นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท

นอนยังไงให้หลับสนิท การนอนหลับนั้นคือการพักผ่อนที่ดีสุดสำหรับร่างกายของเรา เมื่อร่างกายเรานอนหลับสนิท ร่างกายจะถูกซ่อมแซม สมองในส่วนของความจำจะทำงานได้ดี

และยังส่งผลดีอีก มายมายต่อร่างกายของเรา ในทางตรงกันข้ามหากเรานอนหลับไม่สนิท หรือนอนไม่หลับนั้น ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายเราเช่นกัน ในระยะสั้นก็เช่นอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นในวันถัดไป และจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาว เช่นทำให้ดูแกเร็ว เป็นต้น แต่สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือนอนหลับยาก ก็มีเคล็ดลับดีที่ทำได้ไม่ยาก ในการช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับไม่สนิท

ออกกำลังกายเบาๆในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ
การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้จะใช่ให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดที่มีมาทั้งวัน ช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือไม่ควรออกกำลังกายหนักในตอนเย็น เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายทำงาน และตื่นตัว ทำให้นอนไม่หลับ ที่สำคัญคือควรออกกำลังกายให้เสร็จก่อนถึงเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

เคลียปัญหาให้เสร็จก่อนนอน
หากมีเรื่องที่ต้องจัดการ หรือค้างคาใจ จะส่งผลให้เรานอนหลับได้ไม่สนิท ที่คำแนะนำให้ลิสต์ปัญหาลงในกระดาษ พร้อมเขียนวิธีแก้ลงไป จะช่วยให้เราไม่กังวลเรื่องนั้นๆ และนอนหลับได้อย่างสนิท มีการทดลองในเรื่องนี้แล้วว่า กลุ่มผู้ทดสอบที่ทำเช็คลิสต์และแก้ปัญหา สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น i99bet

อาบน้ำอุ่นก่อนนอน
จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้อีกด้วย

อย่าจ้องจอที่มีแสงก่อนนอน
การจ้องแสงสีฟ้าจากจอภาพ เช่นคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เรานั้นรู้สึกตื่น เพราะการผลิตเมลาโทนินนั้นถูกระงับลง หากอยากนอนหลับสนิท ควรห่างจากจอที่มีแสงอย่างน้อง 2 ชั่วโมง

ผ่อนคลายก่อนนอน
อาจทำได้โดยการทำสมาธิหรือสวดมนต์ก่อนนอน และข้อสำคัญ ควรหลีกเลี่ยงหนังสยองขวัญ หรือเรื่องเครียดก่อนเข้านอน อาจยืดเส้นเล็กน้องเช่นการอียงคอ จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทมากขึ้น

งดการงีบหลับในตอนกลางวัน
การงีบหลับในตอนกลางวันนั้นจะทำให้ความสามารถในการนอนหลับให้สนิทของเรานั้นลดลง แต่ถ้าหากจำเป็นต้องีบจริงๆ มีผลงานวิจัย ให้งีบหลับในช่วงบ่ายโมง ถึงบ่ายสามโมง จะช่วยให้กลางคืนนั้นเราหลับได้ดีขึ้น

เตรียมห้องนอนให้มีสภาพที่เหมาะสม
อันดับแรกห้องที่เหมาะสมสำหรับการนอน คือต้องเงียบ และมืดสนิท อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการนอนก็คือ 25องศา ที่นอนควรนุ่ม แต่ไม่แอ่นตามการนอน ถ้าอากาศเย็น ควรสวมถุงเท้านอน แต่ถ้าอากาศร้อนควรให้เท้าอยู่นอกผ้าห่มจะช่วยให้หลับสบายขึ้น หากนอนในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศนาน้ำใส่แก้ววางไว้สักแก้ว ช่วยให้อากาศไม่แห้งเกินไป

เลือกท่านอนที่ถูกต้อง
ท่านอนที่เหมาะสมในการพักผ่อนมากที่สุดคือการนอนหงาย เพราะจะไม่มีสิ่งใดกดทับ ทำให้เราสามารถหายใจได้อย่างสะดวก ยกเว้นแต่สตรีมีครรภ์ ท่าที่เหมาะสมคือท่านอนตะแคง เพื่อไม่ให้มดลูกถูกกดทับ

แม้จะมีเคล็ดลับมากมายที่ช่วยให้เราสามารถหลับได้สนิทมากขึ้น แต่วิธีเดียวที่จะทำให้เราหลับได้สนิทตลอดไป คือการที่เราฝึกเข้านอนให้เป็นเวลา ทำทุกอย่างให้เป็นกิจวัตร มิฉะนั้นปัญหาการนอนมาหลับก็จะกลับมาหาคุณ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co…

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ กาแฟเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดปรานของใครหลายๆคน

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ

ดื่มกาแฟอย่างไรไม่เกิดโทษ  การกินกาแฟที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะดื่มเพื่อความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากการทำงาน การเรียน หรือจากการง่วงหงาวหาวนอนในระหว่างวัน จะช่วยลดโทษจากสารเคมีในกาแฟได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพ ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าได้กินกาแฟที่ถูกต้องแบบนี้

1. ควรหมั่นสังเกตตัวเองว่า มีความไวของการตอบสนองต่อปริมาณกาแฟอยู่ที่กี่แก้ว มีอาการอย่างไรบ้าง แล้วหาปริมาณที่เหมาะสมให้กับตัวเอง แต่ร่างกายเรารับปริมาณคาเฟอีนได้ไม่มากเท่าไรนักในแต่ละวัน ดังนั้นผู้ที่ดื่มกาแฟเกินกว่า 3 แก้วต่อวันเป็นประจำ ก็ควรรีบปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์มาดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้วพอ อีกทั้งอย่าลืมว่าร่างกายต้องการน้ำสะอาดมากกว่าน้ำชนิดไหนบนโลกนี้

2. ถ้าเป็นคนค่อนข้างนอนหลับยาก ก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงบ่ายหรือหัวค่ำ ทางที่ดีควรดื่มกาแฟช่วงก่อนเที่ยงจะเป็นการดีที่สุด

3. อย่าดื่มกาแฟเพื่อหวังเป็นตัวช่วยในการหักโหมทำงาน เพราะถึงแม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้จริง แต่สมองของเราก็ต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้บ้าง ไม่เช่นนั้นสมองอาจเบลอๆได้ ทางที่ดีควรดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น เคยดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ก็ให้ลดปริมาณลงเหลือครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น ทั้งนี้กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง

4. อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่างเด็ดขาด เพราะ กาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างฉับพลัน จนทำให้มีความรู้สึกอยากกินจุบจิบทั้งวัน เมื่อเป็นแบบนี้น้ำหนักตัวก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ จึงไม่ดีเลย

5. ควรเติมน้ำผึ้งแทนน้ำตาลหรือสารแทนความหวานจากน้ำตาล สำหรับคนที่ดื่มกาแฟแบบไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่ม จึงใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อสุขภาพทางที่ดีลองเปลี่ยนมาใส่น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะสารแทนความหวานจากน้ำตาลก็มีความเสี่ยงต่อสุขภาพไม่น้อยเลยเช่นกัน

6. หากชอบดื่มกาแฟทุกวันเป็นประจำ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น นม โยเกิร์ต คะน้า บรอกโคลี หรือ ปลาเล็กปลาน้อย เพื่อทดแทน แคลเซียมที่ต้องสูญเสียไปกับปัสสาวะ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน โดยอาจปรับเปลี่ยนวิธีการชง กาแฟ ให้ใส่นมแทนครีมเทียม เป็นต้น

7. ควรเลือกดื่มกาแฟออร์แกนิก หากต้องการดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง ลองดื่มกาแฟออร์แกนิกที่มีการปลูกโดยวิถีธรรมชาติ ปราศจากยาฆ่าแมลงและสารพิษ ปราศจาการแต่งกลิ่นและสังเคราะห์สี ก็จะได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นไปอีก

8. เมื่อดื่มกาแฟแล้วก็อย่าลืมรับประทานผลไม้อย่างเพียงพอด้วย เพราะในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟ จะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น ดังนั้นวิตามินซี อี และบีตาแคโรทีนในผักผลไม้ เช่น กล้วย แตงโม ส้ม ฝรั่งมะเขือเทศ แครอต ผักใบเขียว พวกนี้จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้

9. เติมคุณค่าทางสารอาหารให้กาแฟของคุณ สำหรับกาแฟไม่ได้เติมได้เฉพาะน้ำตาลหรือครีมเทียมเพียงเท่านั้น เพราะยังสามารถเติมความกลมกล่อมเพิ่มรสชาติและประโยชน์ของกาแฟได้ โดยอาจใส่ชินนาม่อนลงไปในแก้ว เพื่อจะได้ช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มวิตามินเคให้กับร่างกาย หรืออาจเติมผงโกโก้เพิ่มความอร่อย แถมยังได้ประโยชน์จาก โปรตีน ธาตุสังกะสี และไฟเบอร์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

10. หลังดื่มกาแฟควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของคาเฟอีนนั่นเอง i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.honestdocs.co…

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก

วิธีฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาแก้ท้องผูก  บางคนแอบอิจฉาเพื่อนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขับถ่าย แถมยังขับถ่ายตรงเวลาสุดๆ ทำให้ไม่เคยต้องมีปัญหาอึดอัดท้องให้เห็น แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณก็สามารถกำหนดเวลาขับถ่ายให้ตรงเวลาได้ง่ายๆ เพียงทำตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทุกเช้า
ก่อนล้มตัวลงนอน เอาขวดน้ำมาตั้งไว้ใกล้ๆ หัวนอน หลังตื่นนอนตอนเช้า ปิดเสียงนาฬิกาปลุกปุ๊บ ก็หันไปคว้าน้ำมาดื่มทันทีอย่างน้อย 1 แก้ว ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัว การดื่มน้ำหลังตื่นนอนช่วยปลุกระบบย่อยอาหารให้เริ่มตื่นตัวเบาๆ รวมไปถึงระบบขับถ่ายก็จะเริ่มตื่นตัวด้วยเช่นกัน การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราแนะนำให้ตื่นเช้าๆ เผื่อเวลาให้ได้ขับถ่ายก่อนออกจากบ้านเล็กน้อยด้วยจะดีที่สุด

เลือกทานอาหารที่มีใยอาหารสูง
ปัญหาการขับถ่ายไม่ปกติมาจากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยสำคัญมาจากอาหารที่เราทานเข้าไปนี่แหละ หากมีกากใยอาหารไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ท้องผูกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นเลือกทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ข้าวกล้องในทุกๆ มื้อ จะช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้นจนไม่ต้องไม่พึ่งตัวช่วยอื่นๆ เลย

เสริมของหวานด้วยนมเปรี้ยว โยเกิร์ต
สำหรับคนที่อยู่ในขันวิกฤติ ต้องการถ่ายด่วนๆ แนะนำนมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ที่มีจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น จะหยิบมาดื่มตั้งแต่เช้า จิบๆ ตอนบ่าย หรือดื่มให้สดชื่นตอนเย็นก็ได้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เอ้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง กระโดดเชือก หรือวิ่งขึ้นลงบันได ก็ช่วยกระตุ้นให้ระบบการทำงานของทุกส่วนในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงระบบขับถ่ายด้วย ไม่เชื่อลองดูสิ ออกกำลังกายเสร็จ อาจจะอยากเข้าห้องน้ำเลยก็ได้

นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา
การพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายแปรปรวน เช่นเดียวกับระบบขับถ่ายที่ทำงานได้ไม่ตรงเวลาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากอยากขับถ่ายให้ตรงเวลา ควรจะทำให้ร่างกายทำเวลาต่างๆ ได้ นอนตรงเวลา ตื่นตรงเวลา ทานอาหารให้ตรงเวลา การขับถ่ายก็จะตรงเวลาไปด้วยแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

 

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี

กินคลีนอย่างไรให้ถูกวิธี กระแสการทานอาหารเพื่อสุขภาพถือว่ามาแรงมากในยุคนี้ บ้างทำเพื่อสุขภาพ บ้างทำเพื่อการดูแลสัดส่วนและรูปร่าง หลายคนรู้จักวิธีการทานอาหารแบบนี้และเรียกกันอย่างติดปากว่าการทานคลีน หรือกินคลีน แต่จากการสำรวจพบหลายคนยังเข้าใจสับสนและนำเสนอเมนูที่เรียกว่าอาหารคลีนยังไม่ถูกต้องซะทีเดียว

ความจริงหากพูดตามตรงการทานคลีนนั้นมีหลายระดับ อยู่ที่เป้าหมายว่าทานเพื่ออะไร โดยไล่ระดับความยากและรายละเอียดต่างๆตามเป้าหมาย คือ ทานเพื่อสุขภาพ ทานเพื่อลดน้ำหนัก ลดไขมัน ทานเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งทั้งสามกลุ่มเป้าหมายนี้จะมีรายละเอียดในการจัดอาหารที่แตกต่างกันออกไปแต่จะมีหลักการใกล้เคียงกัน

หลักการของการทานคลีนโดยทั่วไป
มักเน้นที่การทานอาหารให้หลากหลาย ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน(ดี) ดูแลเรื่องส่วนผสมและวิธีการปรุง หลีกเลี่ยงการทอด ขนมอบ เบอเกอรี่ ของมันๆหวานๆ อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลและเกลือสูง หรือบางกลุ่มหลีกเลี่ยงการทานผลไม้เพื่อลดน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ นอกจากนี้ยังต้องควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ไม่มาก และไม่น้อยจนเกินไป และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤิกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ ร่วมด้วยเช่น การอ่านฉลาก ดูปริมาณให้เหมาะสม ซึ่งถือเป็นข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูปทุกชนิด ปรุงและเตรียมอาหารด้วยตนเอง เป็นต้น

ทานผักผลไม้มากขึ้น
เนื่องจากผักและผลไม้ให้พลังงานต่ำจึงสามารถทานได้ในปริมาณมาก มีเส้นใยสูงช่วยให้อยู่ท้องและช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาติสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

โดยวิธีการนั้นควรเลือกผักและผลไม้สด ซึ่งถ้าหากเป็นผลไม้ควรเลือกทานที่ไม่หวานจัด และควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง ผลไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ สำหรับกลุ่มที่ต้องการผลชัดเจน จะงดการทานผลไม้เพื่อหลีกเลี่ยง และตัดพลังงานจากน้ำตาลแฝงที่มากับผลไม้ ส่วนผัก จะเน้นที่ผักใบเขียวและม่วง คำนวนให้เพียงพอต่อปริมาณคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารต่างๆที่ร่างกายต้องการใช้ต่อวัน ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป โดยปริมาณที่แนะนำต่อวันของผู้ใหญ่อยู่ที่ 2 1/2 – 3 ถ้วยตวงต่อวัน

ลองปรับของว่างจอมอ้วนมาเป็นแครอทหั่นแช่เย็นกรอบๆ หรือเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยสลัด หรือจะฝานมะนาวและใบสะระเน่ลงในน้ำเปล่าเย็นๆดื่มแทนน้ำอัดลมก็ได้

ตัดไขมันอิ่มตัวออกจากมื้ออาหาร
เรื่องของการงดหรือการตัดการรับประทานไขมันนั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าไขมันไม่ได้เลวร้ายไปซะทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องงดไขมัน เพียงแต่ต้องเลือกและงดไขมันชนิดอิ่มตัว และเพิ่มไขมันชนิดดีเข้าไป โดยหลักแล้วไขมันที่แนะนำให้งดคือไขมันที่มาจาก นม เนย ชีส และเนื้อสัตว์บางชนิด โดยไขมันดีที่ยังแนะนำให้รับประทานอยู่คือไขมันที่มาจาก น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เนื้อปลา และถั่วต่างๆ เนื่องจากไขมันเหล่านี้ดีสำหรับหัวใจ และช่วยเพิ่มระดับคอเรสเตอรอลตัวดีอย่าง HDL ในขณะที่ไขมันอิ่มตัวนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดจึงแนะนำให้จำกัดปริมาณ

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาหารไหนมีไขมันอิ่มตัวอยู่สูง? สังเกตุง่ายๆคือ อาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูงนั้นเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิต่ำจะเกิดไขนั้นเอง วิธีง่ายๆในการเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกายอาจเพิ่มถั่วที่อบแบบไม่ใส่เกลือลงในสลัดจานโปรด ใช้เนยถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลแทนแยม หรือครีมชีส หรือใช้ผลอะโวคาโดแทนเนยเป็นต้น

ลด งด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
การลดน้ำหนักด้วยการทานคลีนนั้นจำเป็นจะต้องคลีนถึงเครื่องดื่มต่างๆที่เราดื่มด้วย การดื่มแอลกอฮอลในปริมาณที่พอเหมาะอาจดีต่าสุขภาพ (ประมาณ 1 แก้วต่อวัน(ผู้หญิง)หรือประมาณ 2 แก้วต่อวัน (ผู้ชาย)) มากกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำและจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากกว่าปรกติ

ควบคุมความหวาน
คนทั่วไปชอบรสหวาน เพราะเชื่อว่าความหวานช่วยให้ความสดชื่น ทั้งที่ปริมาณน้ำตาลที่ทานได้ต่อวันนั้นสำหรับผู้หญิงไม่เกิน 4 ช้อนชา และผู้ชายไม่เกิน 6 ช้อนชา ซึ่งในหลักการของการทานคลีนนั้น จำเป็นจะต้องจำกัดการทานของหวานๆ และน้ำตาลลง โดย ลด หรืองด เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ลูกกวาด และขนมอบต่างๆ โดยเฉพาะต้องอ่านฉลากให้ถี่ถ้วนถึงแม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เช่นโยเกิร์ต ซอสมะเขือเทศ ซีเรียล ล้วนแล้วแต่มีการปรุงรสด้วยน้ำตาลทั้งสิ้น เพื่อให้การทานคลีนของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรใส่ใจและระมัดระวังการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหารโดยลดให้ได้มากที่สุด หรืออาจใช้ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นบางครั้งคราว

ปริมาณเกลือก็ต้องใส่ใจ
การรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงได้ โดยปริมาณเกลือที่สามารถทานได้ต่อวันคือ ต้องไม่เกิน 2300 มิลลิกรัม หรือประมาณแค่ 1 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น ซึ่งตัวการหลักของปริมาณเกลือแฝงที่มากเกินไปมาจากอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปส่วนใหญ่จะมีปริมาณเกลือมากกว่าอาหารที่ทำเองในครัวเรือน ดังนั้นการงดหรือลดการทานอาหารแปรรูปอย่าง ลูกชิ้น ใส้กรอก น้ำผลไม้กล่อง ผลไม่แห้ง ผลไม้แช่อิ่ม อาหารหมักดอง อาหารแช่แข็ง บะหมีกึ่งสำเร็จรูป ก็จะช่วยลดปริมาณเกลือแฝงที่มาจากอาหารลงได้ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักอุดมไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล และ สารกันบูด จึงควรหลีกเลี่ยง หากเหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรอ่านฉลากอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน นอกจากนี้หากทำอาหารทาเองควรใช้เกลือและซอสปรุงรสแต่น้อย ปรุงด้วยสมุนไพรและให้รสชาติอ่อนไว้ก่อนจะถือว่าคลีน

เลือกข้าวกล้อง และธัญพืช
เหตุผลหลักในการแนะนำให้เปลี่ยน ไม่ใช่มาจากพลังงานที่ต่ำกว่าข้าวขาวหรือแป้งขาวแต่อย่างใด เพราะพลังงานในข้าวกล้องหรือธัญพืชบางชนิดอาจเท่ากันหรืออาจสูงกว่าข้าวแป้งขาวๆด้วยซ้ำ โดยช้าวกล้องนั้นเป็นข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสีส่วนของจมูกข้าวออกจึงทำให้ข้าวและธัญพืชเหล่านี้มีคุณประโยชน์จากสารอาหารมากมาย และนอกจากนี้การทานข้าวกล้องและธัญพืชจะทำให้ร่างกายมีกระบวนการดึงไปใช้งานที่เป็นไปอย่างช้าๆ สามารถทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แถมยังมีกากใยสูงช่วยให้อิ่มนานอีกด้วย และปริมาณที่ทานข้าวแป้งนี้จะต้องคำนวนให้เพียงพอตามความต้องการของแต่ละบุคคลอีกด้วย ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป เพราะแป้งก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ประโยชน์ที่ร่างกายต้องใช้ในการดำรงค์ชีวิต

อย่าลืมโปรตีน
การทานอาหารแบบคลีนนั้นการเลือกแหล่งโปรตีนเป็นเรื่องสำคัญ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทาน เป็นอันดับหนึ่ง โดยรองลงมาคือ คาร์โบไฮเดรต และ ไขมัน ตามลำดับ ซึ่งวิธีการเลือกแหล่งโปรตีน ควรเลือกโปรตีนที่มีไขมันดี โดยแนะนำให้เป็นอาหารทะเล เช่นเนื้อปลา สำหรับกุ้ง ปลาหมึก และหอย ควรควบคุมปริมาณ หรือ แหล่งโปรตีนไขมันต่ำที่มีราคาพอซื้อหาได้ เช่น อกไก่ ไข่ เนื้อวัวไม่ติดมัน เป็นต้น สำหรับไข่ อาจจะไม่จำเป็นต้องทานเป็นไข่ขาวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทานไข่แดงร่วมด้วยได้ เพียงแต่ยังต้องควบคุมปริมาณไข่แดง และควรคำนวนปริมาณโปรตีนให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการโดยคำนวนได้ง่ายๆคือ ปริมาณโปรตีน 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

หน้าที่หลักของโปรตีนคือ ใช้สังเคราะห์เซลล์ใหม่ รักษาเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป ซึ่งนับว่าเป็นสารอหารที่สำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเลยทีเดียว โปรตีนไม่สามารถสะสมในรูปของตัวโปรตีนได้ ซึ่งเมื่อโปรตีนได้ถูกย่อยและนำไปใช้แล้ว ส่วนที่เกินก็จะถูกแปรสภาพเก็บสะสมในรูปของไขมันไม่สามารถนำกลับมาใช้เป็นโปรตีนเพื่อซ่อมแซม เสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องทานโปรตีนในทุกๆมื้อ ในขณะที่บางมื้อไม่ต้องทานคาร์บ หรือ ไขมันเลยก็ได้ โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลอรี่เท่านั้น

ดูแลเรื่องสัดส่วนของจานอาหาร
จริงอยู่การทานคลีนทำให้เราสามารถลดพลังงานจากอาหารได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อทานคลีนแล้วจะสามารถทานเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ซึ่งการกระทำแบบนี้จะทำให้เราอาจได้รับพลังงานมากเกินกว่าเราต้องการใช้ ถึงแม้ว่าเราจะทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ก็ตาม ทางที่ดีควรจำกัดปริมาณ โดยการชั่งตวง และ แบ่งสัดส่วนจานอาหารให้สมดุลจะดีกว่า ดังนั้นเครื่องมือพื้นฐานของการเปลี่ยน lifestyle มาทานคลีนคือ เครื่องชั่งน้ำหนักอาหาร ช้อนตวง ถ้วยตวง เนื่องจากข้อมูลสารของอาหารที่มีอยู่ทั้งสิ่งพิมพ์และบนอินเตอร์เน็ตจะอ้างอิงจากน้ำหนักวัตถุดิบแทบทั้งสิ้นดังนั้นจึงควรมีเครื่องชั่งตวงวัดเหล่านี้เก็บไว้เพื่อให้การจัดสัดส่วนปริมาณอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.lovefitt.com

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้

สมุนไพรป้องกันมะเร็งลำไส้  สมุนไพร ในปัจจุบันมีมากมายที่ช่วยเรื่องปากท้องของเรา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขับถ่าย เพราะหากมีระบบขับถ่ายไม่ดี ต้องผูกติดต่อกันเป็นเวลานาน ความเจ็บป่วยก็ตามมาแน่นอน เช่น โรคริดสีดวงทวาร หรือเรื้อรัง บ่อยๆเป็นเวลานาน ทำให้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน

ครั้งนี้ขอคัดเน้นๆ กับ 5 สมุนไพรที่กินแล้วช่วยเพิ่มกากใยในระบบขับถ่าย เพราะการกินสมุนไพรหรืออาหารที่มีกากใยมากจะช่วยทำให้อุจาระอ่อนนุ่มลง แถมถ่ายคล่อง หากไกลจากโรคมะร็งลำไส้ และไม่เป็นโรคริดสีดวงอย่างแน่นอน

สมุนไพร

แมงลัก เมล็ดแมงลักมีสารเมือกที่อยู่รอบเมล็ด จะพองตัวเมื่อละลายน้ำ วิธีกิน ก่อนกินให้นำมาแช่น้ำจนพองเต็มที่ก่อน และถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังไม่พองตัวเต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำในลำไส้ เกิดอาการขาดน้ำและอาจทำให้ลำไส้อุดตันได้
เทียนเกล็ดหอย เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มุคุณสมบัติเช่นเดียวกับแมลลัก เพราะมีสารเมือก ช่วยเพิ่มกากใย ทำให้ถ่ายได้ล่องขึ้น ไม่ต้องเบ่ง และนอกจากนี้ยังช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการอาเจียน และวิงเวียนศีรษะด้วย เพราะมีรสยาร้อนสุขุม วิธีกิน ต้องแช่น้ำอุ่นให้พองตัวก่อนเสมอ กินวันละ 5-10 กรัม วันละ 3 ครั้ง
ว่านหางจระเข้ วุ้นของว่านหางจระเข้ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น แถมยังมีคุณสมบัติช่วยเคลือบกระเพาะ เหมาะสำหรับคนทีเป็นโรคกระเพาะด้วยเช่นกัน วิธีกิน การกินวุ้นจากว่านหางจระเข้ ควรล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมดเสียก่อน เพราะหากมียางสีเหลืองติดอยู่อาจทำให้คลายเป็นยาถ่ายอย่างแรงได้ ดังนันควรล้างน้ำให้สะอาด ผ่านน้ำไหลเยอะๆ เพื่อช่วยในการชะล้างพิษ
รำข้าว หรือเปลือกนอกหุ้มเล็ดข้าวกล้อง ด้วยคุณสมบัติที่มีใยอาหารสูง จึงสามารถช่วยลดอาการท้องผูกได้ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว นุ่ม สามารถถ่ายได้คล่อง และนอกจากนี้ยังอุดมด้วยแหล่งวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆมากมาย วิธีกิน นำรำข้าว 5-10 กรัม ชงในน้ำต้มสุก แล้วดื่มวันละ 3 มื้อ หรือ กินรำข้าวในรูปแบบของข้าวกล้องก้ได้เช่นกัน
ลูกพรุน อีกหนึ่งผลไม้ที่ทำให้ระบบขับถ่าย เพิ่มกากใยอุจจาระมากขึ้น เพราะลูกพรุนมีใยอาอาหารหรือไฟเบอร์ทั้งที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ และมีประโยชน์อื่นๆอีกมาย เช่น สารแอนติออกซิแดนท์สูง ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง และอื่นๆอีกมากมาย วิธีกิน แนะนำให้กินลูกพรุนแห้ง เพราะมีใยอาหารมากว่าลูกพรุนสด
นอกจากการกินสมุนไพรข้างต้นแล้ว การดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และขัยถ่ายให้เป็นเวลาก็จะเป็นตัวช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น กินง่าย ถ่ายคล่อง ห่างไกลจาดโรคมะเร็งลำไส้และริดสีดวงทวารได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค

 

สัญญาเตือนก่อนเกิดโรค โรค ที่เราเป็นกันอยู๋ปัจจบัน นั้นเกิดจากอะไร ? และเราสามารถรู้ล่วงหน้าได้หรือไม่ ?

 

ทราบหรือไม่คะว่า… มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกาย ที่อาจเกิดขึ้นแล้วดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่จริงๆ แล้วคือสัญญาณร้าย ที่หากเรามองข้าม อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ได้

วันนี้จึงอยากชวนคุณมาสังเกต สัญญาณของร่างกาย เพื่อประเมินความเสี่ยง หรือความน่าจะเป็น ของโรคที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณได้ดูแลตัวเองเพิ่มเติม หรือเตรียมตัวรับมือความเจ็บป่วย ได้ทันท่วงทีค่ะ

เริ่มจาก 5 อาการต่อไปนี้…

มีเลือดปนมากับอุจจาระ
อาจเป็นอาการเริ่มต้น ของการเป็นริดสีดวงทวาร หรือมีอาการลำไส้อักเสบ ไปจนถึงเป็นสัญญาณ ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด
อาจส่งผลจากภาวะโรคนิ่วในท่อไต หรือกรวยไต อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จนถึงมะเร็งกระเพาะอาหาร

มีเลือดไหลออกจากหัวนม
อาจเป็นสัญญาณ ของอาการเต้านมอักเสบ หรือโรคมะเร็งเต้านม แต่หากมีน้ำนมไหลออกมา กับเลือดด้วย อาจต้องตรวจเรื่องเนื้องอกในสมองเพิ่มเติม

ริมฝีปาก ขอบตา และเล็บมีสีคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณของโรคเลือด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับ การทำงานของตับ

มีก้อนบวมหรือแข็งเป็นไต เกิดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ถ้าก้อนบวมนั้น เป็นก้อนที่เคลื่อนไหวไม่ได้ อาจเป็นก้อน ที่เกิดจากการสะสม ของไขมันในร่างกาย แต่หากก้อนบวม แข็ง และเคลื่อนที่ได้ อาจเป็นผลมาจากโรคพยาธิ

หากหันมาสังเกตตัวเองแล้วพบอาการเหล่านี้ แนะนำให้ทำ 2 อย่างที่สำคัญมาก

1 คือ… อย่าตกใจและคิดแต่ในด้านร้ายค่ะ ให้ตั้งสติ ค่อยๆ พิจารณาความเปลี่ยนแปลงร่วมอื่นๆ ของร่างกาย

 

2 คือ… ให้ไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด จะได้หายสงสัย และหากมีอาการเจ็บป่วย ตั้งแต่น้อยไปหามาก จะได้ดูแลรักษาสุขภาพตนเอง ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

…ขอให้ทุกคนสุขภาพดีกันถ้วนหน้านะคะ

ข้อมูลเรื่อง ” 5 สัญญาณเตือน ก่อนเกิด โรค ” จากคอลัมน์เกร็ดสุขภาพ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 167

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

สำหรับสาวๆ ที่เช็คอินทุกปาร์ตี้ ลิสต์ท่องเที่ยวแน่นสุดพลัง หรือจะกี่ดริงค์หญิงก็สู้ไหว ซึ่งคงไม่ดีแน่หากคุณต้องตื่นมารับมือกับอาการแฮงค์ ผิวหน้าพัง ขอบตาคล้ำช้ำแดง หน้าโทรมจัดเหมือนอดหลับอดนอนมาหลายคืน แต่จะลาป่วยก็ไม่ได้เพราะงานกองโตรอให้เคลียร์ นาทีนี้ผู้หญิงยุค 5.0 อย่างเรามีหรือจะถอดใจ! ในเมื่อปาร์ตี้ก็เร้าใจ ใบหน้าก็อยากให้ดูดีทุกองศา ลองดู 5 เทคนิคจากนี้จะช่วยบูสต์ผิวให้เป๊ะปัง สวยสู้ตายในทุกมิชชั่น ทั้งยังคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย

5-เคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่นเคล็ดลับบูสต์ผิว สวยทันใจวัยรุ่น

 

ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วโตๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะขัดขวางเซลล์ผิวไม่ให้ลำเลียงวิตามินและสารอาหารจำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังยับยั้งการทำงานของวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส จึงทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำ (รองพื้นแล้วหน้าทาไม่เอานะยู) อีกทั้งแอลกอฮอล์ยังขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำ (โบกรองพื้นเท่าไหร่ก็ไม่ติดผิว) การดื่มน้ำสะอาด 2 แก้วทันทีที่ตื่นนอนตอนเช้าจะช่วยบูสต์พลังให้เซลล์ผิวชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็ว แถมยังขับพิษแอลกอฮอล์ตกค้างในร่างกายได้อย่างดี

ใช้คลีนซิ่งลบ ไม่สลบทั้งเมคอัพ
ถึงจะเพลียร่างมากแค่ไหน แต่คุณก็ต้องข่มใจไม่ให้หลับทั้งๆ ที่เมคอัพยังแน่นทุกอณู โดยเฉพาะคนที่แต่งหน้าแบบเน้นดวงตาคู่สวยสุดพลัง คุณต้องมั่นใจว่าเช็ดรอบดวงตาจนสะอาดหมดจด แล้วจริงๆ เพราะเม็ดสีของอายแชโดว์จะซึมสู่ผิวบอบบางรอบดวงตาทำให้ใต้ตาหมองคล้ำ ขณะที่เมคอัพยังอุดตันรูขุมขนให้กว้าง ดังนั้นก่อนเข้าสู่สภาวะทิ้งตัวขอให้ชัวร์ว่าทำความสะอาดผิวหน้าจนปราศจากเครื่องสำอางแล้วจริงๆ ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ล้างหน้าตอนเช้า เพราะผิวจะพังจนยากจะกู้ให้เปล่งประกายได้อย่างรวดเร็ว แถมยังแก่เร็วด้วยนะ

 

อาบน้ำเย็นปลุกผิว
การอาบน้ำอุ่นก่อนนอนเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย ในทางตรงกันข้ามการอาบน้ำเย็นตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบน้ำเหลือง ช่วยบำบัดอาการซึมเศร้า และปลุกร่างกายให้รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที แถมยังช่วยไล่อาการมึนเบลอจากการนอนหลับไม่สนิทอีกด้วย แนะนำให้เลือกครีมอาบน้ำแนวกลิ่นซีทรัสหรือฟรุตตี้จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

 

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
จะผสมลงในโยเกิร์ตเพื่อเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร อีกทั้งโยเกิร์ตยังมีแบคทีเรียดีที่ช่วยลดการอักเสบของผิวได้ด้วย ขณะที่ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่โดยเฉพาะ ‘บลูเบอร์รี่’ เปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยรับมือกับริ้วรอยได้อย่างดี หรือจะมิกซ์ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่กับสลัดผักเป็นมื้อแรกของวันก็บูสต์พลังให้ผิวแข็งแรงและสดชื่นขึ้น อย่าลืมดื่มน้ำส้มหรือน้ำมะนาวเพื่อเพิ่มความรู้สึกสดชื่นคูณสอง

 

เลือกเซรั่มฟื้นคืนความอ่อนเยาว์
ข้อนี้สำคัญสุด! เพราะการบำรุงผิวด้วยเซรั่มที่มีส่วนช่วยในการฟื้นคืนความอ่อนเยาว์และความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า เหมือนเป็นการเพิ่มพลังให้เซลล์ผิวแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ควรบำรุงผิวด้วยเซรั่มเป็นขั้นตอนแรกหลังล้างหน้าจะอีกกี่ปาร์ตี้ กี่ดริ้งค์ หรือตระลุยทุกทริปก็ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ แค่ทำตาม 5 เทคนิคง่ายๆ ที่เราคัดสรรมาให้คุณ เท่านี้คุณก็บูสต์พลังให้ผิวเปล่งประกายกระจ่างใสได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณแหล่งที่มาhttps://goodlifeupdate.com