พฤติกรรมก่อสิว ถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว ถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว  ผิวใสไร้สิวน่าจะเป็นยอดปรารถนาของใครหลายๆ คน มีสิวไม่ใช่แค่ทำให้หมดความมั่นใจ แต่ยังทำให้หลายๆ คนถูกมองว่าเป็นคนสกปรก ไม่รักษาความสะอาด

พฤติกรรมก่อสิว

 

พฤติกรรมก่อสิว ทั้งที่ความจริงแล้ว สิวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน รวมไปถึงพฤติกรรมรบกวนผิวหน้าที่คนเราชอบทำ โดยที่บางครั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำให้สิวเห่อได้ ฉะนั้น หากคุณอยากให้ สิวหาย ผิวหน้าใสไร้สิว ควรรีบหลีกเลี่ยงเหล่านี้เสีย

ล้างหน้าบ่อยเกินไป
การล้างหน้าเพื่อขจัดสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง มลภาวะ น้ำมันส่วนเกิน ถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่บางคนที่เป็นสิวหนักหรือหน้ามัน มักจะชอบล้างหน้าวันละหลายๆ ครั้ง เพราะเชื่อว่ายิ่งล้างหน้ายิ่งสะอาดและมันน้อยลง แต่ในความเป็นจริง การล้างหน้าบ่อยเกินไปกลับทำให้ผิวระคายเคืองเกินไป แถมยังทำให้หน้าแห้งจนรูขุมขุนผลิตน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้สิวเห่อหนักกว่าเดิม คุณจึงไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง หากเป็นคนผิวแห้งอาจล้างหน้าแค่เพียงวันละครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสูตรอ่อนโยน และไม่อุดตันรูขุมขน พร้อมกับล้างหน้าอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคืองi99bet

เปลี่ยนผลิตภัณฑ์รักษาสิวทุกสัปดาห์
คนส่วนใหญ่เวลาใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวไหน แล้วไม่เห็นผลทันที หรือไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน 1 สัปดาห์ ก็มักจะหยุดใช้ และเปลี่ยนไปลองผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ทั้งที่ความจริง การเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์ นอกจากสิวจะไม่หายแล้ว ยังอาจทำให้ผิวหน้าระคายเคืองจนสิวเห่อหนักกว่าเดิมด้วย ถ้าอยากให้สิวหาย คุณควรอดทนรอ เพราะผลิตภัณฑ์รักษาสิวส่วนใหญ่อาจต้องใช้เวลา 6-8 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง หากถึงตอนนั้นคุณรู้สึกว่าสิวที่เป็นไม่ดีขึ้นหรือแย่กว่าเดิม จึงค่อยเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวตัวใหม่

สครับผิวแรงและบ่อยเกินจำเป็น
บางคนชอบใช้ผ้าขนหนู ใยบวบ ผลิตภัณฑ์ขัดหรือผลัดเซลล์ผิวในการสครับหน้า เพราะคิดว่าจะยิ่งทำให้หน้าสะอาด สิวจะได้หายเร็วขึ้น แต่หากคุณสครับผิวบ่อยหรือรุนแรงเกินไป ก็อาจทำให้ผิวหน้าของคุณระคายเคืองและเกิดสิวได้เช่นกัน ในช่วงที่กำลังเป็นสิวคุณไม่ควรสครับหน้า แต่ควรเปลี่ยนมานวดหน้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด โดยใช้ปลายนิ้วกดนวดวนทั่วไปหน้าเบาๆ

นอนหลับทั้งเครื่องสำอาง
บางคนอาจเผลอหรือขี้เกียจเช็ดล้างเครื่องสำอางและนอนหลับไปทั้งที่ยังแต่งหน้าอยู่ ทำให้ทั้งเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกหมักหมมและอุดตันรูขุมขน สิวจึงไม่หายและอาจทำให้เกิดสิวใหม่ได้โดยเฉพาะสิวอุดตัน หากคุณแต่งหน้า ก่อนนอนอย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดล้างเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ห้ามให้เหลือเครื่องสำอางตกค้างเด็ดขาด หรือถ้าวันไหนคุณรู้สึกเหนื่อยจนขี้เกียจเช็ดเครื่องสำอางหลายขั้นตอน ก็สามารถใช้แผ่นเช็ดเครื่องสำอาง หรือทิชชู่เช็ดเมกอัพเช็ดทำความสะอาดแทนได้

เหงื่อออกแล้วไม่ล้างหน้า
แม้เราไม่ควรล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง แต่หากคุณออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งจนเหงื่อท่วมหน้า คุณควรรีบทำความสะอาดผิวหน้าหรืออาบน้ำทันที เพื่อขจัดเหงื่อและฝุ่นละอองต่างๆ ที่มาเกาะบนใบหน้า ไม่ควรปล่อยไว้จนเหงื่อแห้งไปเอง เพราะจะยิ่งก่อให้เกิดสิว

ชอบบีบแคะแกะเกาสิว
เวลาเป็นสิว หลายคนมักอดไม่ได้ชอบแกะหรือบีบสิวออก แต่แทนที่สิวจะหาย กลับเป็นหนักกว่าเดิม เพราะการบีบสิวทำให้สิ่งสกปรก เช่น หนอง เซลล์ผิวที่ตายแล้ว แบคทีเรีย ยิ่งฝังลึกทั้งยังทำให้ผิวระคายเคือง จนอักเสบหนักกว่าเก่า หลังสิวหายก็อาจเกิดรอยดำหรือหลุมสิวได้ด้วย หากมีสิว คุณไม่ควรบีบหรือล้วงแคะแกะเกา แต่ควรทายาหรือครีมที่มีส่วนผสมที่ช่วยรักษาสิว เช่น เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ แทน

อยาก สิวหาย แต่ดันไม่ชอบสระผม
หากคุณไม่ชอบสระผม โดยเฉพาะคนที่มีผมมัน ความมันและสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่บนเส้นผม อาจไปสัมผัสโดนผิวหน้าจนทำให้เกิดสิว หรือทำให้สิวที่เป็นอยู่รุนแรงกว่าเดิมได้ คุณจึงควรสระผมเป็นประจำ หากผมมันมากหรือใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมควรสระผมทุกวันด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยน เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันบนเส้นผมและหนังศีรษะ

ใช้เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผมที่ก่อให้เกิดสิว
หากคุณเป็นสิว หรือมีผิวมันซึ่งมีแนวโน้มเกิดสิวง่าย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือผมประเภทน้ำมัน หรือที่มีส่วนผสมซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว เช่น น้ำหอม แอลกอฮอล์ ซิลิโคน พยายามเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับคนเป็นสิวหรือผิวแพ้ง่าย เช่น ผลิตภัณฑ์สูตร oil-free ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า “ไม่อุดตันรูขุมขน (Non-Comedogenic)” หรือ “ไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-Acnegenic)”

ใช้เครื่องสำอางและอุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับคนอื่น
บางคนใช้เครื่องสำอางที่ไม่ก่อให้เกิดสิว หรือไม่อุดตันรูขุมขนแล้ว แต่สิวก็ยังไม่หาย แถมบางคนยังสิวเห่อกว่าเก่า นั่นอาจเป็นเพราะคุณใช้เครื่องสำอางหรืออุปกรณ์แต่งหน้า เช่น แปรง พัฟแต่งหน้าร่วมกับคนอื่น ทำให้แบคทีเรีย น้ำมัน รวมไปถึงเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วจากผิวของคนอื่นแพร่สู่ผลิตภัณฑ์แต่งหน้าของคุณ เมื่อคุณเอามาใช้แต่งหน้าตัวเอง เชื้อโรคและสิ่งสกปรกเหล่านั้นจึงมาอยู่บนผิวหน้าของคุณจนทำให้รูขุมขนอุดตัน ติดเชื้อ และเป็นสิว คุณจึงไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรืออุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับใคร และควรล้างแปรง ฟองน้ำ หรือพัฟแต่งหน้าทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกสะสม…

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว

สูตรมาร์คหน้าด้วยไข่ขาว เพื่อช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น เราอาจจะนึกถึงน้ำผึ้งในฐานะน้ำหวานชนิดหนึ่งจากตัวผึ้ง เหมาะกับการนำมาทำเป็นยาและปรุงอาหาร แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำผึ้ง เปรียบได้กับมอยส์เจอไรเซอร์ชั้นดีจากธรรมชาติ หากนำมาพอกหน้าก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้มีความชุ่มชื้น ช่วยทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและยังช่วยลดริ้วรอยได้ไม่ต่างจากไข่ขาวเลย

สูตรพอกหน้าด้วยไข่ขาว

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว 1 ฟอง
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว

เตรียมไข่ขาวให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาใส่ในถ้วยผสมแล้วเติมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวอย่างละ 1 ช้อนชา คนจนน้ำผึ้งละลายเป็นเนื้อเดียวกับไข่ขาว จากนั้นจึงเอามาพอกให้ทั่วใบหน้า ระหว่างพอกนั้นถ้านวดหน้าเบา ๆ ไปด้วยจะดีมาก ๆ จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดธรรมดา สูตรไข่ขาวพอกหน้านี้ก็เป็นอีกสูตรที่เหมาะกับการนำมาดีท็อกซ์ผิวไม่ต่างจากสูตรแรกเลย แต่อาจจะรู้สึกผิวนุ่มมากกว่าจากน้ำผึ้งนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง

คันบริเวณอวัยวะเพศชายเสี่ยงเป็นโรคใดบ้าง วินิจฉัยเบื้องต้นว่าอาการคันบริเวณอัณฑะ คันตรงอวัยวะเพศชาย เกิดจากสาเหตุใด เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง ? พร้อมวิธีป้องกันรักษาโรคผิวหนัง

เชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องเคยเจออาการคันในร่มผ้า ตรงบริเวณแถว ๆ จุดยุทธศาสตร์แน่นอน ซึ่งนอกจากจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลเสียต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังเสี่ยงเป็นโรคผิวหนังร้ายแรงอีกด้วย ได้ยินอย่างนี้แล้วหนุ่ม ๆ ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป บางทีอาการคันเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจเป็นแค่อาการคันในร่มผ้า หรือระคายเคืองสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉย ๆ ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ในกรณีที่อาการรุนแรง คันมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ควรได้รับการดูแลและเฝ้าระวังทันที

ทั้งนี้เข้าใจว่าหลายคนที่มีอาการคันบริเวณอวัยวะเพศ จะรู้สึกเขินอายและไม่กล้าพบแพทย์หรือถามผู้เชี่ยวชาญ ทางกระปุกดอทคอมกลัวว่าอาการเหล่านั้นจะกำเริบหนัก จึงได้รวบรวม โรคที่มีอาการคันตรงอวัยวะเพศชาย พร้อมสาเหตุและวิธีป้องกัน มาให้หนุ่ม ๆ ได้ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันครับ

– โรคสังคัง (Tinea Cruris)

โรคติดเชื้อราบนผิวหนังที่มักเกิดตรงบริเวณขาหนีบ ต้นขาด้านใน อวัยวะเพศ หรือตามจุดที่มีความอับชื้น ซึ่งสามารถลุกลามไปยังผิวหนังบริเวณใกล้เคียง เช่น หน้าท้อง ก้น หรือแพร่กระจายสู่ผู้อื่นผ่านการใช้สิ่งของร่วมกันได้ โดยสาเหตุหลัก ๆ มาจากการใส่เสื้อผ้าเปียกชื้น ไม่สะอาด มีการหมักหมม ทำให้เชื้อราเติบโตได้เร็วและเกิดการติดเชื้อตามมา ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีภาวะเหงื่อออกมาก นักกีฬา โรคอ้วน และคนที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาด

ลักษณะของสังคัง : บริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อ จะเกิดเป็นผื่นสีแดงและมีขอบผื่นนูนขึ้นมา สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน บางรายมีอาการผิวลอก ผิวแตกเป็นขุยสีขาว ๆ ซึ่งส่วนมากจะมีลักษณะเป็นแผ่นหรือวงกลม

อาการของสังคัง : ตรงบริเวณที่เกิดวงผื่น จะมีอาการคัน เจ็บ และแสบร้อนตลอดเวลา ยิ่งไปสะกิดโดน หรือมีการเสียดสีจะยิ่งคันมาก ๆ

วิธีป้องกันรักษา : ง่ายที่สุดคือป้องกันด้วยการดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเปียก อับชื้น หรือซ้ำติดต่อกันหลายวัน หากต้องทำกิจกรรมที่มีเหงื่อ ควรทำความสะอาดให้ดี หรือเปลี่ยนชุดใหม่ไปเลย ส่วนการรักษาจะใช้วิธีทายา ทาครีม หรือพ่นสเปรย์ต้านเชื้อ ที่บริเวณวงผื่นโดยตรง หากอาการไม่ดีขึ้นและมีการขยายตัวเรื้อรัง ควรเข้าพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการรักษาหรือขอยาปฏิชีวนะ

– โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) หรือ เรื้อนกวาง

โรคผิวหนังอักเสบแบบเรื้อรังที่พบได้บ่อย ๆ แต่หลายคนไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ถูกกระตุ้นให้กำเริบได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เช่น ภาวะทางจิตใจ ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อวัยวะภายในทำงานผิดปกติ รวมถึงการรับประทานอาหาร ระคายเคืองจากการสัมผัสสารเคมีหรือกรดบางชนิด

ลักษณะของโรคสะเก็ดเงิน : การอักเสบแสดงออกได้หลายรูปแบบมาก ๆ ทั้ง ชนิดผื่นหนา นูนแดง มีขอบชัดเจน, ชนิดผื่นแดงขนาดเล็ก เป็นเม็ด ๆ ขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร, ชนิดตุ่มหนอง และชนิดผิวแดงหลุดลอก ซึ่งควรให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้วินิจฉัย

อาการของโรคสะเก็ดเงิน : แต่ละชนิดจะมีอาการแตกต่างกันออกไป หลัก ๆ เลย คือ อาการคัน เจ็บ หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนังที่อักเสบ

วิธีป้องกันรักษา : อย่างที่บอกโรคสะเก็ดเงินเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย จึงไม่มีวิธีป้องกันแบบสมบูรณ์ แต่แนะนำให้ดูแลความสะอาดร่างกาย และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะกระตุ้นโรคให้กำเริบ ในส่วนการรักษามีหลายวิธี เช่น การทายาตรงผิวหนังที่เป็น, การฉายแสง และการกินยา ซึ่งต้องให้แพทย์ผิวหนัง หรือเภสัชกรวินิจฉัยชนิดของโรคให้ชัดเจน และทำตามคำแนะนำ

– โลน (Pubic Lice)

โลน คือ ตัวปรสิตขนาดเล็กที่เข้ามาอาศัยตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เพื่อคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร โดยพบได้มากที่สุดตรงบริเวณอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง โดยสาเหตุของโลน ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านการสัมผัสตัวกับคนที่มีตัวโลนเกาะอยู่ และการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งต่อให้รักษาความสะอาดอย่างดีหรือใส่ถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถป้องกันได้

ลักษณะของโลน : จะมีตุ่มเลือดแห้งสีดำ หรือสีแดงเม็ดเล็ก ๆ ขึ้นตามร่างกายส่วนที่มีขน มีรอยช้ำบริเวณที่โดนดูดเลือด หากตัวโลนโตเต็มที่จะสามารถมองเห็นตัวมันได้ด้วยตาเปล่า

อาการของโลน : คนที่ติดโลนมา จะมีอาการคันมาก ๆ ตรงบริเวณอวัยวะเพศหรือส่วนที่มีเส้นขน และยิ่งคันหนักขึ้นในช่วงกลางคืน บางรายมีอาการไข้ต่ำ หงุดหงิด หมดแรง แทรกซ้อนเข้ามาด้วย

วิธีป้องกันรักษา : ควรหลีกเลี่ยงการมีกิจกรรมใกล้ชิด เช่น กอด จูบ หรือใช้เสื้อผ้าร่วมกันกับผู้ที่ติดโลน นี่คือวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ด้านการรักษา ตามร้านขายยาทั่วไปจะมีผลิตภัณฑ์พวกแชมพู ครีม สำหรับกำจัดพวกปรสิตเหล่านี้จำหน่ายอยู่แล้ว ซึ่งควรใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อป้องกันไข่โลนตกค้าง หากยังมีอาการคันหลงเหลือให้ลองโกนขนบริเวณนั้น ๆ ออก แล้วทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าห่ม ด้วยน้ำอุณหภูมิสูง ถ้าไม่หายจริง ๆ ให้เข้าพบแพทย์ผิวหนัง

– โรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศชาย (Balanitis)

เนื่องจากผิวหนังตรงจุดนั้นค่อนข้างอ่อนโยน จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายหากไม่รักษาความสะอาด โดยทั่วอาการดังกล่าวจะเกิดจากการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า แคนดิดา (Candida) ซึ่งยิ่งหมักหมมสกปรกมากเท่าไหร่ เชื้อยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น นอกจากนี้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หนองใน หรือโรคสะเก็ดเงิน ก็ทำให้เกิดการอักเสบตรงปลายอวัยวะเพศได้เช่นกัน

ลักษณะของโรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ : สังเกตที่ตรงส่วนปลายองคชาต จะบวมและแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางรายระคายเคืองหนัก ถึงขั้นมีของเหลวเหมือนน้ำหนองข้น ๆ ไหลออกมา และมีกลิ่นเหม็น

อาการของโรคอักเสบที่ปลายอวัยวะเพศ : ทั่วไปจะมีอาการคันตรงบริเวณหนังหุ้มปลาย รู้สึกเจ็บ ปวดเล็กน้อยเวลาปัสสาวะ หากรุนแรงมากจะรู้สึกคัน และปวดไปทั่วทั้งหัวองคชาต

วิธีป้องกันรักษา : ลดความเสี่ยงได้โดยการหมั่นดูแลทำความสะอาดหนังหุ้มปลายเป็นประจำ และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ส่วนการรักษา ในกรณีอาการไม่รุนแรงมาก แค่ทำความสะอาดบ่อย ๆ ก็ดีขึ้นแล้ว แต่หากเป็นหนักควรพบแพทย์เพื่อขอยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาเฉพาะทางมากิน

จากข้อมูลทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปนั้น จะเห็นว่าหัวใจสำคัญของการป้องกันและบรรเทาอาการคันบริเวณอัณฑะ คือการรักษาสุขอนามัยของตัวเองให้สะอาดอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีอาการคันให้ลองเช็กโรคข้างต้นดูก่อน แล้วลองนำวิธีรักษาและป้องกันไปใช้บรรเทาอาการได้ แต่หากพบอาการแปลก ๆ ควรไปพบแพทย์ผิวหนังจะเป็นการดีที่สุดครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน

เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือน ผู้หญิงประมาณ 70 %จะมีอาการปวดท้องประจำเดือน สาเหตุของการปวดนั้นมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก เมื่อเยื่อบุมดลูกหลุดลอกออกมาในแต่ละเดือนจะมีฮอร์โมน Prostaglandin ถูกหลั่งออกมาด้วย ส่งผลให้เกิดอาการปวดและการอักเสบ

บางคนปวดมาก บางคนปวดน้อย แต่อาการปวดเหล่านี้ก็มักจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิด รำคาญไปเสียทุกอย่าง บางคนอาจมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย แต่วันนี้การปวดท้องประจำเดือนไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหรือหงุดหงิดอีกต่อไป เพราะในบทความนี้จะบอกถึง 6 เคล็ดลับแก้ปวดท้องประจำเดือนที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่

1.การนวดกดจุดเพื่อลดความปวด

การนวดกดจุดเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ข้อควรระวังก็คือควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์แผนไทยที่มีประสบการณ์ เพราะการกดจุดมั่วๆในระหว่างมีประจำเดือนอาจมีผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพได้

2.การประคบด้วยกระเป๋าน้ำร้อน

เนื่องจากความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็ง ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แนะนำใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบไว้บนหน้าท้องเมื่อมีอาการปวด การประคบนี้สามารถทำได้ตลอดเวลาไม่มีผลเสียต่อร่างหาย แต่ไม่ควรเลือกน้ำร้อนที่ร้อนมากเพราะอาจทำให้ผิวบริเวณที่ประคบบวมแดงได้

3.ดื่มน้ำอุ่น หรือจิบชาอุ่นๆ

การดื่มน้ำอุ่นจะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดี เพราะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย อีกทั้งการได้รับน้ำที่เพียงพอจะทำให้ตับทำงานได้ดี ช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้อาการปวดท้องทุเลาลง แต่การดื่มน้ำในช่วงระหว่างมีประจำเดือนควรงดดื่มน้ำเย็นหรือของเย็นๆเพราะจะทำให้อาการปวดท้องรุนแรงขึ้นได้

Advertisement
4.ออกกำลังกายเบาๆเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย

การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนนั้นทำได้แต่ควรเลือกออกกำลังกายเบาๆ อย่างการเล่นโยคะ พิลาทิส หรือการเดินเบาๆเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกผ่อนคลาย อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือน ปวดหัวหรือคลื่นไส้อาเจียนได้

5.นอนตะแคงช่วยลดอาการปวด

การนอนหงายอาจทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น การนอนตะแคงเป็นทางออกที่ดี ส่วนนอนตะแคงทางไหนให้เราลองนอนดูก่อนทั้งสองข้าง แล้วเลือกนอนทางที่เรารู้สึกว่าอาการปวดเบาบางที่สุด ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าระดับมดลูกของแต่ละคนไม่เท่ากันจึงทำให้บอกแน่ชัดไม่ได้ว่าต้องนอนตะแคงทางไหน

6.รับประทานอาหารที่ช่วยแก้ปวดท้อง

เลือกรับประทานอาหารบางประเภทที่อุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่และสารอาหารต่างๆที่ช่วยบรรเทาอาการปวด เช่นใบตำลึง ,ตังกุย,น้ำเต้าหู้,ผักผลไม้ที่มีกากใยสูง,ปลาทะเลน้ำลึก อาหารเหล่านี้จะช่วยลดอาการปวดท้องในระหว่างมีประจำเดือนได้

การปวดท้องประจำเดือนเป็นการปวดท้องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องพบเจอเป็นประจำทุกๆเดือน การดูแลร่างกายในช่วงที่มีประจำเดือนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจส่งผลต่อการปวดมากขึ้น เช่นเนื้อสัตว์ติดมัน แอลกอฮอล์หรือขนมหวานต่างๆและเลือกทานอาหารที่ช่วยลดอาการปวด เมื่อประจำเดือนหมดสาวๆก็จะกลับมาร่าเริงได้อีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้มะนาวเพื่อสุขภาพ

น้ำตะไคร้ที่คุ้นเคยดื่มแล้วไม่หายง่วง ถ้าอย่างนั้นลองใส่น้ำมะนาวเพิ่มลงไปสิคะ กลายเป็นเมนูน้ำตะไคร้มะนาว สูตรจาก นิตยสาร Mother & Care ดื่มแบบอุ่น ๆ รับรองถูกใจ

ส่วนผสม น้ำตะไคร้มะนาว

• ตะไคร้ 3-5 ต้น
• น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
• น้ำตาลทราย
• น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำตะไคร้มะนาว

1. ล้างตะไคร้ให้สะอาด หั่นเป็นท่อน จากนั้นบุบให้แตก
2. ตั้งน้ำพร้อมใส่ตะไคร้ที่บุบแล้วลงไปต้มจนเดือด หรี่ไฟปานกลางต้มต่อไปสักพัก ปิดไฟ
3. กรองน้ำตะไคร้ที่ต้มแล้วด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย (กะปริมาณตามความชอบ)
4. เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาวสักนิด เพียงบีบใส่แก้วที่ตักน้ำตะไคร้เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็หอมสดชื่น ได้รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน อร่อยเหมือนกัน
น้ำตะไคร้มะนาว เครื่องดื่ม ชุ่มคอชื่นใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://netdeticaret.com

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ  ไม่น่าเชื่อว่าประวัติการดื่มน้ำชามีมานานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ยังช่วยต้านอาการอักเสบ ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ฯลฯ

ซึ่งการที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายก็ว่ามีองค์ประกอบของสารสำคัญในใบชาอย่างแทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้หากดื่มเป็นประจำ แต่สารสำคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน

มาดูกันว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และแบบไหนจะให้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ
สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ Catechins (คาเทคชินส์) จะถูกความร้อนของน้ำทำลายไปเกือบหมดทำให้เหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังนิยมดื่มชาร้อน ๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น แม้สารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้ำร้อนก็จริง แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่และพอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง

ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด
หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ในความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ดี แต่หากผ่านกระบวน การผลิต ซึ่งเครื่องดื่มชาเขียวจะต้องผ่านขบวนการทำให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลลินทรีย์ ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสำคัญในน้ำชาเขียวก็จะถูกทำลายหรือลดน้อยลงไปเช่นกัน

น้ำชาไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด
การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาที่แช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนที่อยู่ในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา ส่งผลทำให้เกิดการทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิธีการดื่มชาให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรเลือกดื่มน้ำชาล้วนๆไม่ควรปรุงแต่ง เพราะผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์ จากใบชาแน่นอน

17 ข้อควรรู้จากประโยชน์ของการดื่มชา
1. ในช่วงที่อากาศร้อนๆ การดื่มชาจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะในใบชามีสารโพลีฟีนอล กรดอะมิโน และคาร์โบไฮเดรต เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับน้ำลายจะช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกายได้

2. ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุอาหารอยู่หลากหลายชนิด ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดี และช่วยกระตุ้นระบบประสาทและร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในใบชามีสารคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ช่วยหมุนเวียนโลหิต

3. ชามีอิทธิพลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งมีการใช้ชาผสมกับยาแก้ปวด เพื่อช่วยเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาโรคไมเกรน และทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานยิ่งขึ้น

4. ดื่มชาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและสดชื่น ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ

5. ดื่มชาบ่อยๆ มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ และช่วยสลายไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล โดยไปเพิ่มการขับคอเลสเตอรอลในร่างกายผ่านทางน้ำดีในอุจจาระ

6. ชาจีน สามารถควบคุมการเกิดโรคอ้วนได้ เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต้านจุลชีพ ช่วยลดการอักเสบ สมานแผล ช่วยขับและล้างสารพิษในร่างกาย ซึ่งในใบชามีสารโฟลีฟีนอลที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ได้

7. คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการดื่มชาจะสามารถ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เพราะใบชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสุขภาพ

8. ชามีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ และช่วยในการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตับ การดื่มชายังช่วยรักษาอาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

9. การดื่มชาแก่ๆ สักถ้วย จะเป็นการช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และยังช่วยในการย่อยอาหารจำพวกวิตามินกลุ่มต่าง ๆ

10. ชามีสารไอโอดีน และฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยป้องกันภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป มีฟลูออไรด์ในจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายโดยจะช่วยป้องกันฟันผุและเสริมมวลกระดูกได้

11. ใบชาทุกประเภทมีส่วนประกอบของโปรตีนและวิตามิน วิตามินซี วิตามินบี สารแทนนิน กาเฟอีน โพแทสเซียม กรดแอมโมเนีย สารคาเทชิน โพลีฟีนอล แร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ทำให้ร่างกายมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ความดันโลหิต และป้องกันหลอดเลือดตีบตัน

12. การดื่มชาจะช่วยทำให้การไหลเวียนของโรคดีขึ้น ช่วยละลายไขมัน ป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความแก่ ฯลฯ

13. สรรพคุณในทางยาของ ชาเขียว สมัยก่อน ใช้บำบัดรักษาอาการต่างๆ ไม่ว่าจะอาการปวดหัวไปจนถึงโรคซึมเศร้า

14. สารประกอบในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดลงได้

15. ดื่มชาเขียวจะช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งคาเทชินในชาเขียวจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น ทำให้ น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

16. คุณค่าที่มีอยู่ในใบชาชาว คือโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม และโดยเฉพาะโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ที่แข็งแรงที่สุด ชาขาวจึงมีสารต้านอนุมูลมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า หรือเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้น 12 แก้ว และมีปริมาณคาเฟอีนน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาชนิดอื่นๆ

17. ถ้าต้องการดื่มเพื่อสรรพคุณทางยาควรดื่มชาวันละ 10 ถ้วยขึ้นไปจึงมีผลต่อการรักษาโรคต่างๆได้ ซึ่งการดื่มชาหนึ่งถ้วยก่อนอาหารประมาณยี่สิบนาที จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ความอยากอาหารลดลง”

ได้ทราบประโยชน์ของชาหลากสไตล์กันไปแล้ว คราวนี้มาเลือกกันได้แล้วล่ะว่า…คุณจะดื่มชาประเภทไหนที่จะให้ประโยชน์กับร่างกายที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.ochasama.com

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว

ตัวช่วยผิวสวยท้าลมหนาว   อากาศหนาวก็ชอบ ผิวสวย ก็ต้องรักษาไว้ สาวๆ ที่อยากคงความสวยเปล่งปลั่งของผิวกายไว้ท้าลมหนาว ยิ่งหากกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานอย่างถูกต้องสมดุลด้วยแล้ว ผิวสวยจะอยู่ท้าลมหนาว ร้อน ฝนไปอีกไม่รู้กี่ปีจักกี่ปี

ฤดูหนาวและหน้าท่องเที่ยวมาถึงแล้ว
อากาศเย็น (ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้สัมผัส) ทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศแห่งการท่องเที่ยว แต่อากาศแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อผิวเราได้ถ้าไม่ดูแลผิว ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่นหรือริ้วรอยเหี่ยวย่นก็จะมาเยือน ดังนั้นเราควรดูแลผิวในฤดูหนาวให้ถูกวิธีดังนี้

1. แน่นอนต้องทาครีมบำรุงผิว เพราะอากาศหนาวเย็นจะมีความชื้นต่ำ ซึ่งทำให้ผิวเสียความชุ่มชื่นได้ง่าย จึงเกิดปัญหาผิวแห้งและแตกได้นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย การทาครีมบำรุงผิวที่ถูกต้องนั้น นอกจากจะทาใบหน้าแล้ว อย่าลืมทาผิวตัว ลำคอ รวมทั้งมือและเท้าด้วย

2. ครีมบำรุงผิว โดยทั่วไปมีสารที่เป็นส่วนผสม 3 ชนิด คือ หนึ่งสารกลุ่มที่มีคุณสมบัติดูดความชื้นจากอากาศ สอง สารกลุ่มที่เติมไขมันและความชุ่มชื่นให้แก่ผิว สาม สารกลุ่มที่ทำหน้าที่เคลือบผิว ช่วยกักเก็บความชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิว ช่วงฤดูหนาวไม่ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารกลุ่มแรก เพราะสารกลุ่มนี้จะดูดความชื้นออกจากผิวเราแทน ตัวอย่างสารกลุ่มนี้คือ Urea ดังนั้น ในฤดูหนาวควรเลี่ยงครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสาร Urea

3. วิธีถนอมผิวอย่างง่ายๆ และรวดเร็ว หลังจากอาบน้ำให้ใช้เบบี้ออยล์หรือครีมบำรุงผิวชโลมให้ทั่วตัว จะเป็นการถนอมผิวในฤดูหนาวได้ดียิ่งขึ้น

4. นอกจากจะให้ความชุ่มชื่นกับผิวแล้ว ควรให้ความชุ่มชื่นกับริมฝีปากด้วย ควรทาลิปมันหรือ Petrolatum gel เพื่อป้องกันปากแตกแห้ง

5. เมื่อให้ความชุ่มชื่นกับผิวโดยการเติมหรือบำรุงจากภายนอกแล้ว เราควร เติมความชุ่มชื่นจากภายในด้วย โดยการดื่มน้ำบ่อยๆ

6. ไม่ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะ จะทำให้ผิวหน้ายิ่งแห้งและเกิดปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นมากขึ้น

7. การล้างหน้าหรืออาบน้ำควรใช้สบู่ที่อ่อนโยนต่อผิว เพื่อลดโอกาสการเกิดผิวแห้ง ไม่ควรใช้สบู่ยาที่มักมีฤทธิ์ระคายเคือง เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้านได้ และควรใช้สบู่เหลว ซึ่งมีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าสบู่ก้อน

8. แสงแดดในฤดูหนาวเป็นอันตรายไม่แพ้แสงแดดในฤดูร้อน ดังนั้น อย่าลืมทาครีมกันแดดสม่ำเสมอทุกๆ วัน นอกจากนี้แสงแดดยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้ความชุ่มชื่นระเหยออกจากผิวง่ายขึ้น ดังนั้น การทาครีมกันแดดจึงช่วยทั้งลดอันตรายจากแสงแดดและยังช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้ผิวอีกด้วย

9. ไม่ควรเข้าซาวน่าเพราะจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื่นมากยิ่งขึ้น

ถ้าดูแลเอาใจใส่ผิวอย่างดีแล้ว กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกายและทำงานให้ถูกต้อง ความหนาวเย็นก็ไม่สามารถพรากผิวสุขภาพดีไปจากตัวคุณได้แน่นอน

ขออบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

 

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

ข้อควรรู้ก่อนศัลยกรรมจมูก

1. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

แม้ว่าจะรู้ข้อมูลการทำศัลยกรรมจมูกแล้ว เรายังต้องรู้ข้อมูลต่อจากนี้ไปด้วย เพื่อทำให้การศัลยกรรมจมูกของหนุ่มสาวเป็นไปอย่างสวยงามและสมบูรณ์

มีโรคประจำตัวหรือไม่ หากเรารู้ตัวว่ามีโรคประจำตัวหรือโรคที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาศัลยแพทย์ให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เป็นไปได้หลังการผ่าตัด
ห้ามแคะ เกา บีบ และทำให้แผลโดนน้ำ สิ่งที่เน้นย้ำในการผ่าตัดศัลยกรรม คือการเลี่ยงจากการโดนน้ำของแผล
การห้ามออกกำลังกายแนะนำให้งดออกกำลังกายในประเภทที่เสี่ยงต่อการปะทะอย่างยิ่ง
หลีกเลี่ยงการเจอฝุ่นและควัน สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการแพ้อากาศ ดังนั้นจึงควรเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัด ไม่ให้เป็นหวัดหรือมีน้ำมูก ถ้ามีอาการควรรีบรับประทานยาแก้แพ้หรือยาลดน้ำมูกทันที
งดอาหารและน้ำตามคำแนะนำของแพทย์กรณีที่ต้องดมยาสลบ
ทานอาหารเบา ๆ ก่อนเวลาผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์ หากไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ
ควรงดกิจกรรมเสริมความงามเกี่ยวกับใบหน้า แม้ว่าอยากไปทำทรีทเม้นท์ หรือจะไปเลเซอร์ให้ผิวหน้าสวยยังไงก็ตาม
สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ก่อนศัลยกรรมจมูก

หมอนล็อคคอ (เพื่อเอาไว้ล็อคคอไม่ให้คอตกคอพับ)
ผ้าเย็น
ผ้าขนหนูและแผ่นทำความสะอาด
ไม้พันสำลี
อาหาร ตุนไว้หน่อยของที่ทานง่ายหรืออาหารอ่อน
อาการที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการทำศัลยกรรมจมูก ต้องรีบแจ้งศัลยแพทย์ทันที

1. จมูกเบี้ยว เคสนี้ส่วนมากจะพบได้บ่อยที่สุดโดยพบว่าซิลิโคนเบี้ยวออกไปทางใดทางหนึ่ง อาจจะเกิดจากร่างกายมีระบบป้องกันสิ่งแปลกปลอม

2. ซิลิโคนเคลื่อนขึ้นลง สามารถพบได้แม้จะทำมาหลายปี

3. กระดูกอ่อนบริเวณปลายจมูกถูกดันออกมา เกิดจากการที่ ซิลิโคนที่วางไว้ดันกระดูกอ่อนออกมา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.srsurgeryreview.com

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

น้ำแข็งมหัสจรรย์ปลุกผิวเสียเป็นผิวสวย

วิธีใช้น้ำแข็งซ่อมผิว บอกเลยว่าเหมาะสุด ๆ กับการทำสวยในหน้าร้อน เพราะมันทั้งเย็นจับใจ แถมสวยใสปิ๊งปั๊งอีกด้วย

อากาศร้อนระอุสุดพลังแบบนี้ หลายคนคงนึกถึงน้ำแข็งเย็น ๆ ที่เอามาใส่น้ำกินให้ชื่นใจกันใช่ไหมล่ะคะ แต่นอกจากจะหยิบมาใส่น้ำดื่มแล้วเนี่ย น้ำแข็งก็ยังช่วยซ่อมผิวเสีย ๆ ให้กลับมาสวยใสได้ด้วย แค่คิดก็ฟินแล้วนะเนี่ย คิดดูสิอากาศร้อน ๆ แถมได้บำรุงผิวสวยให้เย็นจับใจ คงเป็นอะไรที่เริดสุด ๆ ไปเลยเนอะ หากใครมีปัญหาผิวทั้งรอยแดง สิว รูขุมขนกว้าง ลองหยิบน้ำแข็งมาแล้วทำตาม 7 วิธีที่กระปุกดอทคอมนำมาฝากวันนี้เลยดีกว่า .

1. ลดอาการอักเสบจากสิว

เมื่อไรที่เป็นสิวอักเสบปูดแดง ที่กดแล้วเจ็บสะท้านไปทั้งหน้า บอกเลยว่าลองหยิบน้ำแข็งมาประคบไว้ดูสิ อาการอักเสบและระคายเคืองของสิวจะทุเลาลงค่ะ

2. เลือดไหลเวียนดี

ถ้าอยากให้ผิวหน้าสวยเปล่งปลั่งกระชับยิ่งขึ้น ลองนำน้ำแข็งมาแช่ในน้ำเปล่า จากนั้นให้เอาหน้าจุ่มลงไปทุก ๆ เช้า รับรองว่าเลือดของคุณจะไหลเวียนดีขึ้น และจะทำให้ผิวหน้าตึงกระชับเด้ง ๆ ด้วย ที่สำคัญคือตื่นเช้ามาจะสดชื่นไม่งัวเงียเลย

3. ลดตาบวม

ถ้าตื่นมาตาบวมเพราะนอนเยอะ หรือร้องไห้หนักมากก่อนนอนละก็ ลองนำก้อนน้ำแข็งมาลูบวนเบบา ๆ บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นนำผ้าขนหนูมาซับให้แห้ง เพียงเท่านี้ตาบวมตุ่ยก็จะหายไปเลยล่ะ

4. กระชับรูขุมขน

รู้หรือไม่คะว่าน้ำแข็งนี่แหละ สามารถช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง ช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน และช่วยลดริ้วรอยได้ด้วยนะ แค่นำกระดาษทิชชูแบบหนาหน่อยมาห่อก้อนน้ำแข็ง แล้วถูให้ทั่วใบหน้าก่อนเข้านอน เพียงเท่านี้ผิวก็จะดีขึ้นเยอะ แถมยังช่วยให้คุณสดชื่นยามตื่นนอนตอนเช้าด้วย

5. ช่วยให้แต่งหน้าเนียนขึ้น

งงล่ะสิว่าน้ำแข็งจะมาช่วยให้แต่งหน้าเนียนขึ้นได้ยังไง ก็อย่างที่บอกไปแล้วแหละค่ะ ว่าน้ำแข็งช่วยกระชับรูขุมขนและทำให้ผิวเรียบเนียนได้ พูดง่าย ๆ คือน้ำแข็งสามารถมาแทนไพรเมอร์ได้เลยล่ะ ฉะนั้นก่อนแต่งหน้าทุกครั้งลองใช้น้ำแข็งมาลูบวน ๆ บนผิวหน้าก่อน ซับหน้าให้แห้ง จากนั้นค่อยลงรองพื้นตาม บอกเลยว่าเนียนกริบ เครื่องสำอางติดทนทั้งวันด้วย

6. ผสมสูตรลับหน้าใส

ลองนำน้ำแตงกวา มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาว จากนั้นนำไปหยอดในพิมพ์น้ำแข็ง แล้วนำไปแช่ช่องฟรีซให้เป็นน้ำแข็ง เสร็จแล้วนำก้อนน้ำแข็งที่ได้มาถูวน ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ บอกเลยว่างานนี้หน้าใสสวยเด้งแน่นอน

7. บรรเทาผิวไหม้แดด

แดดแรงจ้าจนเลี่ยงไม่ได้แบบนี้ ก็ต้องมีบ้างแหละที่ผิวจะไหม้แสบแดงขึ้นมา แต่ไม่ต้องเครียดเลยนะคะสาว ๆ เพราะแค่นำเจลว่านหางจระเข้มาผสมน้ำ จากนั้นนำส่วนผสมเทลงในพิมพ์น้ำแข็งแล้วแช่ช่องฟรีซ พอได้ออกมาเป็นก้อนน้ำแข็งแล้ว ก็หยิบมาถู ๆ บริเวณที่ผิวไหม้แดดได้เลยค่ะ

สาว ๆ คนไหนที่สนใจใช้น้ำแข็งมาบำรุงผิว ก็ต้องมั่นใจก่อนนะคะว่าก้อนน้ำแข็งนั้นจะสะอาดจริง ไม่อย่างนั้นเจอน้ำแข็งสกปรกเข้าไป แทนที่ผิวจะสวยใส อาจเกิดปัญหาผิวเพิ่มขึ้นมาอีกไม่รู้ด้วยนะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น  หน้าฝนย่างเข้ามา กลิ่นเท้าแรงๆ ก็ย่างเข้ามา โชยกลิ่นสุดชวนคลื่นไส้มากับสายฝนเช่นเดียวกัน ได้โปรดเห็นใจเพื่อนร่วมโลก กำจัดกลิ่นเท้าเถอะ!

วิธีกำจัดกลิ่นเท้าเหม็น

 

ปัญหาเท้าเหม็นนั้นเป็นปัญหาที่ไม่เข้าใครออกใครเลยจริงๆ ยิ่งสภาพอากาศแบบเมืองไทยเราด้วยนะ โอ๊ยยยย ต่อให้จะหน้าสวย บุคลิกดีแค่ไหน ถ้าใส่รองเท้าผ้าใบ หรือแม้แต่รองเท้าแบบสวมปิดเท้าขึ้นมาแล้วล่ะก็ กลิ่นตุๆ มันจะตามมาหลอกหลอนให้เราไม่กล้าถอดรองเท้าเลยทีเดียว บางรายที่หนักมากๆ ขนาดไม่ถอดรองเท้ากลิ่นยังโชยออกมาเลย แม่เจ้าาา เสียบุคลิก คนรอบข้างรังเกียจ ชอบใครเค้าก็เมิน เกิดเป็นปัญหาใหญ่ในชีวิต แต่ไม่ต้องเครียดไป ไอกลิ่นเท้าที่ว่านั้นหากหลายคนพยายามล้างเท้าด้วยสบู่แล้วก็ไม่หาย ให้ลอง 5 วิธีต่อไปนี้ดู เอาเซ่ มันจะต้องหายไปได้สักทางล่ะ! ผงแป้งดับกลิ่นเท้า และช่วยดูดซึมเหงื่อได้ในเวลาเดียวกัน ลองทำดู

นะคะ จะทาลงบนรองเท้าด้านในก็ได้ แป้งจะช่วยดับกลิ่นสารพัดแป้งลองสรรหามา เอามาทาให้ทั่วเท้า หรือถุงเท้าก่อนใส่รองเท้าหรือถ้าใครหาไม่ได้จริงๆ จะใช้แป้งธรรมดา แป้งเด็ก แป้งข้าวโพด แป้งโยคีที่เค้าว่ากันว่าดีก็จะมียี่ห้อ ผงดับกลิ่นเท้าตราอัศวินม้าขาววิธีนี้ง่ายๆ เลยไปหาซื้อพวกผงแป้งที่ไว้ใช้สำหรับดับกลิ่นเท้ามาใช้ดู ขัดเท้าด้วยสารส้ม หรือเบคกิ้งโซดา ฤทธิ์ของเบคกิ้งโซดานั้นคือช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แถมยังขจัดกลิ่นได้อีกด้วย แช่เท้าลงในน้ำ แล้วใช้แปรงขัดทำความสะอาดให้ทั่วส่วนการใช้เบคกิ้งโซดานั้นก็คือเอาไปผสมกับน้ำให้กลายเป็นน้ำสีขาวขุ่นๆแต่ถ้ารุนแรงจริงๆ ก็อาจจะแค่พอบรรเทา ต้องใช้วิธีอื่นช่วยด้วยจากนั้นล้างออกด้วย

สะอาด ทีนี้กลิ่นมันก็จะหายไปเลยล่ะฉะนั้นเอามาใช้เลยตรงๆ เลย ถูไถมันเข้าไปทั้งแต่ง่ามเท้าไปยังส้นเท้าด้วยความที่สารส้มนั้นมีฤทธิ์ในการระงับกลิ่น เกลือ ให้ทำเป็นประจำทุกวัน สักประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะเห็นผลแล้วล่ะแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ในน้ำเกลือประมาณ 15-20 นาที ในขณะที่น้ำยังอุ่นๆ อยู่วิธีการก็คือต้มน้ำให้เดือด แล้วปล่อยไว้พออุ่นๆ ผสมเกลือลงไป ทำเป็นน้ำเกลือของง่ายๆ ใกล้ตัวอย่างเกลือนั้น ก็สามารถเป็นตัวช่วยในการกำจัดกลิ่นเท้าของคุณได้ ถุงชา เพียงเท้านี้กลิ่นเท้าก็จะดีขึ้นแล้วล่ะ จากนั้นก็นำเท้าแช่ลงไปในน้ำชาสักประมาณ 15-20 นาทีหากกลัวเปลือง ใช้ประมาณ 4-5 ถุง แช่ลงไปกับน้ำอุ่นๆวิธีใช้ก็ง่ายๆ เลยเหมือนชงชาใส่

กะละมัง สามารถเป็นถุงชาที่ใช้แล้วก็ได้เพราะชามีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียถุงชาไม่ได้มีประโยชน์แค่ลดรอยบวมช้ำของถุงใต้ตา แต่ยังกำจัดกลิ่นเท้าได้ด้วยนะ น้ำส้มสายชูกับน้ำยาบ้วนปาก เพียงแค่นี้จะกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็จะหายไปแน่นอนครั้งต่อไปอาจจะแค่ล้างพอผ่านๆ เท้าไม่ต้องแช่เพราะแสดงว่าคุณอาจจะผสมน้ำยามากเกินไป หรือแช่เท้านานเกินไปแช่เท้าทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ถ้ามีอาการระคายเคืองก็ให้หยุดใช้ก่อนฉะนั้นผสมน้ำให้เต็มกะละมัง แล้วใส่น้ำยาบ้วนปาก และน้ำส้มสายชูไปสักอย่างละฝาแต่จะต้องผสมน้ำด้วยนะ เพราะน้ำยาทั้งสองตัวนี้มีความเข้มข้นสูงเพื่อเป็นการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นให้ตายเรียบไม่เหลือซากก็ให้หาน้ำยาบ้วนปากสูตรยับยั้งแบคทีเรียขั้นสุด มาผสมกับน้ำส้มสายชูวิธีสุดท้ายนี้ถือเป็นไม้ตายจริงๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.wongnai.com