เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” สาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยในปัจจุบัน

เคล็ดลับกินอย่างไร ห่างไกลโรค “หัวใจ” โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ ได้ถูกอิทธิพลของสังคมตะวันตกเข้าครอบงำ ทำให้นิยมการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งอาหารเหล่านี้มีไขมันในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และไขมันชนิด Trans Fat ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ

เคล็ดลับกินอย่างไร

ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) พบได้ในอาหารประเภท เนย นม ครีม ไข่ เนื้อ สัตว์ปีก ช็อกโกแลต น้ำมันมะพร้าว น้ำมัน ปาล์ม เป็นต้น

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) พบได้มากใน ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม มันปูทะเล ไข่นกกะทา ไข่ปลา เบคอน น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เป็นต้น

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ ไขมันที่ผ่านกระบวนการแปรสภาพจากของเหลวให้เป็นของแข็ง เช่น มาการีน และในธรรมชาติอาจพบในไขมันสัตว์

อาหารที่ไม่ควรบริโภค
– อาหารประเภทเนย มาการีน

– น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว

– เครื่องในสัตว์ทุกชนิด

– เนื้อสัตว์ติดมัน ติดหนัง

– ผักหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการทอด

– วาฟเฟิล โดนัท บิสกิต ขนมเค้ก พาย

– ข้าวโพดอบเนย

– นมสด

– อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผักผลไม้ดองอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิด เครื่องปรุงรสต่างๆ

อาหารที่ควรเลือกรับประทาน

– เลือกดื่มนมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย

– รับประทานไข่ขาว เลี่ยงการทานไข่แดงหรือทานไข่แดงไม่เกิน 3 ฟอง/สัปดาห์

– เลือกทานเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ไม่ติดมัน ไม่ติดหนัง

– เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว เป็นต้น

– รับประทานปลา โดยเฉพาะปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ซึ่งมีไขมันโอเมก้า – 3 มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดและป้องกันภาวะหัวใจวายได้ด้วย

– เลือกทานผักผลไม้หลากสีสัน เนื่องจากมีใยอาหารช่วยลดการดูดซึมไขมัน ป้องกันท้องผูก และช่วยช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

– เลือกทานข้าวหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ขัดสี whole grain ซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหารและวิตามินเกลือแร่หลายชนิด

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้มีความเสี่ยง

ควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในค่าที่กำหนด เช่น
LDL-cholesterol < 100 mg/dl

HDL-cholesterol > 40 mg/dl

ความดันโลหิต ≤ 120/80

ระดับน้ำตาลในเลือด ≤ 100 mg/dl

  1. การควบคุมอาหาร
  2. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  5. ห้ามใช้ยาเสพติดทุกชนิด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข คันขายุบยิบ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข สถาบันประสาทวิทยา

กรมการแพทย์ เผยอาการขาอยู่ไม่สุข รบกวนการนอน ทำให้นอนไม่หลับ

อาการ ขาอยู่ไม่สุข ควบคุมอาการ และทำให้คุณภาพการนอนดีขึ้น ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการและค้นหาสาเหตุก่อนให้การรักษา

อาการขาอยู่ไม่สุข คืออะไร?
นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขหรือโรค Restless legs syndrome (RLS) เป็นอาการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่า มีอะไรมาไต่ที่ขา ยุบๆ ยิบๆ หรือมีอาการกระตุกของขา ซึ่งอาการมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลากลางคืน ช่วงเวลาก่อนนอน หรือเวลานอน ความรู้สึกจะรุนแรงมากจนทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าต้องขยับขา ลุกมาถีบขา ลุกขึ้นมาเดิน เพื่อลดอาการ โดยทั่วไปแล้วมักเกิดขึ้นทุกๆ 20-40 วินาที

อาการ ขาอยู่ไม่สุข

อาการขาอยู่ไม่สุข ทำคุณภาพการนอนแย่
อาการดังกล่าวนับเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องตื่นกลางดึกอยู่บ่อยๆ ความชุกของโรคนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคดังกล่าวไม่แตกต่างกันระหว่างผู้สูงอายุกับคนหนุ่มสาว และมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึงสองเท่าตัว สาเหตุของการเกิดโรคเกิดจากสารเคมีในสมองที่เรียกว่า โดพามีน ลดน้อยลง

ซึ่งเป็นสารเคมี ที่ปกติเซลล์ในสมองสร้างขึ้น แต่จะมีความเจ็บป่วยบางอย่างที่ทำให้โดพามีนน้อยลง เช่น โรคพาร์กินสัน หรือป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ที่ได้รับยาที่ทำให้โดพามีนในร่างกายลดลง หรือระบบรักษาสมดุลของธาตุเหล็กในร่างกายผิดปกติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการขาอยู่ไม่สุขได้

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอาการ และสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว เพื่อตรวจอาการขากระตุก และการถูกปลุกระหว่างการนอนหลับ โดยจะได้รับการประเมินภาวะซีด ภาวะการขาดธาตุเหล็ก การทำงานของไต และระบบประสาท เพื่อหาสาเหตุก่อนเริ่มให้การรักษา

วิธีรักษาอาการขาอยู่ไม่สุข
การรักษากลุ่มโรคเหล่านี้ ยาที่ดีที่สุด คือ ยาที่มีฤทธิ์เพิ่มสารโดพามีนในกระแสเลือด เนื่องจากสามารถลดอาการขากระตุกและการถูกปลุกให้ตื่น และอาจให้ยาเสริมธาตุเหล็กในบางราย จะเห็นได้ว่าเพียงแค่อาการขากระตุกในช่วงเวลานอนส่งผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาได้ ดังนั้น

ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองเป็นประจำ อาการขากระตุกหรือขาอยู่ไม่สุขดังกล่าว เป็นอาการที่ไม่อันตราย แต่จะรบกวนชีวิต ทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง ทำให้นอนไม่หลับ หากมีอาการควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิต คุณภาพการนอนที่ดีขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! เครียดสะสมจากการทำงานควรพบแพทย์ด่วน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! เครียดสะสมจากการทำงานควรพบแพทย์ด่วน

ปวดหัวแบบไหน พาราเซตามอล แอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวดต่างๆ เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาก เพราะไม่ว่าจะปวดหัวแบบไหน มีไข้ไม่สบาย

ปวดหัวแบบไหน หรือเครียดสะสมจากการทำงาน คนไทยก็คว้ายาใส่ปากทานกันได้ง่ายๆ แต่อาการปวดหัวไม่ได้หายกันได้ง่ายๆ แบบนั้นเสมอไป เพราะอาการปวดหัวอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคร้ายอันตรายหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าที่คุณคิด

ปวดหัวแบบไหน

ปวดหัวไม่เหมือนเดิม
เราสามารถสังเกตอาการปวดหัวของเราในแต่ละครั้งได้ว่ามีอาการเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าปกติมักจะปวดหัวตุบๆ ตรงช่วงกลางหน้าผากอยู่บ่อยๆ แต่คราวนี้ดันปวดหัวมากกว่าเดิม และรู้สึกปวดร้าวๆ บริเวณขมับด้านขวาข้างเดียว ปวดมากจนตาพร่า ถือว่าเป็นอาการปวดที่ไม่เหมือนเดิม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอาการที่ผิดปกติได้

ปวดหัวเหมือนเดิม แต่เพิ่มความถี่
อาการปวดหัวสามารถเกิดขึ้นได้บ้างเป็นบางครั้ง ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรมาก แต่หากปวดหัวแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้ปวดหนักมาก แต่ก็ยังถือว่าอาจมีความผิดปกติได้ หากปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดหัวทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งปวดหัวตลอดเวลา น่าจะไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ แล้วล่ะ

ปวดหัวจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก
ตามปกติแล้วเมื่อเราอยู่ในช่วงหลับลึก ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราจะลดลง หากมีอาการบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งอาการปวดต่างๆ ก่อนเข้านอน เมื่อเรานอนจนเข้าสู่ช่วงหลับสนิทแล้ว เราจะไม่รู้สึกถึงอาการเหล่านั้น แต่หากเป็นอาการปวดเฉียบพลันที่ทำให้เราทนไม่ไหว ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก นั่นหมายความว่าเป็นอาการปวดที่ไม่ธรรมดา

ปวดหัว พร้อมอาการข้างเคียงอื่นๆ
หากปวดหัวเพียงอย่างเดียว ทานยาก็หาย แต่ถ้าปวดหัวมากๆ แล้วยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว หน้ามืด แขนขาอ่อนแรง หน้าหรือปากเบี้ยว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดปกติทางประสาท และสมอง

ปวดหัวแล้วทานยาไม่หาย
จากที่เคยคว้าพาราเซตามอลมาทานเม็ดเดียวหาย ก็เริ่มต้องทานเพิ่มเป็น 2 เม็ด หรือเริ่มที่จะต้องเปลี่ยนตัวยาไปพอนสแตน หรือตัวยาอื่นๆ ที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ อย่างที่เคยเป็นแน่นอน อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจกำลังทวีความรุนแรงโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวก็ได้

หากมีอาการปวดหัวที่ผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคร้ายอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประสาท และสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งสมอง และเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้ อย่ารอจนกว่าจะมีอาการปวดมากกว่าเดิมจนถึงขั้นทานยาอะไรก็ไม่หาย เพราะหากมีอาการมากถึงขั้นนั้น วิธีการรักษาก็จะยากมากขึ้น และอาจจะต้องใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นตามไปด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

3 ประโยชน์ ด้านความงามจากไข่ขาว ที่คุณต้องทึ่ง ทำให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย

3 ประโยชน์ ด้านความงามจากไข่ขาว ที่คุณต้องทึ่ง ทำให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย

3 ประโยชน์ ไข่ อาหารประจำบ้านธรรมดา ด้วยราคาแสนถูก แต่อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆมากมายที่ดีต่อสุขภาพ

3 ประโยชน์ นอกจากคุณสมบัติเด่นทางด้านสุขภาพแล้ว ในด้านของความงามไข่ก็มีประโยชน์หลายอย่างเช่นกัน โดยส่วนมากนิยมใช้ไข่ขาวเพื่อผิวสวย ในบทความนี้เราจะบอกถึง 3 คุณประโยชน์เด่นของไข่ขาวด้านความงามที่คุณต้องทึ่ง

3 ประโยชน์

1.ช่วยดีท็อกซ์ผิว ทำให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันเราต้องเจอกับมลภาวะต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจทำให้ผิวของเราอ่อนแอ หมองคล้ำ เกิดริ้วรอย สิว ฝ้าและปัญหาต่างๆอีกมากมาย เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผิว แนะนำใช้ไข่ขาวมาพอกให้ทั่วทั้งใบหน้า แล้วทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง โปรตีนและสารอาหารในไข่ขาวจะช่วยล้างสารพิษตกค้างออกจากใบหน้า และฟื้นฟูสภาพผิวหน้าของเรา ช่วยให้ผิวยกกระชับ รูขุมขนดูเล็กลง ลดรอยดำรอยแดงและริ้วรอยต่างๆ ให้ดูจางลงแถมยังช่วยฟื้นฟูผิวหมองคล้ำให้กระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

2.ลดการเกิดสิว ลดความมันบนใบหน้าช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น

สาวๆที่มีผิวมันจะทำให้หน้าดูหมองคล้ำง่าย นอกจากนั้นความมันบนใบหน้าอาจก่อให้เกิดสิวอุดตันอีกด้วย ทั้งหน้ามันทั้งสิวอุดตันถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงกันเลยทีเดียว แต่ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปเพียงแค่ใช้ ไข่ขาว+ข้าวโอ๊ต โดยนำไข่ขาวกับข้าวโอ๊ตมาผสมกันแล้วพอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สารอาหารในไข่ขาวกับข้าวโอ๊ตจะช่วยปรับสมดุลให้กับผิว ลดความมันบนใบหน้า สูตรนี้อาจผสมน้ำมะนาวหรือน้ำผึ้งเข้าไปด้วยก็ได้ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

3.ใช้เป็นอุปกรณ์สำคัญในการลอกสิวเสี้ยนแบบธรรมชาติ

สิวเสี้ยนที่อยู่รวมกันเยอะแยะมากมายแถวร่องจมูก คางหรือหน้าผาก ซึ่งจะเป้นปัญหาที่ทำให้คุณผู้หญิงหงุดหงิดใจไม่น้อยเลยทีเดียว จะหาซื้อที่ลอกสิวเสี้ยนก็แผ่นเล็กแถมราคาแพงอีก ปัญหานี้แก้ได้ง่ายๆด้วยไข่ขาวแค่ฟองเดียวเท่านั้น เพียงแค่นำไข่ขาวมาพอกตรงจุดที่เราต้องการลอกสิวเสี้ยน จากนั้นนำกระดาษทิชชู่มาวางไว้บนไข่ข่าว รอจนแห้งจากนั้นดึงกระดาษทิชชู่ออกโดยการดึงย้อนรูขุมขนจะช่วยลอกสิวเสี้ยนได้โดยไม่ต้องเปลืองตังค์แถมยังช่วยให้ใบหน้ากระจ่างใสและลดสิวได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 3 ประโยชน์ของไข่ขาวในด้านความงาม ทำตามกันได้ง่ายๆ เลยใช่ไหมคะ นอกจากจะช่วยให้ผิวสุขภาพดี ริ้วรอยลดลงและผิวกระจ่างใสแล้วไข่ยังมีประโยชน์ต่อทั้งเรือนร่างของเราอีกมากมายเห็นประโยชน์เยอะขนาดนี้อย่าลืมหาไข่ติดบ้านไว้ตลอดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผิวหน้ากันเอาไว้ด้วยนะคะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

7 เคล็ดลับดูแลตัวเอง ให้ดูอ่อนเยาว์ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากดูดีดูเด็กอยู่ตลอดเวลา

7 เคล็ดลับดูแลตัวเอง ให้ดูอ่อนเยาว์ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากดูดีดูเด็กอยู่ตลอดเวลา

7 เคล็ดลับดูแลตัวเอง ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากดูดีดูเด็กอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำให้สาวๆ ที่รักสุขภาพ และอยากสวยใสไม่แก่เร็วมาฝาก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ไปลองติดตามกันได้เลย

7 เคล็ดลับดูแลตัวเอง

7 เคล็ดลับดูแลตัวเอง

1. เปลี่ยนวิถีการกิน

ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ต้องดูให้สมดุลกับวัย เพราะเมื่ออายุมากขึ้นอัตราการเผาพลาญภายในร่างกายจะลดลง เพราะฉะนั้นหากทานมากเหมือนช่วงเด็กหรือวัยรุ่น ก็อาจจะส่งผลทำให้อ้วนง่ายขึ้น ที่สำคัญควรงดการทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในช่วงเย็น แต่ให้เลือกทานเป็นผักผลไม้ที่ย่อยง่ายแทนจะดีกว่า

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

การออกกำลังกายไม่จำเป็นจะต้องทำทุกวัน แต่ควรพยายามที่จะออกกำลังอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที แต่หากไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกจริงๆ ให้ใช้เป็นการเดินแทน เช่น เดินขึ้นลงบันได หรือเดินซื้อของตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้เกิดการเผาพลาญบ้าง

3. ดื่มน้ำให้มากๆ

น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์เป็นอย่างมาก และน้ำยังเป็นตัวที่ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้นและไม่แห้งกร้าน โดยการดื่มควรที่จะดื่มวันละ 8 แก้ว และพยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และกาเฟอีน เนื่องจากเครื่องดื่มดังกล่าวไม่มีผลดีต่อสุขภาพ

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

ควรนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง เพราะช่วงที่นอนร่างกายจะทำการซ่อมแซมตัวเอง นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยระบุว่า การนอนหลับเฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเครียด และโรคอ้วน ได้ด้วย

5. ล้างเครื่องสำอางทุกครั้งก่อนเข้านอน

ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน ก็ควรที่จะเจียดเวลาสัก 5-10 นาที เพื่อไปล้างหน้าให้สะอาดก่อนเข้านอน เพราะเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผิวจะทำให้เกิดการอุดตันขึ้นที่ใต้ผิวหนัง ทำให้อาจจะเกิดเป็นสิวและริ้วรอยตามมาในภายหลังได้

6. ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน

เนื่องจากแสงแดดเป็นต้นเหตุของปัญหาผิวหน้าไม่ว่าจะเป็น ปัญหาฝ้า กระ และริ้วรอยเหี่ยวย่น ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นบนผิวหน้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะที่ทำให้สาวๆ ดูหมองคล้ำไม่สดใส และดูแก่ขึ้นได้เช่นกัน

7. หลีกเลี่ยงความเครียด

ความรู้สึกหรืออารมณ์อาจดูเหมือนไม่น่าจะมีส่วนทำให้แก่หรือไม่แก่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่คุณรู้สึกเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี มักจะแสดงออกมาทางสีหน้า ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นพยายามอย่าเครียด พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองให้สบายและอารมณ์ดี

จากทั้ง 7 เคล็ดลับที่ได้กล่าวไปข้างต้น หากสาวๆ คนไหนหมั่นทำตามอย่างสม่ำเสมอ รับรองได้เลยว่า คุณจะดูดีและดูเด็กอยู่ตลอดเวลา หมดห่วงเรื่องริ้วรอยได้เลย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ส่องสไตล์การแต่งหน้า นางแบบคิ้วเป๊ะ Kendall Jenner สุดแซ่บ

ส่องสไตล์การแต่งหน้า นางแบบคิ้วเป๊ะ Kendall Jenner สุดแซ่บ

ส่องสไตล์การแต่งหน้า ถ้าพูดถึงนางแบบระดับโลกอย่าง Kendall Jenner แน่นอนสิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือคิ้วของเธอ เพราะคิ้วของเธอหนา ดำ เรียงตัวสวยเข้ากับรูปหน้าแม้ไม่ได้แต่งเติมอะไร

ส่องสไตล์การแต่งหน้า ซึ่งนี่คงเป็นจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของเธอไปแล้วตอนนี้ เพราะไม่ว่าเธอจะแต่งหน้าลุคไหน สิ่งที่โดดเด่น ทำเอาคนมองไปตามๆ กันก็คือคิ้วของเธอนั่นแหละ

ส่องสไตล์การแต่งหน้า

เมคอัพของเธอก็เช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่บนรันเวย์หรือใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่เธอมักจะทำให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ คือโชว์คิ้วแสนสวยของเธอผ่านภาพเซลฟี่หรือภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งการแต่งหน้าก็จะเน้นไปที่คิ้วและขนตาที่งอนหนา ทำให้สาวๆ ต่างพาอิจฉาตาร้อน อยากจะมีคิ้วปังๆ แบบเธอบ้าง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หน้าเรียวไม่ง้อศัลยกรรม 8 เทคนิคแต่งหน้าให้ดูเรียว ที่สาวๆ คนไหนก็ทำตามได้

หน้าเรียวไม่ง้อศัลยกรรม 8 เทคนิคแต่งหน้าให้ดูเรียว ที่สาวๆ คนไหนก็ทำตามได้

หน้าเรียวไม่ง้อศัลยกรรม ฮัลโล… สาวๆ spice ทุกคน กลับมาเจอกันอีกแล้ว สมัยนี้ใครอยากหน้าเรียล ก็ไปซะ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก สวยได้ทันที แต่!!! มันเจ็บอยู่นะ

หน้าเรียวไม่ง้อศัลยกรรม แล้วถ้าอยากจะหน้าเรียวสวยๆ แบบไม่เจ็บละ….ก็ทำได้อีกแหละ ถ้าอยากจะหน้าเรียวแบบไม่ต้องศัลละก็ สาวๆ ก็แค่หันหน้าเข้าหาเมคอัพเลยจ้า สมัยนี้ เครื่องสำอางเยอะแยะ มีคุณสมบัติมากมายหลากหลาย เพียงแค่รู้วิธี ใช้ให้เป็น หน้าเรียวอยู่ใกล้แค่เอื้อม มาดู 8 ทริคสร้างหน้าเรียวด้วยการแต่งหน้ากันเถอะ ไม่ยากเลย จริงๆ

หน้าเรียวไม่ง้อศัลยกรรม

#1 เขียนคิ้วให้เข้ากับรูปหน้า

การเขียนคิ้วช่วยได้ ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจการแต่งคิ้ว เพราะคิ้วคือมงกุฎของหน้า นอกจากจะทำให้ใบหน้าโดยรวมดูสวยแล้ว ถ้าเลือกรูปทรงคิ้วดีๆ ก็ยังทำให้หน้าดูเรียวเล็กลงได้อีก โดยรูปคิ้วที่จะทำให้ใบหน้าของคุณเรียวเล็กลงได้นั้นต้องเป็นคิ้วที่ไม่บางเกินไป เป็นคิ้วที่ดูชัดเจน โดยสาวๆ ต้องวาดคิ้วให้ยกขึ้นสูงกว่าปกติ และไม่วาดหางคิ้วตกจนเกินไป มันจะช่วยทำให้โครงหน้าเรียวยาวมากขึ้น

#2 หลีกเลี่ยงการทาลิปสติกสีเข็มๆ

หลายคนอาจจะงงว่าทำไมละ การเลือกลิปสติกสีเข้ม รวมถึงทาแน่นๆ เยอะๆ จนริมฝีปากดูอวบอิ่ม จะยิ่งทำให้ใบหน้าของสาวๆ ดูกลมขึ้นไงค่ะ ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนมาเลือกลิปสติกสีธรรมชาติ หรือเนื้อบาง เกลี่ยง่ายๆ แทน เพื่อลดความหนาของปากนะจ๊ะ

#3 ลงบรอนเซอร์สิจ๊ะ

บรอนเซอร์ คือ เครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ทำให้ผิวของเราดูมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น นอกจากจะช่วยในเรื่องของการเบรคความขาวของแป้ง เพื่อให้ดูมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น บรอนเซอร์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยสาวๆ ในเรื่องของการทำวีเซฟบนใบหน้า โดยเริ่มจากการเลือกเฉดสีของบรอนเซอร์ให้เหมาะกับโทนสีผิวของตัวเราเอง ตำแหน่งส่วนใหญ่ที่มักจะลงบรอนเซอร์กัน ก็จะมี บริเวณข้างแก้ม หน้าผาก และใต้คาง สันจมูกเป็นต้น

#4 อย่าลืมไฮไลท์หรือเฉดดิ้งด้วยนะ

อีกหนึ่งเทคนิด คือการไฮไลท์ เฉดดิ้ง หรือการสร้างภาพลวงตาให้โหนกแก้ม โดยจะเน้นปัดเป็นแนวทแยงมุม โดยเริ่มต้นที่บริเวณกึ่งกลางแก้ม แล้วไฮไลท์ขึ้นให้สูงไปที่ปลายหูด้านบน แต่ถ้าไม่มั่นใจว่า กึ่งกลางมันอยู่ตรงไหน ให้ทำท่าดูดแก้มทำปากจู๋ แล้วปัดเหนือขึ้นไป ระหว่างใต้ตาและร่องแก้มที่เราทำปากจู๋ไว้ และการไฮไลท์ลงบริเวณเหนือโหนกแก้ม ยั้ยก็เพื่อให้โครงหน้าชัดขึ้น

#5 เมคอัพในโทน Dark Shade

เมคอัพในโทน Dark Shade คือ เมคอัพในโทนสีเข้มจะช่วยเน้นกรอบหน้าของสาวๆ ให้เด่นขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสาวสายฝอ อยู่แล้วก็จะถูกใจ กับโทนนี้ โดยแนะนำให้เลือกใช้ บรอนเซอร์ หรือรองพื้น Dark Shade ซึ่งแสงสีของความเข้มนั้นจะช่วยให้ใบหน้าดูมีมิติขึ้น แต่สาวๆ ต้องระวังในการใช้บรอนเซอร์ หรือรองพื้นสีเข้มๆ นั้น เพราะถ้าลงหนักไปก็จะดำเป็นปื้น ค่อยๆ ลงที่ละน้อยแล้วใช้แปรงหรือพัฟ เบลนด์ไปเรื่อยๆ นะคะ

#6 ปัดแก้มไปตามสันกราม

โดยปกติแล้ว เวลาที่เรายิ้มแล้วแก้มจะออกใช้มั้ยล่ะ ก็ให้ใช้บลัชออนปัดไปตามสันแก้ม เฉียงขึ้นไปทางใบหูได้เลยน้า วิธีนี้จะทำให้ใบหน้าของเราดูมีมิติ และพรางตาให้แก้มของเราดูเรียวขึ้น และอีกเทคนิคหนึ่งนะคะ ก็คือการใช้บลัชออน 2 สี โดยให้เลือกสีบลัชออนมาแบบเข้มกับอ่อน แล้วปัดสีเข้มลงบนโหนกแก้ม จากนั้นปัดสีอ่อนต่อโดยปัดให้อยู่ใต้สีเข้ม ไม่ได้โมเมนะ วิธีนี้ได้ผมจริงหน้าเรียวพรางแก้วได้นะจ๊ะ

#7 แต่งตาให้ดูโตขึ้น เพื่อให้ดึงดูดสายตา

การแต่งตาก็สำคัญไม่แพ้ ทริคอื่นๆ ยิ่งเราแต่งตาให้ดูกลมโตมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยดึงดูดสายตาจากใบหน้าให้มองที่ดวงตามากขึ้นเท่านั้น เคยได้ยินไหมว่า ดวงตาเป็นน่าต่างของหัวใจ ถ้าตาน่ามอง ก็คงจะมองแต่ตา เพื่อลดการโฟกัสที่กราม ที่แก้มไงจ้า และสาวๆ ควรจะเลือกสีอายแชโดว์โทนสีสว่างแบบมีชิมเมอร์มาใช้ลงสีตา และเน้นเป็นอายแชโโว์สีเข้มบริเวณหางตา จากนั้นก็กรีดด้วยอายไลเนอร์ เป็นอันจบแล้วจ้า

#8 คอนทัวร์สร้างกรอบหน้า

คอนทัวร์คือ เทคนิคการสร้างมิติบนใบหน้าโดยการเพิ่มเงา หรือแก้ไขรูปหน้าโดยการใช้เครื่องสำอางที่สีเข้มกว่าผิว 1-2 เฉด ส่วนใหญ่จะใช้สร้างกรอบหน้า เพื่อให้มีมิติที่ชัดเจน ดังนั้น คอนทัวร์หน้าเรียว คือทริคสำคัญที่ช่วยได้เยอะมากจริงๆ จุดที่นิยมคอนทัวร์ ได้แก่ กรอบหน้า, แนวกราม, ใต้โหนกแก้ม, ข้างจมูก, เหนียง ข้อควรระวังก็เหมืแนการใช้บรอนเซอร์ คือ ระวังอย่าหนักมือไปเดี๋ยวจะดำเปรอะเปื้อนนะจ๊ะ ค่อยๆ ลงที่ละน้อยๆ และเบลนด์ไปเรื่อยๆ นะ รับรองเริ่ด

เห็นมั้ยว่า หน้าสวยเรียวได้ โดยไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องศัลยกรรมเลย เพียงแต่งหน้าเป็น รู้เรื่องเครื่องสำอาง แค่นี้ก็ปั๊วะปังแล้ว ขอให้สนุกกับการแต่งหน้ากันนะจ๊ะ บ๊ายบาย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก อย่างง่ายๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก อย่างง่ายๆ ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก เราได้ยิน เคล็ดลับการลดน้ำหนัก กันมาแล้วมากมาย แต่หลายวิธีการก็อาจไม่ได้ผล รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ได้ เราจึงได้ไปหาเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ทำได้ไม่ยาก

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนักเราได้ยิน เคล็ดลับการลดน้ำหนัก กันมาแล้วมากมาย แต่หลายวิธีการก็อาจไม่ได้ผล รวมถึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ได้ เราจึงได้ไปหาเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ทำได้ไม่ยาก แถมยังได้รับการรับรองจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า สามารถช่วยให้คุณผอมเพรียวได้ดังใจ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกต่างหาก มาอ่านรายละเอียดกันได้เลย

7 เคล็ดลับการลดน้ำหนัก

1. ลดแป้งและน้ำตาล
งานวิจัยชี้ว่า การลดปริมาณแป้งและน้ำตาลในมื้ออาหาร จะทำให้ไม่หิวบ่อย และกินได้น้อยลง นอกจากนี้การลดแป้งและน้ำตาลจะช่วยลดระดับอินซูลินในร่างกายด้วย ซึ่งการที่ร่างกายมีอินซูลินต่ำ จะทำให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบการควบคุมน้ำหนักด้วยกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ กับการกินอาหารไขมันต่ำ พบว่ากลุ่มที่กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก คือกินอาหารที่แทบจะไม่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลเลย สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำ

2. กินโปรตีน
งานวิจัยพบว่า การกินอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถเพิ่มการเผาผลาญได้ 80-100 กิโลแคลอรี่ต่อวัน อาหารที่มีโปรตีนสูงยังช่วยลดความอยากอาหารลงได้ 60% และลดความอยากกินของหวานตอนกลางคืนได้ 50% โปรตีนจะควบคุมการทำงานของฮอร์โมนความหิว หรือฮอร์โมนเกรลิน ทำให้เราอิ่มไว ไม่หิวบ่อย และยังมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ให้ข้อมูลว่า ในวัยผู้ใหญ่ วัยทำงาน การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงในตอนเช้า จะทำให้อิ่มนานหลายชั่วโมง และไม่กินจุบจิบในระหว่างวัน ทำให้ได้รับแคลอรี่น้อยลง ซึ่งส่งผลต่อการลดน้ำหนักของเราด้วย

3. กินผักที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
ผักที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ อย่างเช่น บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม มะเขือเทศ ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ฯลฯ เป็นทั้งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ให้วิตามิน แร่ธาตุ และเส้นใยที่มีส่วนช่วยในการขับถ่าย และดีต่อระบบย่อยอาหาร ถ้าการขับถ่ายดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพ ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น

4. กินไขมันดี
การกินไขมัน ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากอยากลดความอ้วนได้เร็ว สามารถกินไขมันได้ โดยเลือกกินไขมันดี อย่างเช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด นอกจากนี้ การกินอาหารที่มีไขมันต่ำ ควบคู่กับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำเป็น วิธีลดน้ำหนัก อย่างรวดเร็ว

5. ยกน้ำหนัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
ถ้าอยากลดน้ำหนักไว ให้ยกน้ำหนัก เพราะเวลาที่คุณกำลังลดความอ้วน การควบคุมอาหารอาจทำให้การเผาผลาญลดลง เนื่องจากคุณกินอาหารน้อยลง แต่การออกกำลังกายแบบ ยกน้ำหนัก จะช่วยรักษาระดับการเผาผลาญของร่างกายไม่ให้ลดลง แม้ว่าคุณจะควบคุมอาหารอยู่ แต่ถ้ากรณีที่ไม่สามารถยกน้ำหนักได้ ลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ อย่างการเดิน การวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำแทน มากไปกว่านั้นงานวิจัยยังกล่าวว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และช่วยลดน้ำหนัก และมีงานวิจัยที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ช่วยลดไขมันช่องท้องอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นถ้าไม่สะดวกที่จะออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก ก็ให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ จะทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว

6. กินอย่างมีสติ
กินอย่างมีสติ หมายถึงการใส่ใจเวลากินอาหาร การมีสติ รู้ตัวว่าเรากำลังกินอะไร กินที่ไหน จะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว เนื่องจากปัจจุบัน เรามักจะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น กินข้าวไวๆ ในรถ หรือทำงานไปกินไป ไม่ก็กินข้าวหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากินอะไรลงไป จนกินมากเกินไปและอ้วนในที่สุด เทคนิคการกินอย่างมีสติที่แนะนำคือ

หาที่นั่งกินให้เรียบร้อย และกินอาหาร
ไม่ทำอย่างอื่นขณะกิน เช่น ดูทีวี หรือเล่นโทรศัพท์
กินช้าๆ เคี้ยวจนอาหารกลายเป็นเนื้อร่วน เหลว จะช่วยให้ลดน้ำหนักไวขึ้น เพราะกว่าร่างกายจะส่งสัญญาณไปที่สมองว่าอิ่มแล้ว ต้องใช้เวลา การกินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะทำให้อิ่ม แถมยังดีต่อระบบย่อยอาหารด้วย

7. นอนหลับ อย่างมีคุณภาพ

มีงานวิจัยหลายงานวิจัยที่บอกว่าการนอนน้อยกว่า 5-6 ชั่วโมง ทำให้น้ำหนักขึ้น งานวิจัยแนะนำว่า การนอนดึก นอนไม่พอ จะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดี แถมการนอนหลับไม่เพียงพอ ยังทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนเครียด และฮอร์โมนอินซูลิน มากอีกด้วย ซึ่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดจะทำให้ร่างกายรักษาไขมันไว้ ส่งผลให้เผาผลาญไขมันน้อย ดังนั้น จึงควรเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม นอนให้ครบ 7 ชั่วโมง และนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ก็จะช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้เร็ว Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

 …

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ฟักทองเป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนานหลายร้อยปี ถูกนำมาคิดค้นเป็นสูตรอาหารทั้งคาวหวานหลากหลายเมนูที่ชวนลิ้มลอง

ฟักทองลดน้ำหนัก ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างเบต้าแคโรทีนที่อัดแน่นอยู่ภายใน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งเส้นใยอาหารจำนวนมาก มีแคลอรี่ต่ำ จึงกลายเป็นเมนูลดน้ำหนักสำหรับสาวๆ ที่กลัวอ้วนได้เป็นอย่างดี ใครที่อยากรู้ว่าเมนูฟักทองลดน้ำหนักสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอะไรได้บ้าง ลองมาดูไอเดียต่อไปนี้ที่จะช่วยให้สาวๆ เปลี่ยนมื้ออาหารให้อร่อย แถมไม่อ้วนได้อีกด้วยค่ะ

ฟักทองลดน้ำหนัก

เมนูซุปฟักทองสูตรคลีนเว่อร์!

เนื้อฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูง ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้งและเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหากสาวๆ ได้รับประทานฟักทองเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยอาจจะนำฟักทองมาทำเป็นเมนูง่ายๆ เพียงแค่นำเนื้อฟักทองมาปอกเปลือก แล้วหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เมื่อสุกได้ที่แล้วก็นำมาปั่นกับน้ำเปล่าให้ละเอียด จากนั้นนำไปเคี่ยวอีกครั้ง เติมเกลือและน้ำผึ้งเล็กน้อย ก็จะได้เป็นเมนูซุปฟักทองแคลอรี่ต่ำ รสอร่อย และยังทำไม่ยุ่งยาก โดยรสชาติของเมนูนี้จะคล้ายๆ กันการกินฟักทองที่นำไปนึ่ง แต่วิธีนี้จะกินง่ายกว่าและรู้สึกอิ่มท้อง เหมาะสำหรับรับประทานเป็นมื้อเช้า รับรองว่าช่วยให้สาวๆ ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แกงเลียงฟักทอง เมนูคู่ครัวไทย

เมนูแสนอร่อยเรียบง่าย และได้รสชาติความแซ่บแบบไทยๆ กับเมนูแกงเลียงฟักทอง ที่ยังมีส่วนผสมของผักอื่นๆ อีกหลายอย่าง หากต้องการเพิ่มความอิ่มมากขึ้น เน้นเติมเนื้อฟักทองหั่นเข้าไป จะได้รสชาติความหวานนัวกลมกล่อมของรสผัก กินยังไงก็ไม่อ้วน แถมอิ่มท้องอีกด้วย

เมนูฟักทอง ที่ไม่ควรลอง

ฟักทองที่นำไปทอดให้กรอบและมีรสชาติที่แสนอร่อยนั้น เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมาก หากต้องการจะลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ควรงดเมนูนี้ไปได้เลย เนื่องจากฟักทองที่เป็นแบบทอดนั้น จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าเมนูนี้จะต้องมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าฟักทองจะมีประโยชน์ที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็สามารถทำให้สาวๆ อ้วนได้เช่นกัน รวมถึงพวกฟักทองแกงบวช หรือฟักทองเชื่อมที่เป็นขนมหวาน แม้จะมีวัตถุดิบหลักเป็นเนื้อฟักทอง แต่ก็อุดมไปด้วยปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงมากๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า

ด้วยเมนูฟักทองช่วยลดน้ำหนัก กับสูตรการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ราคาประหยัด หากมีวินัยในการกินที่ดีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าหุ่นของสาวๆ จะสวยได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ป่วยเป็น

การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย
ถึงการออกกำลังกายส่งผลต่อดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน
การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ

ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ

กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน

รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้

กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน

หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com