บาดแผลเรื้อรัง ยิ่งปล่อยนานยิ่งอันตราย รู้สาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา

บาดแผลเรื้อรัง ยิ่งปล่อยนานยิ่งอันตราย รู้สาเหตุที่เกิด และวิธีรักษา

บาดแผลเรื้อรัง บาดแผลโดยทั่วไปพบได้ 2 แบบคือ บาดแผลเฉียบพลัน คือแผลที่เกิดขึ้นทันที แผลจะหายได้ไว

บาดแผลเรื้อรัง อีกแบบหนึ่งคือบาดแผลเรื้อรัง คือ บาดแผลที่ไม่สามารถหายตามกระบวนการหายของแผลตามปกติและเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะการรักษาอย่างถูกวิธีมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วยิ่งขึ้น

ระยะการหายของแผลเรื้อรัง
นพ.อรรถ นิติพน ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า กระบวนการหายของแผลเรื้อรัง ต่างจากแผลเฉียบพลัน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 ห้ามเลือดให้เลือดหยุด 1-3 วัน

ระยะที่ 2 ระยะของการอักเสบไม่เกิน 1 สัปดาห์

ระยะที่ 3 ระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ 2-3 สัปดาห์

ระยะที่ 4 ระยะปรับสภาพ

บาดแผลเรื้อรัง

การรักษาแผลเรื้อรัง
สำหรับแผลเรื้อรังในกระบวนการหายของแผลจะอยู่ในช่วงของแผลเฉียบพลันระยะที่ 2 คือ ระยะของการอักเสบแล้วไม่ก้าวผ่านไปเป็นระยะที่ 3 หรือระยะเสริมสร้างเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อใหม่ไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นการรักษาแผลเรื้อรังจึงยากกว่าแผลเฉียบพลัน เพราะต้องแก้ไขสภาวะให้ก้าวผ่านระยะที่เป็นแผลอักเสบไปให้ได้

อีกประเด็นสำคัญคือ สาเหตุที่พบบ่อยของแผลเรื้อรัง อันดับหนึ่งคือ แผลเบาหวาน โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า ถัดมาคือ แผลกดทับ แผลจากหลอดเลือดดำเสื่อม และหลอดเลือดแดงตีบตัน รวมถึงแผลจากอุบัติเหตุ ที่ไม่รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะการดูแลรักษาแผลเรื้อรังนั้นมีความละเอียดซับซ้อน

ต้องแก้ไขสาเหตุของแผลร่วมด้วย นอกจากการรักษาความสะอาดและการทำแผลอย่างถูกวิธี รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะแล้ว ยังมีเครื่องมือ เทคโนโลยีการรักษาเข้ามาช่วยลดผลกระทบของบาดแผลให้แผลหายได้ในเร็ววัน ซึ่งต้องรักษาโดยทีมแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ เพื่อการวินิจฉัยได้ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละกรณี

แผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน
แผลเบาหวาน ควรดูแลให้ดีก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคแทรกซ้อน แต่ยังหมายถึงโอกาสในการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่น่าเป็นห่วงคือ หากผู้ป่วยเบาหวานมีบาดแผลอาจติดเชื้อลุกลามได้ง่ายและหายยาก

ควรใส่ใจดูแลบาดแผลอย่าละเลยอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้แผลเบาหวานเป็นบาดแผลเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีไขมันที่ไม่ย่อยสลายไปจับกับเส้นเลือดส่งผลให้เส้นเลือดตีบและแข็งเกิดการอุดตันในที่สุด ทำให้แผลหายยากเพราะไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง

นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยโรคเบาหวานระบบประสาทรับความรู้สึกเสื่อม รับความรู้สึกได้น้อยลงหรือไม่ได้เลย ทำให้เท้าชา ไม่รู้สึกเจ็บ จึงทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเบาหวานมีแผลกว่าจะรู้ตัวแผลก็ลุกลามไปมากแล้ว อีกทั้งการที่ระบบประสาทสั่งการผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เท้าผิดรูป เท้าบิดเบี้ยว เนื้อบริเวณปุ่มกระดูกบางแห่งต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น เกิดเป็นแผลได้เช่นกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแผลเบาหวานส่วนใหญ่เกิดที่เท้า เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานมีเส้นเลือดตีบและอาการเสื่อมของระบบประสาทรับความรู้สึกส่วนปลายทำให้เกิดอาการชาเมื่อเป็นแผลที่เท้าในช่วงแรกมักไม่รู้สึก จนเมื่อบาดแผลรุนแรงทำให้รักษายาก หายช้าจนถึงขั้นร้ายแรงถึงขั้นตัดเท้า ย้ำว่า อันตรายของแผลเบาหวานนั้นคือปัญหาเรื้อรังรักษายาก

ยิ่งถ้าคนไข้ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดีก็จะหายยาก แผลหายยาก หายช้า หรืออาจไม่หายก็เป็นได้ กลไกการต่อสู้กับเชื้อโรคบกพร่อง เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อีกทั้งมีโอกาสเกิดเนื้อตายจากเส้นเลือดแดงส่วนปลายตีบนำไปสู่การสูญเสียนิ้วหรือขาได้

แผลเรื้อรังจากอุบัติเหตุ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ แผลจากอุบัติเหตุ การดูแลรักษาบาดแผลที่บาดเจ็บจากความร้อน ไม่ว่าจะเป็นแผลไฟไหม้ ไฟคลอก น้ำร้อนลวก ไฟฟ้าช๊อต ฟ้าผ่า ภยันตรายจากการสูดควันร้อน ภยันตรายจากสารเคมี บาดแผลไฟไหม้ที่ถือว่าหนักที่สุดคือ แผลไหม้พื้นผิวร่างกายมากกว่า 20% เนื่องจากเนื้อเยื่อที่โดนความร้อนเซลล์จะตาย

จึงต้องลดความร้อนให้เร็วที่สุดภายใน 15 นาทีแรก เพราะยิ่งลดความร้อนได้เร็วที่สุด เนื้อเยื่อหรือเซลล์อาจจะรอดตายได้ หากเป็นกรณีโดนสารเคมีรุนแรงจะเป็นอันตรายมาก ส่วนใหญ่ต้องเข้ารับการรักษาในไอซียูโดยทันที

เป้าหมายของการดูแลรักษาแผลไฟไหม้ สิ่งสำคัญคือ ควบคุมการไหลของเลือด กำจัดวัสดุแปลกปลอมอันจะเป็นสาเหตุการติดเชื้อ กำจัดเนื้อตายและหนอง ปรับสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อการหายของแผล เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรดด่าง ป้องกันแผลจากอันตราย เช่น การกระแทก เชื้อโรค เป็นต้น

เพราะไม่มีใครอยากได้รับบาดเจ็บในชีวิตประจำวัน แต่หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดแล้วเกิดบาดแผลรุนแรงในระดับที่ต้องนำส่งโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลแบบใดก็ตาม จะช่วยเยียวยาบาดแผลให้ดีขึ้นและพร้อมสำหรับการรักษาอย่างถูกวิธีกับแพทย์ต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

สูตรหน้าใสแบบประหยัด แต่ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาดพลาดไม่ได้ก็จริง

สูตรหน้าใสแบบประหยัด แต่ให้ผลลัพธ์ดีเกินคาดพลาดไม่ได้ก็จริง

สูตรหน้าใสแบบประหยัด เรื่องความสวยความงามเป็นสิ่งที่สาวๆ พลาดไม่ได้ก็จริง แต่ในปัจจุบันการจะทำให้ตัวเองออกมาสวยดูดี ก็มีแต่โฆษณาจากร้านคลินิกเสริมความงามมากมาย

สูตรหน้าใสแบบประหยัด ที่พร้อมจะฉุดกระชากเงินในกระเป๋าให้เกลี้ยงได้ภายในพริบตา การดูแลผิวหน้าตัวเองส่วนใหญ่ในโลกสมัยนี้ จึงมักถูกเลือกใช้สถานเสริมความงามเหล่านี้เป็นคนจัดการให้ทุกอย่าง ใครงบน้อยก็ดูเหมือนจะหมดหวัง เพราะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการดูแลผิวหน้าด้วยสูตรหน้าใสด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด เอาเป็นว่าสาวๆ คนไหนอยากประหยัดงบ ลองมาดู 3 เคล็ดลับแนะนำต่อไปนี้ บอกเลยว่าลืมคลินิกเสริมความงามไปได้เลยค่ะ

สูตรหน้าใสแบบประหยัด

1.อบไอน้ำให้กับผิวหน้า
นอกจากการอบไอน้ำให้กับผม เพื่อช่วยให้ผมดูมีน้ำหนักและเงางามมากขึ้น การอบไอน้ำผิวหน้าก็ทำได้เช่นกัน แถมไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ไฮเทคอย่างที่คิด เพราะอุปกรณ์ในครัวเรือนที่หาได้ทั่วไปนี่แหละเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยม โดยเริ่มจากการนำผ้าขนหนูไปชุบน้ำร้อนให้ทั่วทั้งผืน แล้วบิดผ้าให้หมาดๆ จากนั้นนำมาวางบนใบหน้า ทิ้งไว้จนกว่าผ้าจะเย็นลงจึงค่อยนำออกจากใบหน้า

เสร็จแล้วก็ทำความสะอาดใบหน้าตามปกติ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้รูขุมขนเปิดออก จากนั้นสาวๆ ก็จะสามารถขจัดสิ่งสกปรกบนใบหน้าให้ออกไปได้อย่างง่ายดาย ผิวหน้าจึงสะอาดได้อย่างล้ำลึกและรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แปลงโฉมสู่ผิวสวย และได้สปาแบบราคาประหยัดในบ้านของตัวเองไปในตัวอีกด้วย

2.ใช้ไข่ขาวพอกหน้า
นอกจากการทำความสะอาดใบหน้าแล้ว การนำไข่ขาวมาพอกหน้าก็สามารถช่วยให้ใบหน้าดูสะอาดยิ่งขึ้นได้ เนื่องจากไข่ขาวนั้นจะช่วยจำกัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังช่วยบำรุงผิวได้ด้วยวิตามินที่อยู่ภายในเนื้อไข่เหลวๆ เหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผิวหน้ามีความเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น ขั้นตอนการทำนั้นง่ายนิดเดียว เพียงแค่นำไข่ขามมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เท่านี้ผิวก็จะดูเนียนใส ลดจุดด่างดำและกำจัดสิวไปในตัวอีกด้วย

3.มาสก์หน้าเป็นประจำ
การมาสก์หน้าเป็นวิธีการบำรุงผิวที่ทำได้ง่ายมากๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์มาร์กหน้าให้เลือกใช้มากมาย แต่รู้ไหมว่าวัตถุดิบที่มีอยู่ในครัวก็สามารถมาร์กหน้าได้เป็นอย่างดี ไม่แตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์ราคาแพง เพียงแค่นำแตงกวา หรือมะเขือเทศสด มาหั่นเป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำมาวางให้ทั่วใบหน้า

หรือจะนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปปั่นให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบนใบหน้าก็ได้ ซึ่งจะช่วยบำรุงและปกป้องผิวด้วยสารอาหารจากธรรมชาติที่ซึบซาบเข้าสู่เซลล์โดยตรง รับรองเลยว่าทำเป็นประจำเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผิวหน้าหมองคล้ำให้ดูใสแบบไม่กระทบเงินในกระเป๋าแน่นอน

ใครอยากลองเอาสูตรเหน่านี้ไปใช้สำหรับดูแลผิวหน้า สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับสภาพผิวของตัวเอง พร้อมดูแลผิวหน้าใสในราคาสุดประหยัด แล้วสาวๆ จะสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ครอบแก้ว การรักษาอาการปวดเมื่อยด้วยการครอบแก้ว (cupping) ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นศาสตร์จากแพทย์แผนจีนที่มีกันมาแต่ช้านาน

ครอบแก้ว และคนไทยหลายคนก็คุ้นเคยกันดีอยู่ ส่วนใหญ่จะใช้รักษาอาการปวดเมื่อย หรืออาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าที่จะถึงขั้นรักษาโรคร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม การครอบแก้วสุญญากาศเฉยๆ จนเห็นผิวหนังเป็นจ้ำเลือด เวลาผ่านไปสักพักก็จะหายไปได้เองนั้น ยังไม่น่ากลัวเท่ากับอีกวิธีหนึ่ง คือการใช้เข็มแทงเบาๆ ที่ผิวหนัง แล้วให้แก้วสุญญากาศครอบทับ จนเลือดไหลออกมาจากรูเข็มเหล่านั้น ตามศาสตร์แพทย์จีนเรียกว่าการ “ปล่อยเลือด”

ครอบแก้ว

แทงเข็ม ปล่อยเลือด ได้ผลจริง หรืออันตราย?

ก่อนอื่นต้องแยกกันก่อนว่า ทางศาสตร์ของแพทย์จีน มีวิธีการรักษาอาการ หรือโรคต่างๆ หลายวิธี มีทั้งการทานยา ฝังเข็ม ครอบแก้ว ปล่อยเลือด และอีกมากมาย ปกติแล้ววิธีการรักษาแบบครอบแก้ว

กับการปล่อยเลือด จะแยกกัน กล่าวคือหลายคนสามารถใช้แค่วิธีครอบแก้วเฉยๆ โดยไม่ต้องโดนเข็มทิ่ม แล้วดูดเลือดออกก็ได้ แต่กับผู้ป่วยบางคน (ย้ำ ว่าบางคนเท่านั้น) ที่แพทย์ลงความเห็นว่า ต้องทำการปล่อยเลือดร่วมด้วย จึงใช้วิธีแทงเข็มที่ผิวหนัง แล้วครอบแก้วเพื่อเป็นการปล่อยเลือดออก

ดูดเลือดเสีย เลือดชั่วออกมา?

เลือดที่ถูกดูดออกมา ไม่ใช่เลือดเสีย เลือดชั่ว หรือเลือดสกปรกแต่อย่างใด การปล่อยเลือดออกมาส่วนหนึ่ง เป็นการรักษาโดยยึดหลักของแพทย์แผนจีน ที่เห็นว่า การไหลเวียนลมปราณ และเลือดในร่างกาย ควบคุมสุขภาพส่วนหนึ่งของมนุษย์ หากเลือดในร่างกายไหลเวียนติดขัด มีปัญหา หรือมีเลือดไปคั่งในบริเวณใดบริเวณหนึ่งมากๆ การเอาเลือดในส่วนนั้นๆ ออกส่วนหนึ่ง ก็จะทำให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ปริมาณของเลือดที่เอาออก มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการที่เป็น และดุลยพินิจของแพทย์แผนจีนท่านนั้นๆ

ผู้ป่วยที่ต้องทำการปล่อยเลือด

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องรับการรักษาด้วยวิธีปล่อยเลือด โดยเฉพาะการปล่อยเลือดเป็นวิธีที่ใช้เพื่อการระบายเลือดออกแบบแรง เปรียบเทียบเหมือนกับการทานยาถ่ายแรงๆ เมื่อมีอาการท้องผูกหนักมาก แทนที่จะเลือกวิธีทานผลไม้อย่างมะขาม หรือมะละกอ ผู้ป่วยที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ จะต้องได้รับการวินิจฉันจากแพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิล์ปอย่างถูกต้องเท่านั้น

ปล่อยเลือด อันตราย?

เมื่อเป็นวิธีที่ไม่ใช้กับผู้ป่วยทุกคนพร่ำเพรื่อ เพราะต้องอาศัยความชำนาญในการให้การรักษาอย่างถูกวิธี อุปกรณ์ และสถานที่ที่ให้การรักษาต้องสะอาด สว่าง ได้มาตรฐาน

ดังนั้นหากเข้ารับการรักษากับคนที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ สาขาวิชาแพทย์แผนจีน ก็อาจมีความเสี่ยงในหลายๆ ด้าน ทั้งการรักษาที่ไม่ถูกวิธี อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการติดเชื้อจากแผลหลังการทำการรักษา

หากไม่แน่ใจว่าสถานประกอบการ หรือคลินิก สปา ใดๆ ก็ตามที่ควรเข้ารับการรักษาด้วยวิธีครอบแก้ว ปล่อยเลือด หรือซ่าตร์แพทย์แผนจีนอื่นๆ ได้รับการรับรองว่าถูกต้อง

ได้มาตรฐาน และให้การรักษาโดยแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิล์ปจริงหรือไม่ สามารถสอบถามได้จากสาธารณสุขที่รับผิดชอบในพื้นที่เขตนั้นๆ ค่ะ

อนึ่ง การครอบแก้ว ปล่อยเลือด ไม่มีผลทางการรักษาโรคร้ายแรงอย่าง มะเร็ง แต่อย่างใด โรคไหนๆ ที่สามารถรักษาหายขาดได้ 100% จากแพทย์แผนปัจจุบัน ก็ควรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกับแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่าค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ! ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับไข้หวัดใหญ่

ไขข้อสงสัย ทุกคนน่าจะเคยเป็นไข้หวัดกันมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยเป็นไข้หวัดใหญ่ แถมไข้หวัดใหญ่ยังอันตรายมากกว่าไข้หวัดธรรมดาหลายเท่า

ไขข้อสงสัย นอกจากจะอาการหนักกว่า หายยากกว่าแล้ว ยังมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจคร่าชีวิตคนได้ทุกเมื่อ แล้วเมื่อไรที่เราจะรู้ว่านี่เราเป็นไข้หวัดธรรมดา หรือเราเป็นไข้หวัดใหญ่ เมื่อไรที่เราซื้อยาทานเองได้ เมื่อไรที่เราต้องหาหมออย่างเดียว Sanook! Health มีวิธีสังเกตง่ายๆ มาฝากค่ะ

ไขข้อสงสัย

1. อาการไข้
ไข้หวัดธรรมดา – เป็นไข้ต่ำๆ ทานยาลดไข้ 1-2 วันก็หาย และไม่กลับมามีไข้อีก

ไข้หวัดใหญ่ – เป็นไข้สูง และนานกว่า 3-4 วันขึ้นไป ไข้ลดเฉพาะเมื่อทานยาลดไข้เท่านั้น

2. ปวดศีรษะ
ไข้หวัดธรรมดา – อาจปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย หรืออาจไม่มีอาการปวดเลย

ไข้หวัดใหญ่ – อาจปวดศีรษะมากกว่าปกติ

3. ปวดเมื่อยตามตัว
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการปวดเมื่อยตามตัวเพียงเล็กน้อย

ไข้หวัดใหญ่ – ปวดเมื่อยตามตัวมาก

4. อ่อนเพลีย
ไข้หวัดธรรมดา – มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย และไม่นานเพียง 1-2 วัน

ไข้หวัดใหญ่ – อ่อนเพลียมาก อาจมีอาการยาวนานเป็นสัปดาห์ได้

5. อาการไอ
ไข้หวัดธรรมดา – ไอไม่มาก ไอแห้งๆ

ไข้หวัดใหญ่ – ไอหนัก ไอบ่อย และมีเสมหะเหนียวข้น

6. น้ำมูก
ไข้หวัดธรรมดา – น้ำมูกใส เหลว หรืออาจไม่มีน้ำมูกก็ได้

ไข้หวัดใหญ่ – น้ำมูกข้น เหนียว

7. เจ็บคอ
ไข้หวัดธรรมดา – พบอาการเจ็บคอได้บ่อยในช่วงแรกๆ ที่เป็น

ไข้หวัดใหญ่ – อาจไม่พบอาการเจ็บคอ หรือพบได้น้อยมาก

8. โรคแทรกซ้อน
ไข้หวัดธรรมดา – ไซนัส หรือหูอักเสบ

ไข้หวัดใหญ่ – หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม

9. การรักษา
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้เพียงทานยารักษาตามอาการเท่านั้น

ไข้หวัดใหญ่ – ให้ยา Amantadine หรือ Rimantadine หลังจากตรวจพบอาการภายใน 1-2 วัน

10. การป้องกัน
ไข้หวัดธรรมดา – ไม่มีวิธีป้องกันโดยตรง

ไข้หวัดใหญ่ – มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

อย่างไรก็ตาม วิธีหลีกเลี่ยงอาการเป็นไข้หวัดไม่ว่าจะชนิดใด คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูงๆ) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ชีวิตก็ห่างไกลจากไข้หวัดได้ง่ายๆ แล้วล่ะค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

บริจาคเลือด กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

บริจาคเลือด กับประโยชน์สุขภาพที่คุณอาจคาดไม่ถึง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

บริจาคเลือด ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ หากสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณสมบัติตรงตามที่ศูนย์รับบริจาคโลหิตต้องการ

บริจาคเลือด ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ หากสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง และมีคุณสมบัติตรงตามที่ศูนย์รับบริจาคโลหิตต้องการ เช่น มีอายุระหว่าง 17-70 ปีบริบูรณ์ มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป ก็สามารถบริจาคเลือดได้ ผู้บริจาคเลือดไม่เพียงจะได้รับความสุขจากการให้ แต่ยังได้รับประโยชน์สุขภาพอีกมากมายที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง

บริจาคเลือด

ประโยชน์ดีๆ ที่ได้จากการบริจาคเลือด

ช่วยเผาผลาญแคลอรี

การบริจาคเลือดอาจเหมือนแค่นอนนิ่ง ๆ แต่จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า การบริจาคเลือดครั้งละ 450 มิลลิลิตรสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 650 กิโลแคลอรี แม้การบริจาคเลือดแต่ละครั้ง จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะลดน้ำหนัก ด้วยการโหมบริจาคเลือดได้ เพราะคุณสามารถบริจาคเลือดได้ทุก 3 เดือน โดยต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วย

ช่วยป้องกันภาวะเหล็กเกิน

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่หากมีธาตุเหล็กสะสมอยู่ภายในร่างกายมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะเหล็กเกิน (hemochromatosis) คือ ธาตุเหล็กไปเกาะอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ หัวใจ ไต ส่งผลให้เป็นโรคอย่าง ตับแข็ง เบาหวาน ข้ออักเสบ เป็นต้น ซึ่งการบริจาคเลือดจะทำให้ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายน้อยลง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเหล็กเกินได้

ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

จากการศึกษาพบว่า การบริจาคเลือดเป็นประจำติดต่อกันนานหลายปี จะช่วยลดความเข้มข้นของเลือด และระดับธาตุเหล็กในร่างกาย จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหัวใจวายได้ถึง 88% และลดความเสี่ยงของการเกิดอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจชนิดรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 33%

ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

การบริจาคเลือดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากมีธาตุเหล็กสูงเกินไป เช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำคอได้ โดยยิ่งบริจาคเลือดบ่อย ความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งก็จะยิ่งลดลง

กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดใหม่

ภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากบริจาคเลือด ไขกระดูกจะถูกกระตุ้นให้จะสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ขึ้นมาทดแทนเลือดที่เสียไป และเม็ดเลือดแดงของคุณจะกลับมามีปริมาณเท่าเดิม ภายในเวลา 60 วัน อีกทั้งกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่นี้ ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี สุขภาพจึงแข็งแรงขึ้นด้วย

ได้ตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรี

ก่อนจะบริจาคเลือดได้ ผู้ประสงค์จะบริจาคเลือดต้องผ่านการตรวจร่างกายเบื้องต้น เช่น การวัดความดันโลหิต การตรวจความเข้มข้นของเลือด รวมไปถึงการซักประวัติด้านสุขภาพ หากผลการตรวจเบื้องต้นผ่านเกณฑ์ และแพทย์ลงความเห็นว่าสุขภาพแข็งแรง จึงจะสามารถบริจาคเลือดได้ อีกทั้งเลือดที่คุณบริจาคจะต้องผ่านการตรวจหาความผิดปกติ เช่น เชื้อไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส ก่อนเก็บไว้เป็นเลือดสำรอง จึงถือว่าคุณได้ตรวจโรคดังกล่าวไปด้วยแบบฟรีๆ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดหลังบริจาคเลือด

หลังจากบริจาคเลือด คุณอาจรู้สึกคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลม จึงควรนอนพักโดยยกเท้าให้สูงกว่าศีรษะสัก 5 นาทีก่อนลุกจากเตียงบริจาค บางคนอาจมีเลือดไหล หรือเกิดรอยช้ำบริเวณรอยเข็มได้เป็นเรื่องปกติ หลังจากบริจาคเลือด อย่าลืมกินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม ข้าวเสริมธาตุเหล็ก แครอท เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับธาตุเหล็กในร่างกายต่ำเกินไป และหากคุณมีอาการดังนี้ติดต่อกันนานเกิน 3 วัน ควรติดต่อศูนย์บริจาคโลหิตทันที

  • พักผ่อน กินข้าว ดื่มน้ำแล้วก็ยังวิงเวียน คลื่นไส้ หน้ามืด
  • เลือดไหลจากรอยเข็มไม่หยุด
  • แขนเป็นเหน็บชา หรือปวดแขน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง “อัมพฤกษ์ อัมพาต”

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง “อัมพฤกษ์ อัมพาต”

สัญญาณเตือนภัย โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้เกิดอาการ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชาที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด

สัญญาณเตือนภัย ถือเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดคือโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณร้อยละ 75 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด

โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากการหนาตัวจนเกิดการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและควบคุมได้ไม่ดี เช่น ภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจะมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

สัญญาณเตือนภัย

โรคหลอดเลือดสมองแตก ถึงแม้จะพบน้อยกว่าโรคหลอดเลือดสมองตีบ แต่มีความรุนแรงมากกว่าโดยพบโรคหลอดเลือดสมองแตกประมาณร้อยละ 30 อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีการแตกของหลอดเลือด และตำแหน่งที่ลิ่มเลือดอยู่ โดยอาจจะมีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของผนังหลอดเลือดทำให้มีหลอดเลือดโป่งพองจนเกิดการแตก

เมื่อมีเลือดออกในสมอง จะทำให้เกิดการกดเบียดเนื้อสมองข้างเคียง หรือทำให้การไหลเวียนเลือดในสมองผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับอาการเส้นเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่อาจจะมีอาการมากกว่า ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง ความรู้สึกตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากรักษาช้า อัตราความพิการหรือเสียชีวิตก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ

 

โรคอัมพฤกษ์ อัมพาตสามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และสังเกตอาการโดยใช้วิธีการจดจำอย่างง่ายจากอักษรย่อ “F.A.S.T.”

F = Face มุมปากตกหนึ่งข้างเวลาอยุ่เฉยๆหรือเวลายิ้ม

A = Arms ยกแขนไม่ขึ้นหรืออ่อนแรง 1 ข้าง

S = Speech ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือฟังไม่รู้เรื่อง

T = time ผู้มีอาการดังกล่าวต้องรีบไปโรงพยาบาลภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่งหรือโดยเร็วที่สุด เพราะการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงของความพิการที่อาจจะเกิดขึ้นและรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้

ทั้งนี้ หากมีอาการดังกล่าวสามารถโทรสายด่วน 1669 ให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศนอกจากนี้ ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และเพิ่มผักผลไม้ ควบคุมนํ้าหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมออกกำลังกายอย่างสมํ่าเสมอ งดลดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และการตรวจสุขภาพประจำปี

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น กับอันตรายก่อโรคที่เราอาจไม่ทันระวัง

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น กับอันตรายก่อโรคที่เราอาจไม่ทันระวัง

เสื้อผ้ามือสอง อากาศที่เริ่มหนาวเย็น ประชาชนบางส่วนอาจมองหาเสื้อผ้ากันหนาวราคาย่อมเยาอย่าง แต่เสื้อผ้าเหล่านี้แฝงอันตรายที่เราไม่ทันได้คาดคิดอยู่ด้วย

เสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าเหล่านี้แฝงอันตรายที่เราไม่ทันได้คาดคิดอยู่ด้วย นายแพทย์ยุทธชัย ตรีสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดนครพนมเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งโรคภัยที่เกิดขึ้นในช่วงนี้คือไข้หวัด ปัจจุบันมีผู้มารับบริการเกี่ยวกับไข้หวัดค่อยข้างจะมาก

ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้ารักษาตนเองไม่ดี จากไข้หวัดอาจะกลายเป็นโรคปอดบวม ซึ่งในปัจจุบันโรคปอดบวมมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ อีกอย่างที่สำคัญก็คือการเลือกเสื้อผ้ามาทำความอบอุ่นให้ร่างกาย ก็ขอฝากเตือนไปยังทุกท่านเกี่ยวกับการเลือกเสื้อผ้ามือสอง ที่อาจจะมีปัญหา มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับเสื้อผ้าได้ เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส

เสื้อผ้ามือสอง

อันตรายจาก “เสื้อผ้ามือสอง”

แพทย์หญิง ฐิตา ทวีกุล แพทย์ผิวหนังประจำโรงพยาบาลนครพนม เปิดเผยว่า สิ่งที่จะมาปนกับเสื้อผ้ามือสองในทางผิวหนังของเราก็อาจจะมี 3 ประเด็น ประกอบด้วย

  1. โรคติดเชื้อทางผิวหนัง เช่น โรคกลาก เกลื้อน โรคหิด
  2. โรคภูมิแพ้ เพราะในเสื้อผ้าที่เป็นเสื้อผ้าเก่าๆ เป็นเสื้อผ้ามือสอง จะมีไรฝุ่น ทำให้คนที่มีภาวะภูมิแพ้ผิวหนัง กระตุ้นให้เกิดอาการได้
  3. พาหะนำโรคต่างๆ ในเสื้อผ้าที่อาจจะได้มาแล้วไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เช่น ไร ตัวเลือด พวกเห็บ พวกหมัด หิดหรือเห่า หรือโลน เป็นต้น เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่มากับเสื้อผ้าแบบนี้จะทำให้เกิดอาการทางผื่น

วิธีทำความสะอาดเสื้อผ้ามือสองที่ถูกต้อง

  1. การดูแลความสะอาดเบื้องต้นของเสื้อผ้าที่ได้รับมาก็มีวิธีการคร่าวๆในการดูแล 2-3 วิธี คือ
  2. ต้องทำความสะอาดเหมือนซักผ้าปกติ ด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้า
  3. ทำความสะอาดด้วยน้ำที่เป็นน้ำร้อนอย่างน้อยอุณหภูมิ 60 องศา แช่ไว้อย่างน้อย 20 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง จะเป็นการช่วยกำจัดพวกหิด เหาที่จะติดมาได้
  4. กรณีที่เราไม่แน่ใจว่าเขาทำความสะอาดหรือเปล่า เราก็สามารถปิดปากถุงพลาสติกไว้อย่างน้อย 5-7 วัน เพื่อให้ตัวเชื้อโรคนั้นตาย แต่ถ้าได้รับเสื้อผ้าแล้วไม่เกิดอาการก็ไม่เป็นไร
  5. หลังซัก และตากแห้งเรียบร้อย ถ้าสวมใส่แล้วมีผื่น พยายามไม่แกะเก่า ถ้าสงสัยก็ต้องมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยโรคว่าเป็นอะไรและจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

ลักษณะอาการเบื้องต้นของโรคผิวหนัง

  • โรคติดเชื้ออย่างเช่น กลาก เกลื้อน ก็จะมีผื่นที่ชัดเจน จะมีขอบวงที่ชัดเจน เป็นผื่นคล้ายๆ วงแหวน ขอบจะแดงชัดแต่ตรงกลางผื่นจะเรียบ เกิดขึ้นบริเวณที่มีเหงื่ออับชื้น ตามร่มผ้า ถ้าเจอแบบนี้ก็ควรจะมารักษา
  • โรคเกี่ยวกับหิด จะเป็นตุ่มที่คันและกระจายทั่วตัวโดยเร็วหลังจากได้รับเชื้อ บางทีอาจจะมีตำแหน่งที่เฉพาะ เช่น ตามง่ามมือ ตามรักแร้ สะดือ หรือแถวขาหนีบ แต่ถ้าเป็นหิดมักจะไม่เป็นคนเดียว จะเผื่อแผ่คนในครอบครัวไปด้วย โดยลักษณะพิเศษของหิด คือจะคันมากในตอนกลางคืน กลางวันจะอยู่ได้ปกติเพราะว่าหิดชอบอากาศเย็น

จะออกมาวางไข่ตอนกลางคืน ถ้ามีอาการอย่างนี้ก็ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งโรคหิด ต้องใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะเป็นการรักษาด้วยยาและการดูแลเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มด้วยซึ่งถ้าเป็นหิด 1 คน ต้องรักษาทั้งหมดครอบครัว เพราะจะมีการแพร่เชื้อไปทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

แพทย์เตือน 2 กลุ่มเสี่ยงฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

แพทย์เตือน 2 กลุ่มเสี่ยงฝุ่นละออง PM 2.5 พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

แพทย์เตือน เด็กเล็ก คนแก่ คนป่วยโรคหืด ปอด ถุงลมโป่งพอง เลี่ยงออกจากบ้าน ช่วงฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศพุ่งสูง

แพทย์เตือน คนป่วยโรคหืด ปอด ถุงลมโป่งพอง เลี่ยงออกจากบ้าน ช่วงฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศพุ่งสูง เสี่ยงอาการกำเริบ แนะใช้หน้ากากอนามัยป้องกัน

พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการป้องกันผลกระทบจากการรับฝุ่นละออง หลังจากพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 พุ่งสูงหลายพื้นที่ ว่า ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ มี 2 กลุ่ม คือ

แพทย์เตือน

  1. เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อได้รับฝุ่นละอองมากๆ ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้
  2. กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอด โรคถุงลมอักเสบ และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ทั้งสองกลุ่มจำเป็นต้องระมัดระวัง และไม่ควรออกนอกอาคาร อยู่กลางแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงดีที่สุด หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค แต่หากในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจ ฯลฯ กลุ่มนี้ไม่ควรออกช่วงที่ทางกรมควบคุมมลพิษประกาศเตือนจะดีที่สุด แต่หากต้องออกไปและรู้สึกว่าไม่สบายตัว รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะมีความเสี่ยงโรคกำเริบได้

การสวมใส่หน้ากากอนามัย ต้องเลือกที่มีคุณภาพ ที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กได้ อย่างหน้ากากที่ระบุว่า N95 แต่ด้วยหน้ากากชนิดนี้อาจทำให้หลายคนสวมใส่แล้วรู้สึกอึดอัด ก็อาจเลือกหน้ากากแบบอื่น แต่ต้องมีคุณสมบัติกรองฝุ่นได้เยอะพอสมควร ให้เป็นแบบคาร์บอนก็ได้ หรือหากไม่มีจริงๆ ใช้ผ้าพัน เหมือนอย่างคนงานก่อสร้างมักใช้ผ้าขาวม้าก็ได้เช่นกัน หรือใส่หน้ากากอนามัยสองชั้นก็ยังดี

กรณีใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากจมูกป้องกันก่อนได้หรือไม่ พญ.ฉันทนา กล่าวว่า เรื่องนี้มี 2 กลุ่มที่ความเห็นแตกต่าง อย่างนักวิชาการกลุ่มแรกมองว่า ใช้ได้ เพราะน้ำจะไปอุดรูหน้ากากให้ฝุ่นเข้ายาก แต่นักวิชาการอีกกลุ่มก็บอกว่า น้ำจะไปทำให้สารเคมีละลายทำให้เรารับฝุ่นและสารในฝุ่นมากขึ้นไปด้วย

ดังนั้น หากเป็นการป้องกันในมุมของตนเอง ก็มองว่าใช้หน้ากากอย่างที่บอก หรือใช้ผ้าธรรมดาป้องกันไว้ก่อนในกรณีฉุกเฉิน แต่ที่อยากให้ระมัดระวังอีกกลุ่มคือ ผู้ทำงานกลางแจ้ง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร หรือคนขับวินมอเตอร์ไซค์ ต้องมีหน้ากากสวมใส่ด้วยจะดีที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

อาการที่บอกได้ว่า คุณกำลังมีโรคของ “ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง”

อาการที่บอกได้ว่า คุณกำลังมีโรคของ “ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง”

อาการที่บอกได้ว่า ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างอันได้แก่ กระเพาะปัสสาวะลงมาจนถึงท่อปัสสาวะนั้น การเกิด โรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

อาการที่บอกได้ว่า เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมาก อย่างเช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคต่อมลูกหมากโต โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

อาการที่บอกได้ว่า

อาการโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

โรคของอวัยวะของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างนั้น มักจะเกิดอาการที่เรียกว่า ลุทส์ (LUTS: Lower Urinary Tract Symptoms) ซึ่งประกอบด้วยอาการดังต่อไปนี้ คือ

  1. ปัสสาวะกลางวันบ่อยกว่า 5 ครั้ง ทั้งที่ดื่มน้ำในปริมาณปกติ
  2. ปัสสาวะกลางคืน หมายถึงหลับสนิทไปแล้ว ลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยกว่า 2 ครั้ง หากเกิน 5 ครั้ง ถือว่าผิดปกติมาก
  3. รู้สึกกลั้นปัสสาวะได้ยาก หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หากปัสสาวะขึ้นมา อาจมีบางครั้งที่ปัสสาวะราด โดยไม่สามารถกลั้นได้
  4. มีความรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่า 5 ครั้ง หรือปวดปัสสาวะตลอดเวลา หากรู้สึกปวดปัสสาวะต้องไปทันที แต่ก็ไม่มีปัสสาวะ หรือปัสสาวะน้อยมาก
  5. ปัสสาวะต้องรอ ไม่สามารถปัสสาวะได้เลย ทั้งที่อยู่ที่โถแล้ว
  6. ปัสสาวะแต่ละครั้งต้องเบ่งอย่างมาก หรือบางคนต้องกดหน้าท้องแทบทุกครั้ง เพื่อให้ปัสสาวะออกมา
  7. ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือพุ่งไม่แรงตามปกติ
  8. ปัสสาวะไม่ไหลต่อเนื่อง ปัสสาวะเป็นขยัก
  9. มีปัสสาวะหยดลงมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะสุดแล้ว
  10. รู้สึกปัสสาวะคงค้าง ทั้งที่ปัสสาวะสุดแล้วการรักษาโรคของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

อาการทั้งหมดนี้ อาจเกิดจากพฤติกรรมการดื่มน้ำ พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถแก้ไขได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากอาการดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มน้ำ หรือกลั้นปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์ โดยเบื้องต้น ทางแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปจะซักประวัติ LUTS ตรวจร่างกาย เพื่อดูความผิดปกติของหน้าท้องส่วนล่าง

ความผิดปกติของต่อมลูกหมาก ความผิดปกติของระบบประสาทไขสันหลัง หรือกระทั่งการติดเชื้อ ในบางรายอาจต้องตรวจปัสสาวะ การได้ประวัติอาการ LUTS ที่ชัดเจน ตรวจร่างกาย และตรวจปัสสาวะเบื้องต้นนั้น สามารถวินิจฉัยโรคได้แล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง หากแต่ผลการตรวจปัสสาวะปกติ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน อาการ LUTS ไม่ตรงไปตรงมา แพทย์จะปรึกษาศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อหาสาเหตุ วินิจฉัย และรักษาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! ควรพบแพทย์ด่วนหรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย ! ควรพบแพทย์ด่วนหรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย พาราเซตามอล แอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวดต่างๆ เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมาก เพราะไม่ว่าจะปวดหัวแบบไหน มีไข้ไม่สบาย หรือเครียดสะสมจากการทำงาน

ปวดหัวแบบไหน อันตราย คนไทยก็คว้ายาใส่ปากทานกันได้ง่ายๆ แต่อาการปวดหัวไม่ได้หายกันได้ง่ายๆ แบบนั้นเสมอไป เพราะอาการปวดหัวอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของโรคร้ายอันตรายหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าที่คุณคิด

ปวดหัวแบบไหน อันตราย

ปวดหัวไม่เหมือนเดิม

เราสามารถสังเกตอาการปวดหัวของเราในแต่ละครั้งได้ว่ามีอาการเหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าปกติมักจะปวดหัวตุบๆ ตรงช่วงกลางหน้าผากอยู่บ่อยๆ แต่คราวนี้ดันปวดหัวมากกว่าเดิม และรู้สึกปวดร้าวๆ บริเวณขมับด้านขวาข้างเดียว ปวดมากจนตาพร่า ถือว่าเป็นอาการปวดที่ไม่เหมือนเดิม อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยถึงอาการที่ผิดปกติได้

ปวดหัวเหมือนเดิม แต่เพิ่มความถี่

อาการปวดหัวสามารถเกิดขึ้นได้บ้างเป็นบางครั้ง ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรมาก แต่หากปวดหัวแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้ปวดหนักมาก แต่ก็ยังถือว่าอาจมีความผิดปกติได้ หากปวดหัวบ่อยขึ้น ปวดหัวทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งปวดหัวตลอดเวลา น่าจะไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ แล้วล่ะ

ปวดหัวจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

ตามปกติแล้วเมื่อเราอยู่ในช่วงหลับลึก ประสาทสัมผัสต่างๆ ของเราจะลดลง หากมีอาการบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งอาการปวดต่างๆ ก่อนเข้านอน เมื่อเรานอนจนเข้าสู่ช่วงหลับสนิทแล้ว เราจะไม่รู้สึกถึงอาการเหล่านั้น แต่หากเป็นอาการปวดเฉียบพลันที่ทำให้เราทนไม่ไหว ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก นั่นหมายความว่าเป็นอาการปวดที่ไม่ธรรมดา

ปวดหัว พร้อมอาการข้างเคียงอื่นๆ

หากปวดหัวเพียงอย่างเดียว ทานยาก็หาย แต่ถ้าปวดหัวมากๆ แล้วยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว หน้ามืด แขนขาอ่อนแรง หน้าหรือปากเบี้ยว มีความเป็นไปได้ว่าจะมีความผิดปกติทางประสาท และสมอง

ปวดหัวแล้วทานยาไม่หาย

จากที่เคยคว้าพาราเซตามอลมาทานเม็ดเดียวหาย ก็เริ่มต้องทานเพิ่มเป็น 2 เม็ด หรือเริ่มที่จะต้องเปลี่ยนตัวยาไปพอนสแตน หรือตัวยาอื่นๆ ที่แรงขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าไม่ใช่อาการปวดหัวธรรมดาๆ อย่างที่เคยเป็นแน่นอน อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจกำลังทวีความรุนแรงโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวก็ได้

หากมีอาการปวดหัวที่ผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคร้ายอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประสาท และสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งสมอง และเนื้องอกในสมอง นอกจากนี้ อย่ารอจนกว่าจะมีอาการปวดมากกว่าเดิมจนถึงขั้นทานยาอะไรก็ไม่หาย เพราะหากมีอาการมากถึงขั้นนั้น วิธีการรักษาก็จะยากมากขึ้น และอาจจะต้องใช้วิธีการรักษาอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้นตามไปด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com