบไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่ม จึงใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อสุขภาพทางที่ดีลองเปลี่ยนมาใส่น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะสารแทนความหวานจากน้ำตาลก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพไม่น้อยเลยเช่นกัน

6. หากชอบดื่มกาแฟทุกวันเป็นประจำ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น นม โยเกิร์ต คะน้า บรอกโคลี หรือ ปลาเล็กปลาน้อย เพื่อทดแทน แคลเซียมที่ต้องสูญเสียไปกับปัสสาวะ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โดยอาจปรับเปลี่ยนวิธีการชง กาแฟ ให้ใส่นมแทนครีมเทียม เป็นต้น

7. ควรเลือกดื่มกาแฟออร์แกนิก หากต้องการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ลองดื่มกาแฟออร์แกนิกที่มีการปลูกโดยวิถีธรรมชาติ ปราศจากยาฆ่าแมลงและสารพิษ ปราศจาการแต่งกลิ่นและสังเคราะห์สี ก็จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นไปอีก

8. เมื่อดื่มกาแฟแล้วก็อย่าลืมรับประทานผลไม้อย่างเพียงพอด้วย เพราะในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น ดังนั้นวิตามินซี อี และบีตาแคโรทีนในผักผลไม้ เช่น กล้วย แตงโม ส้ม ฝรั่งมะเขือเทศ แครอต ผักใบเขียว พวกนี้จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้

9. เติมคุณค่าทางสารอาหารให้กาแฟของคุณ สำหรับกาแฟไม่ได้เติมได้เฉพาะน้ำตาลหรือครีมเทียมเพียงเท่านั้น เพราะยังสามารถเติมความกลมกล่อมเพิ่มรสชาติและประโยชน์ของกาแฟได้ โดยอาจใส่ชินนาม่อนลงไปในแก้ว เพื่อจะได้ช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มวิตามินเคให้กับร่างกาย หรืออาจเติมผงโกโก้เพิ่มความอร่อย แถมยังได้ประโยชน์จาก โปรตีน ธาตุสังกะสี และไฟเบอร์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

10. หลังดื่มกาแฟควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของคาเฟอีนนั่นเอง i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co…

พฤติกรรมก่อสิว ถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว ถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว  ผิวใสไร้สิวน่าจะเป็นยอดปรารถนาของใครหลายๆ คน มีสิวไม่ใช่แค่ทำให้หมดความมั่นใจ แต่ยังทำให้หลายๆ คนถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว

 

พฤติกรรมก่อสิว ทั้งที่ความจริงแล้ว สิวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมไปถึงพฤติกรรมรบกวนผิวหน้าที่คนเราชอบทำ โดยที่บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำให้สิวเห่อได้ ฉะนั้น หากคุณอยากให้ สิวหาย ผิวหน้าใสไร้สิว ควรรีบหลีกเลี่ยงเหล่านี้เสีย

ล้างหน้าบ่อยเกินไป
การล้างหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง มลภาวะ น้ำมันส่วนเกิน ถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่บางคนที่เป็นสิวหนักหรือหน้ามัน มักจะชอบล้างหน้าวันละหลายๆ ครั้ง เพราะเชื่อว่ายิ่งล้างหน้ายิ่งสะอาดและมันน้อยลง แต่ในความเป็นจริง การล้างหน้าบ่อยเกินไปกลับทำให้ผิวระคายเคืองเกินไป แถมยังทำให้หน้าแห้งจนรูขุมขุนผลิตน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้สิวเห่อหนักกว่าเดิม คุณจึงไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง หากเป็นคนผิวแห้งอาจล้างหน้าแค่เพียงวันละครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสูตรอ่อนโยน และไม่อุดตันรูขุมขน พร้อมกับล้างหน้าอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองi99bet

เปลี่ยนผลิตภัณฑ์รักษาสิวทุกสัปดาห์
คนส่วนใหญ่เวลาใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวไหน แล้วไม่เห็นผลทันที หรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 1 สัปดาห์ ก็มักจะหยุดใช้ และเปลี่ยนไปลองผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ทั้งที่ความจริง การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ นอกจากสิวจะไม่หายแล้ว ยังอาจทำให้ผิวหน้าระคายเคืองจนสิวเห่อหนักกว่าเดิมด้วย ถ้าอยากให้สิวหาย คุณควรอดทนรอ เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวส่วนใหญ่อาจต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง หากถึงตอนนั้นคุณรู้สึกว่าสิวที่เป็นไม่ดีขึ้นหรือแย่กว่าเดิม จึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวใหม่

สครับผิวแรงและบ่อยเกินจำเป็น
บางคนชอบใช้ผ้าขนหนู ใยบวบ ผลิตภัณฑ์ขัดหรือผลัดเซลล์ผิวในการสครับหน้า เพราะคิดว่าจะยิ่งทำให้หน้าสะอาด สิวจะได้หายเร็วขึ้น แต่หากคุณสครับผิวบ่อยหรือรุนแรงเกินไป ก็อาจทำให้ผิวหน้าของคุณระคายเคืองและเกิดสิวได้เช่นกัน ในช่วงที่กำลังเป็นสิวคุณไม่ควรสครับหน้า แต่ควรเปลี่ยนมานวดหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โดยใช้ปลายนิ้วกดนวดวนทั่วไปหน้าเบาๆ

นอนหลับทั้งเครื่องสำอาง
บางคนอาจเผลอหรือขี้เกียจเช็ดล้างเครื่องสำอางและนอนหลับไปทั้งที่ยังแต่งหน้าอยู่ ทำให้ทั้งเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกหมักหมมและอุดตันรูขุมขน สิวจึงไม่หายและอาจทำให้เกิดสิวใหม่ได้โดยเฉพาะสิวอุดตัน หากคุณแต่งหน้า ก่อนนอนอย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ห้ามให้เหลือเครื่องสำอางตกค้างเด็ดขาด หรือถ้าวันไหนคุณรู้สึกเหนื่อยจนขี้เกียจเช็ดเครื่องสำอางหลายขั้นตอน ก็สามารถใช้แผ่นเช็ดเครื่องสำอาง หรือทิชชู่เช็ดเมกอัพเช็ดทำความสะอาดแทนได้

เหงื่อออกแล้วไม่ล้างหน้า
แม้เราไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง แต่หากคุณออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งจนเหงื่อท่วมหน้า คุณควรรีบทำความสะอาดผิวหน้าหรืออาบน้ำทันที เพื่อขจัดเหงื่อและฝุ่นละอองต่างๆ ที่มาเกาะบนใบหน้า ไม่ควรปล่อยไว้จนเหงื่อแห้งไปเอง เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดสิว

ชอบบีบแคะแกะเกาสิว
เวลาเป็นสิว หลายคนมักอดไม่ได้ชอบแกะหรือบีบสิวออก แต่แทนที่สิวจะหาย กลับเป็นหนักกว่าเดิม เพราะการบีบสิวทำให้สิ่งสกปรก เช่น หนอง เซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบคทีเรีย ยิ่งฝังลึกทั้งยังทำให้ผิวระคายเคือง จนอักเสบหนักกว่าเก่า หลังสิวหายก็อาจเกิดรอยดำหรือหลุมสิวได้ด้วย หากมีสิว คุณไม่ควรบีบหรือล้วงแคะแกะเกา แต่ควรทายาหรือครีมที่มีส่วนผสมที่ช่วยรักษาสิว เช่น เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ แทน

อยาก สิวหาย แต่ดันไม่ชอบสระผม
หากคุณไม่ชอบสระผม โดยเฉพาะคนที่มีผมมัน ความมันและสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่บนเส้นผม อาจไปสัมผัสโดนผิวหน้าจนทำให้เกิดสิว หรือทำให้สิวที่เป็นอยู่รุนแรงกว่าเดิมได้ คุณจึงควรสระผมเป็นประจำ หากผมมันมากหรือใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมควรสระผมทุกวันด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันบนเส้นผมและหนังศีรษะ

ใช้เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผมที่ก่อให้เกิดสิว
หากคุณเป็นสิว หรือมีผิวมันซึ่งมีแนวโน้มเกิดสิวง่าย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือผมประเภทน้ำมัน หรือที่มีส่วนผสมซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ ซิลิโคน พยายามเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนเป็นสิวหรือผิวแพ้ง่าย เช่น ผลิตภัณฑ์สูตร oil-free ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ไม่อุดตันรูขุมขน (Non-Comedogenic)” หรือ “ไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-Acnegenic)”

ใช้เครื่องสำอางและอุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับคนอื่น
บางคนใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดสิว หรือไม่อุดตันรูขุมขนแล้ว แต่สิวก็ยังไม่หาย แถมบางคนยังสิวเห่อกว่าเก่า นั่นอาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องสำอางหรืออุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แปรง พัฟแต่งหน้าร่วมกับคนอื่น ทำให้แบคทีเรีย น้ำมัน รวมไปถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจากผิวของคนอื่นแพร่สู่ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าของคุณ เมื่อคุณเอามาใช้แต่งหน้าตัวเอง เชื้อโรคและสิ่งสกปรกเหล่านั้นจึงมาอยู่บนผิวหน้าของคุณจนทำให้รูขุมขนอุดตัน ติดเชื้อ และเป็นสิว คุณจึงไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรืออุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับใคร และควรล้างแปรง ฟองน้ำ หรือพัฟแต่งหน้าทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกสะสม…

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก  บางคนแอบอิจฉาเพื่อนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขับถ่าย แถมยังขับถ่ายตรงเวลาสุดๆ ทำให้ไม่เคยต้องมีปัญหาอึดอัดท้องให้เห็น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณก็สามารถกำหนดเวลาขับถ่ายให้ตรงเวลาได้ง่ายๆ เพียงทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทุกเช้า
ก่อนล้มตัวลงนอน เอาขวดน้ำมาตั้งไว้ใกล้ๆ หัวนอน หลังตื่นนอนตอนเช้า ปิดเสียงนาฬิกาปลุกปุ๊บ ก็หันไปคว้าน้ำมาดื่มทันทีอย่างน้อย 1 แก้ว ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัว การดื่มน้ำหลังตื่นนอนช่วยปลุกระบบย่อยอาหารให้เริ่มตื่นตัวเบาๆ รวมไปถึงระบบขับถ่ายก็จะเริ่มตื่นตัวด้วยเช่นกัน การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้ตื่นเช้าๆ เผื่อเวลาให้ได้ขับถ่ายก่อนออกจากบ้านเล็กน้อยด้วยจะดีที่สุด

เลือกทานอาหารที่มีใยอาหารสูง
ปัญหาการขับถ่ายไม่ปกติมาจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญมาจากอาหารที่เราทานเข้าไปนี่แหละ หากมีกากใยอาหารไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ท้องผูกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเลือกทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ข้าวกล้องในทุกๆ มื้อ จะช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้นจนไม่ต้องไม่พึ่งตัวช่วยอื่นๆ เลย

เสริมของหวานด้วยนมเปรี้ยว โยเกิร์ต
สำหรับคนที่อยู่ในขันวิกฤติ ต้องการถ่ายด่วนๆ แนะนำนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ที่มีจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น จะหยิบมาดื่มตั้งแต่เช้า จิบๆ ตอนบ่าย หรือดื่มให้สดชื่นตอนเย็นก็ได้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เอ้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง กระโดดเชือก หรือวิ่งขึ้นลงบันได ก็ช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานของทุกส่วนในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงระบบขับถ่ายด้วย ไม่เชื่อลองดูสิ ออกกำลังกายเสร็จ อาจจะอยากเข้าห้องน้ำเลยก็ได้

นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา
การพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายแปรปรวน เช่นเดียวกับระบบขับถ่ายที่ทำงานได้ไม่ตรงเวลาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากอยากขับถ่ายให้ตรงเวลา ควรจะทำให้ร่างกายทำเวลาต่างๆ ได้ นอนตรงเวลา ตื่นตรงเวลา ทานอาหารให้ตรงเวลา การขับถ่ายก็จะตรงเวลาไปด้วยแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

 

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี กระแสการทานอาหารเพื่อสุขภาพถือว่ามาแรงมากในยุคนี้ บ้างทำเพื่อสุขภาพ บ้างทำเพื่อการดูแลสัดส่วนและรูปร่าง หลายคนรู้จักวิธีการทานอาหารแบบนี้และเรียกกันอย่างติดปากว่าการทานคลีน หรือกินคลีน แต่จากการสำรวจพบหลายคนยังเข้าใจสับสนและนำเสนอเมนูที่เรียกว่าอาหารคลีนยังไม่ถูกต้องซะทีเดียว

ความจริงหากพูดตามตรงการทานคลีนนั้นมีหลายระดับ อยู่ที่เป้าหมายว่าทานเพื่ออะไร โดยไล่ระดับความยากและรายละเอียดต่างๆตามเป้าหมาย คือ ทานเพื่อสุขภาพ ทานเพื่อลดน้ำหนัก ลดไขมัน ทานเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งทั้งสามกลุ่มเป้าหมายนี้จะมีรายละเอียดในการจัดอาหารที่แตกต่างกันออกไปแต่จะมีหลักการใกล้เคียงกัน

หลักการของการทานคลีนโดยทั่วไป
มักเน้นที่การทานอาหารให้หลากหลาย ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน(ดี) ดูแลเรื่องส่วนผสมและวิธีการปรุง หลีกเลี่ยงการทอด ขนมอบ เบอเกอรี่ ของมันๆหวานๆ อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลและเกลือสูง หรือบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการทานผลไม้เพื่อลดน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ นอกจากนี้ยังต้องควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤิกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ ร่วมด้วยเช่น การอ่านฉลาก ดูปริมาณให้เหมาะสม ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด ปรุงและเตรียมอาหารด้วยตนเอง เป็นต้น

ทานผักผลไม้มากขึ้น
เนื่องจากผักและผลไม้ให้พลังงานต่ำจึงสามารถทานได้ในปริมาณมาก มีเส้นใยสูงช่วยให้อยู่ท้องและช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาติสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

โดยวิธีการนั้นควรเลือกผักและผลไม้สด ซึ่งถ้าหากเป็นผลไม้ควรเลือกทานที่ไม่หวานจัด และควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง ผลไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สำหรับกลุ่มที่ต้องการผลชัดเจน จะงดการทานผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยง และตัดพลังงานจากน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ ส่วนผัก จะเน้นที่ผักใบเขียวและม่วง คำนวนให้เพียงพอต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารต่างๆที่ร่างกายต้องการใช้ต่อวัน ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2 1/2 – 3 ถ้วยตวงต่อวัน

ลองปรับของว่างจอมอ้วนมาเป็นแครอทหั่นแช่เย็นกรอบๆ หรือเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสลัด หรือจะฝานมะนาวและใบสะระเน่ลงในน้ำเปล่าเย็นๆดื่มแทนน้ำอัดลมก็ได้

ตัดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร
เรื่องของการงดหรือการตัดการรับประทานไขมันนั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าไขมันไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องงดไขมัน เพียงแต่ต้องเลือกและงดไขมันชนิดอิ่มตัว และเพิ่มไขมันชนิดดีเข้าไป โดยหลักแล้วไขมันที่แนะนำให้งดคือไขมันที่มาจาก นม เนย ชีส และเนื้อสัตว์บางชนิด โดยไขมันดีที่ยังแนะนำให้รับประทานอยู่คือไขมันที่มาจาก น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เนื้อปลา และถั่วต่างๆ เนื่องจากไขมันเหล่านี้ดีสำหรับหัวใจ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL ในขณะที่ไขมันอิ่มตัวนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณ

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารไหนมีไขมันอิ่มตัวอยู่สูง? สังเกตุง่ายๆคือ อาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูงนั้นเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิต่ำจะเกิดไขนั้นเอง วิธีง่ายๆในการเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกายอาจเพิ่มถั่วที่อบแบบไม่ใส่เกลือลงในสลัดจานโปรด ใช้เนยถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลแทนแยม หรือครีมชีส หรือใช้ผลอะโวคาโดแทนเนยเป็นต้น

ลด งด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
การลดน้ำหนักด้วยการทานคลีนนั้นจำเป็นจะต้องคลีนถึงเครื่องดื่มต่างๆที่เราดื่มด้วย การดื่มแอลกอฮอลในปริมาณที่พอเหมาะอาจดีต่าสุขภาพ (ประมาณ 1 แก้วต่อวัน(ผู้หญิง)หรือประมาณ 2 แก้วต่อวัน (ผู้ชาย)) มากกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำและจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปรกติ

ควบคุมความหวาน
คนทั่วไปชอบรสหวาน เพราะเชื่อว่าความหวานช่วยให้ความสดชื่น ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลที่ทานได้ต่อวันนั้นสำหรับผู้หญิงไม่เกิน 4 ช้อนชา และผู้ชายไม่เกิน 6 ช้อนชา ซึ่งในหลักการของการทานคลีนนั้น จำเป็นจะต้องจำกัดการทานของหวานๆ และน้ำตาลลง โดย ลด หรืองด เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ลูกกวาด และขนมอบต่างๆ โดยเฉพาะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนถึงแม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่นโยเกิร์ต ซอสมะเขือเทศ ซีเรียล ล้วนแล้วแต่มีการปรุงรสด้วยน้ำตาลทั้งสิ้น เพื่อให้การทานคลีนของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรใส่ใจและระมัดระวังการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยลดให้ได้มากที่สุด หรืออาจใช้ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นบางครั้งคราว

ปริมาณเกลือก็ต้องใส่ใจ
การรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงได้ โดยปริมาณเกลือที่สามารถทานได้ต่อวันคือ ต้องไม่เกิน 2300 มิลลิกรัม หรือประมาณแค่ 1 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น ซึ่งตัวการหลักของปริมาณเกลือแฝงที่มากเกินไปมาจากอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปส่วนใหญ่จะมีปริมาณเกลือมากกว่าอาหารที่ทำเองในครัวเรือน ดังนั้นการงดหรือลดการทานอาหารแปรรูปอย่าง ลูกชิ้น ใส้กรอก น้ำผลไม้กล่อง ผลไม่แห้ง ผลไม้แช่อิ่ม อาหารหมักดอง อาหารแช่แข็ง บะหมีกึ่งสำเร็จรูป ก็จะช่วยลดปริมาณเกลือแฝงที่มาจากอาหารลงได้ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักอุดมไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล และ สารกันบูด จึงควรหลีกเลี่ยง หากเหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน นอกจากนี้หากทำอาหารทาเองควรใช้เกลือและซอสปรุงรสแต่น้อย ปรุงด้วยสมุนไพรและให้รสชาติอ่อนไว้ก่อนจะถือว่าคลีน

เลือกข้าวกล้อง และธัญพืช
เหตุผลหลักในการแนะนำให้เปลี่ยน ไม่ใช่มาจากพลังงานที่ต่ำกว่าข้าวขาวหรือแป้งขาวแต่อย่างใด เพราะพลังงานในข้าวกล้องหรือธัญพืชบางชนิดอาจเท่ากันหรืออาจสูงกว่าข้าวแป้งขาวๆด้วยซ้ำ โดยช้าวกล้องนั้นเป็นข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสีส่วนของจมูกข้าวออกจึงทำให้ข้าวและธัญพืชเหล่านี้มีคุณประโยชน์จากสารอาหารมากมาย และนอกจากนี้การทานข้าวกล้องและธัญพืชจะทำให้ร่างกายมีกระบวนการดึงไปใช้งานที่เป็นไปอย่างช้าๆ สามารถทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แถมยังมีกากใยสูงช่วยให้อิ่มนานอีกด้วย และปริมาณที่ทานข้าวแป้งนี้จะต้องคำนวนให้เพียงพอตามความต้องการของแต่ละบุคคลอีกด้วย ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เพราะแป้งก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ประโยชน์ที่ร่างกายต้องใช้ในการดำรงค์ชีวิต

อย่าลืมโปรตีน
การทานอาหารแบบคลีนนั้นการเลือกแหล่งโปรตีนเป็นเรื่องสำคัญ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทาน เป็นอันดับหนึ่ง โดยรองลงมาคือ คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ตามลำดับ ซึ่งวิธีการเลือกแหล่งโปรตีน ควรเลือกโปรตีนที่มีไขมันดี โดยแนะนำให้เป็นอาหารทะเล เช่นเนื้อปลา สำหรับกุ้ง ปลาหมึก และหอย ควรควบคุมปริมาณ หรือ แหล่งโปรตีนไขมันต่ำที่มีราคาพอซื้อหาได้ เช่น อกไก่ ไข่ เนื้อวัวไม่ติดมัน เป็นต้น สำหรับไข่ อาจจะไม่จำเป็นต้องทานเป็นไข่ขาวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทานไข่แดงร่วมด้วยได้ เพียงแต่ยังต้องควบคุมปริมาณไข่แดง และควรคำนวนปริมาณโปรตีนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการโดยคำนวนได้ง่ายๆคือ ปริมาณโปรตีน 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

หน้าที่หลักของโปรตีนคือ ใช้สังเคราะห์เซลล์ใหม่ รักษาเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป ซึ่งนับว่าเป็นสารอหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเลยทีเดียว โปรตีนไม่สามารถสะสมในรูปของตัวโปรตีนได้ ซึ่งเมื่อโปรตีนได้ถูกย่อยและนำไปใช้แล้ว ส่วนที่เกินก็จะถูกแปรสภาพเก็บสะสมในรูปของไขมันไม่สามารถนำกลับมาใช้เป็นโปรตีนเพื่อซ่อมแซม เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องทานโปรตีนในทุกๆมื้อ ในขณะที่บางมื้อไม่ต้องทานคาร์บ หรือ ไขมันเลยก็ได้ โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่เท่านั้น

ดูแลเรื่องสัดส่วนของจานอาหาร
จริงอยู่การทานคลีนทำให้เราสามารถลดพลังงานจากอาหารได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทานคลีนแล้วจะสามารถทานเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ซึ่งการกระทำแบบนี้จะทำให้เราอาจได้รับพลังงานมากเกินกว่าเราต้องการใช้ ถึงแม้ว่าเราจะทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ก็ตาม ทางที่ดีควรจำกัดปริมาณ โดยการชั่งตวง และ แบ่งสัดส่วนจานอาหารให้สมดุลจะดีกว่า ดังนั้นเครื่องมือพื้นฐานของการเปลี่ยน lifestyle มาทานคลีนคือ เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร ช้อนตวง ถ้วยตวง เนื่องจากข้อมูลสารของอาหารที่มีอยู่ทั้งสิ่งพิมพ์และบนอินเตอร์เน็ตจะอ้างอิงจากน้ำหนักวัตถุดิบแทบทั้งสิ้นดังนั้นจึงควรมีเครื่องชั่งตวงวัดเหล่านี้เก็บไว้เพื่อให้การจัดสัดส่วนปริมาณอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.lovefitt.com

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว เพื่อช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น เราอาจจะนึกถึงน้ำผึ้งในฐานะน้ำหวานชนิดหนึ่งจากตัวผึ้ง เหมาะกับการนำมาทำเป็นยาและปรุงอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำผึ้ง เปรียบได้กับมอยส์เจอไรเซอร์ชั้นดีจากธรรมชาติ หากนำมาพอกหน้าก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้น ช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและยังช่วยลดริ้วรอยได้ไม่ต่างจากไข่ขาวเลย

สูตรพอกหน้าด้วยไข่ขาว

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว 1 ฟอง
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว

เตรียมไข่ขาวให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาใส่ในถ้วยผสมแล้วเติมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนชา คนจนน้ำผึ้งละลายเป็นเนื้อเดียวกับไข่ขาว จากนั้นจึงเอามาพอกให้ทั่วใบหน้า ระหว่างพอกนั้นถ้านวดหน้าเบา ๆ ไปด้วยจะดีมาก ๆ จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดธรรมดา สูตรไข่ขาวพอกหน้านี้ก็เป็นอีกสูตรที่เหมาะกับการนำมาดีท็อกซ์ผิวไม่ต่างจากสูตรแรกเลย แต่อาจจะรู้สึกผิวนุ่มมากกว่าจากน้ำผึ้งนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง วินิจฉัยเบื้องต้นว่าอาการคันบริเวณอัณฑะ คันตรงอวัยวะเพศชาย เกิดจากสาเหตุใด เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง ? พร้อมวิธีป้องกันรักษาโรคผิวหนัง

เชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องเคยเจออาการคันในร่มผ้า ตรงบริเวณแถว ๆ จุดยุทธศาสตร์แน่นอน ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังเสี่ยงเป็นโรคผิวหนังร้ายแรงอีกด้วย ได้ยินอย่างนี้แล้วหนุ่ม ๆ ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป บางทีอาการคันเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจเป็นแค่อาการคันในร่มผ้า หรือระคายเคืองสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉย ๆ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ในกรณีที่อาการรุนแรง คันมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ควรได้รับการดูแลและเฝ้าระวังทันที

ทั้งนี้เข้าใจว่าหลายคนที่มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ จะรู้สึกเขินอายและไม่กล้าพบแพทย์หรือถามผู้เชี่ยวชาญ ทางกระปุกดอทคอมกลัวว่าอาการเหล่านั้นจะกำเริบหนัก จึงได้รวบรวม โรคที่มีอาการคันตรงอวัยวะเพศชาย พร้อมสาเหตุและวิธีป้องกัน มาให้หนุ่ม ๆ ได้ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันครับ

– โรคสังคัง (Tinea Cruris)

โรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่มักเกิดตรงบริเวณขาหนีบ ต้นขาด้านใน อวัยวะเพศ หรือตามจุดที่มีความอับชื้น ซึ่งสามารถลุกลามไปยังผิวหนังบริเวณใกล้เคียง เช่น หน้าท้อง ก้น หรือแพร่กระจายสู่ผู้อื่นผ่านการใช้สิ่งของร่วมกันได้ โดยสาเหตุหลัก ๆ มาจากการใส่เสื้อผ้าเปียกชื้น ไม่สะอาด มีการหมักหมม ทำให้เชื้อราเติบโตได้เร็วและเกิดการติดเชื้อตามมา ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีภาวะเหงื่อออกมาก นักกีฬา โรคอ้วน และคนที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาด

ลักษณะของสังคัง : บริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อ จะเกิดเป็นผื่นสีแดงและมีขอบผื่นนูนขึ้นมา สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน บางรายมีอาการผิวลอก ผิวแตกเป็นขุยสีขาว ๆ ซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นแผ่นหรือวงกลม

อาการของสังคัง : ตรงบริเวณที่เกิดวงผื่น จะมีอาการคัน เจ็บ และแสบร้อนตลอดเวลา ยิ่งไปสะกิดโดน หรือมีการเสียดสีจะยิ่งคันมาก ๆ

วิธีป้องกันรักษา : ง่ายที่สุดคือป้องกันด้วยการดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเปียก อับชื้น หรือซ้ำติดต่อกันหลายวัน หากต้องทำกิจกรรมที่มีเหงื่อ ควรทำความสะอาดให้ดี หรือเปลี่ยนชุดใหม่ไปเลย ส่วนการรักษาจะใช้วิธีทายา ทาครีม หรือพ่นสเปรย์ต้านเชื้อ ที่บริเวณวงผื่นโดยตรง หากอาการไม่ดีขึ้นและมีการขยายตัวเรื้อรัง ควรเข้าพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการรักษาหรือขอยาปฏิชีวนะ

– โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) หรือ เรื้อนกวาง

โรคผิวหนังอักเสบแบบเรื้อรังที่พบได้บ่อย ๆ แต่หลายคนไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ถูกกระตุ้นให้กำเริบได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เช่น ภาวะทางจิตใจ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ รวมถึงการรับประทานอาหาร ระคายเคืองจากการสัมผัสสารเคมีหรือกรดบางชนิด

ลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน : การอักเสบแสดงออกได้หลายรูปแบบมาก ๆ ทั้ง ชนิดผื่นหนา นูนแดง มีขอบชัดเจน, ชนิดผื่นแดงขนาดเล็ก เป็นเม็ด ๆ ขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร, ชนิดตุ่มหนอง และชนิดผิวแดงหลุดลอก ซึ่งควรให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้วินิจฉัย

อาการของโรคสะเก็ดเงิน : แต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกันออกไป หลัก ๆ เลย คือ อาการคัน เจ็บ หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนังที่อักเสบ

วิธีป้องกันรักษา : อย่างที่บอกโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย จึงไม่มีวิธีป้องกันแบบสมบูรณ์ แต่แนะนำให้ดูแลความสะอาดร่างกาย และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะกระตุ้นโรคให้กำเริบ ในส่วนการรักษามีหลายวิธี เช่น การทายาตรงผิวหนังที่เป็น, การฉายแสง และการกินยา ซึ่งต้องให้แพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกรวินิจฉัยชนิดของโรคให้ชัดเจน และทำตามคำแนะนำ

– โลน (Pubic Lice)

โลน คือ ตัวปรสิตขนาดเล็กที่เข้ามาอาศัยตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เพื่อคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร โดยพบได้มากที่สุดตรงบริเวณอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง โดยสาเหตุของโลน ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านการสัมผัสตัวกับคนที่มีตัวโลนเกาะอยู่ และการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งต่อให้รักษาความสะอาดอย่างดีหรือใส่ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันได้

ลักษณะของโลน : จะมีตุ่มเลือดแห้งสีดำ หรือสีแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตามร่างกายส่วนที่มีขน มีรอยช้ำบริเวณที่โดนดูดเลือด หากตัวโลนโตเต็มที่จะสามารถมองเห็นตัวมันได้ด้วยตาเปล่า

อาการของโลน : คนที่ติดโลนมา จะมีอาการคันมาก ๆ ตรงบริเวณอวัยวะเพศหรือส่วนที่มีเส้นขน และยิ่งคันหนักขึ้นในช่วงกลางคืน บางรายมีอาการไข้ต่ำ หงุดหงิด หมดแรง แทรกซ้อนเข้ามาด้วย

วิธีป้องกันรักษา : ควรหลีกเลี่ยงการมีกิจกรรมใกล้ชิด เช่น กอด จูบ หรือใช้เสื้อผ้าร่วมกันกับผู้ที่ติดโลน นี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ด้านการรักษา ตามร้านขายยาทั่วไปจะมีผลิตภัณฑ์พวกแชมพู ครีม สำหรับกำจัดพวกปรสิตเหล่านี้จำหน่ายอยู่แล้ว ซึ่งควรใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อป้องกันไข่โลนตกค้าง หากยังมีอาการคันหลงเหลือให้ลองโกนขนบริเวณนั้น ๆ ออก แล้วทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ด้วยน้ำอุณหภูมิสูง ถ้าไม่หายจริง ๆ ให้เข้าพบแพทย์ผิวหนัง

– โรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศชาย (Balanitis)

เนื่องจากผิวหนังตรงจุดนั้นค่อนข้างอ่อนโยน จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายหากไม่รักษาความสะอาด โดยทั่วอาการดังกล่าวจะเกิดจากการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา (Candida) ซึ่งยิ่งหมักหมมสกปรกมากเท่าไหร่ เชื้อยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หนองใน หรือโรคสะเก็ดเงิน ก็ทำให้เกิดการอักเสบตรงปลายอวัยวะเพศได้เช่นกัน

ลักษณะของโรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ : สังเกตที่ตรงส่วนปลายองคชาต จะบวมและแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางรายระคายเคืองหนัก ถึงขั้นมีของเหลวเหมือนน้ำหนองข้น ๆ ไหลออกมา และมีกลิ่นเหม็น

อาการของโรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ : ทั่วไปจะมีอาการคันตรงบริเวณหนังหุ้มปลาย รู้สึกเจ็บ ปวดเล็กน้อยเวลาปัสสาวะ หากรุนแรงมากจะรู้สึกคัน และปวดไปทั่วทั้งหัวองคชาต

วิธีป้องกันรักษา : ลดความเสี่ยงได้โดยการหมั่นดูแลทำความสะอาดหนังหุ้มปลายเป็นประจำ และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ส่วนการรักษา ในกรณีอาการไม่รุนแรงมาก แค่ทำความสะอาดบ่อย ๆ ก็ดีขึ้นแล้ว แต่หากเป็นหนักควรพบแพทย์เพื่อขอยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาเฉพาะทางมากิน

จากข้อมูลทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปนั้น จะเห็นว่าหัวใจสำคัญของการป้องกันและบรรเทาอาการคันบริเวณอัณฑะ คือการรักษาสุขอนามัยของตัวเองให้สะอาดอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีอาการคันให้ลองเช็กโรคข้างต้นดูก่อน แล้วลองนำวิธีรักษาและป้องกันไปใช้บรรเทาอาการได้ แต่หากพบอาการแปลก ๆ ควรไปพบแพทย์ผิวหนังจะเป็นการดีที่สุดครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน ผู้หญิงประมาณ 70 %จะมีอาการปวดท้องประจำเดือน สาเหตุของการปวดนั้นมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมาในแต่ละเดือนจะมีฮอร์โมน Prostaglandin ถูกหลั่งออกมาด้วย ส่งผลให้เกิดอาการปวดและการอักเสบ

บางคนปวดมาก บางคนปวดน้อย แต่อาการปวดเหล่านี้ก็มักจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิด รำคาญไปเสียทุกอย่าง บางคนอาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย แต่วันนี้การปวดท้องประจำเดือนไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหรือหงุดหงิดอีกต่อไป เพราะในบทความนี้จะบอกถึง 6 เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือนที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

1.การนวดกดจุดเพื่อลดความปวด

การนวดกดจุดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ข้อควรระวังก็คือควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์แผนไทยที่มีประสบการณ์ เพราะการกดจุดมั่วๆในระหว่างมีประจำเดือนอาจมีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพได้

2.การประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

เนื่องจากความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็ง ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แนะนำใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบไว้บนหน้าท้องเมื่อมีอาการปวด การประคบนี้สามารถทำได้ตลอดเวลาไม่มีผลเสียต่อร่างหาย แต่ไม่ควรเลือกน้ำร้อนที่ร้อนมากเพราะอาจทำให้ผิวบริเวณที่ประคบบวมแดงได้

3.ดื่มน้ำอุ่น หรือจิบชาอุ่นๆ

การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดี เพราะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย อีกทั้งการได้รับน้ำที่เพียงพอจะทำให้ตับทำงานได้ดี ช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้อาการปวดท้องทุเลาลง แต่การดื่มน้ำในช่วงระหว่างมีประจำเดือนควรงดดื่มน้ำเย็นหรือของเย็นๆเพราะจะทำให้อาการปวดท้องรุนแรงขึ้นได้

Advertisement
4.ออกกำลังกายเบาๆเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนนั้นทำได้แต่ควรเลือกออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเล่นโยคะ พิลาทิส หรือการเดินเบาๆเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดหัวหรือคลื่นไส้อาเจียนได้

5.นอนตะแคงช่วยลดอาการปวด

การนอนหงายอาจทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น การนอนตะแคงเป็นทางออกที่ดี ส่วนนอนตะแคงทางไหนให้เราลองนอนดูก่อนทั้งสองข้าง แล้วเลือกนอนทางที่เรารู้สึกว่าอาการปวดเบาบางที่สุด ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าระดับมดลูกของแต่ละคนไม่เท่ากันจึงทำให้บอกแน่ชัดไม่ได้ว่าต้องนอนตะแคงทางไหน

6.รับประทานอาหารที่ช่วยแก้ปวดท้อง

เลือกรับประทานอาหารบางประเภทที่อุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่และสารอาหารต่างๆที่ช่วยบรรเทาอาการปวด เช่นใบตำลึง ,ตังกุย,น้ำเต้าหู้,ผักผลไม้ที่มีกากใยสูง,ปลาทะเลน้ำลึก อาหารเหล่านี้จะช่วยลดอาการปวดท้องในระหว่างมีประจำเดือนได้

การปวดท้องประจำเดือนเป็นการปวดท้องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องพบเจอเป็นประจำทุกๆเดือน การดูแลร่างกายในช่วงที่มีประจำเดือนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลต่อการปวดมากขึ้น เช่นเนื้อสัตว์ติดมัน แอลกอฮอล์หรือขนมหวานต่างๆและเลือกทานอาหารที่ช่วยลดอาการปวด เมื่อประจำเดือนหมดสาวๆก็จะกลับมาร่าเริงได้อีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com