มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ

มาดื่มชาเพื่อสุขภาพกันเถอะ  ไม่น่าเชื่อว่าประวัติการดื่มน้ำชามีมานานกว่า 4,700 ปี นอกเหนือจากการเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย แก้ง่วง ยังพบว่าสามารถแก้สารพัดโรคได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นภายในเซลของร่างกาย ยังช่วยต้านอาการอักเสบ ป้องกันตับจากสารพิษ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ ฯลฯ

ซึ่งการที่เครื่องดื่มชาให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายก็ว่ามีองค์ประกอบของสารสำคัญในใบชาอย่างแทนนิน หรือ ทีโพลีฟีนอล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านโรคภัยได้หากดื่มเป็นประจำ แต่สารสำคัญจากใบชามักจะสลายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศและความร้อน

มาดูกันว่าวิธีการชงชาหรือเครื่องดื่มชาแบบไหนที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และแบบไหนจะให้ประโยชน์น้อยที่สุด หรือส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ผู้ที่นิยมดื่มน้ำชาร้อนๆ
สารสำคัญที่เป็นประโยชน์คือ Catechins (คาเทคชินส์) จะถูกความร้อนของน้ำทำลายไปเกือบหมดทำให้เหลือแต่ความหอมและรสชาติ ถ้าต้องการให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังนิยมดื่มชาร้อน ๆ ควรดื่มน้ำชาที่เข้มข้น ซึ่งจะทำให้มีปริมาณสารคาเทคชินส์ที่เข้มข้น แม้สารเหล่านี้จะสลายตัวไปบางส่วนเมื่อโดนความร้อนจากน้ำร้อนก็จริง แต่จะยังคงมีบางส่วนที่หลงเหลืออยู่และพอจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง

ชาเขียวหรือสารสกัดจากใบชาสด
หากนำมาเตรียมเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ในความเย็นจะช่วยรักษาคุณค่าของสารสำคัญในใบชาไว้ได้ดี แต่หากผ่านกระบวน การผลิต ซึ่งเครื่องดื่มชาเขียวจะต้องผ่านขบวนการทำให้ร้อนในขบวนการฆ่าเชื้อจุลลินทรีย์ ก่อนบรรจุลงในขวด ปริมาณสารสำคัญในน้ำชาเขียวก็จะถูกทำลายหรือลดน้อยลงไปเช่นกัน

น้ำชาไม่ควรแต่งรสด้วยนมทุกชนิด
การดื่มน้ำชาไม่ว่าจะชาร้อนหรือชาที่แช่เย็น ไม่ควรแต่งรสด้วยนมไม่ว่าจะน้ำนมสด นมข้นหรือนมผง เพราะโปรตีนที่อยู่ในนมจะไปจับกับสารสำคัญในชา ส่งผลทำให้เกิดการทำลายประสิทธิภาพสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิธีการดื่มชาให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรเลือกดื่มน้ำชาล้วนๆไม่ควรปรุงแต่ง เพราะผู้ที่ชื่นชอบชาเย็นใส่นมจะไม่ได้ประโยชน์ จากใบชาแน่นอน

17 ข้อควรรู้จากประโยชน์ของการดื่มชา
1. ในช่วงที่อากาศร้อนๆ การดื่มชาจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้น เพราะในใบชามีสารโพลีฟีนอล กรดอะมิโน และคาร์โบไฮเดรต เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับน้ำลายจะช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกายได้

2. ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุอาหารอยู่หลากหลายชนิด ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดี และช่วยกระตุ้นระบบประสาทและร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในใบชามีสารคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาท ทำให้ช่วยหมุนเวียนโลหิต

3. ชามีอิทธิพลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ภายในร่างกาย ซึ่งมีการใช้ชาผสมกับยาแก้ปวด เพื่อช่วยเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาโรคไมเกรน และทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานยิ่งขึ้น

4. ดื่มชาเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและสดชื่น ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณ

5. ดื่มชาบ่อยๆ มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ และช่วยสลายไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล โดยไปเพิ่มการขับคอเลสเตอรอลในร่างกายผ่านทางน้ำดีในอุจจาระ

6. ชาจีน สามารถควบคุมการเกิดโรคอ้วนได้ เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ต้านจุลชีพ ช่วยลดการอักเสบ สมานแผล ช่วยขับและล้างสารพิษในร่างกาย ซึ่งในใบชามีสารโฟลีฟีนอลที่สามารถช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ได้

7. คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการดื่มชาจะสามารถ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เพราะใบชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสุขภาพ

8. ชามีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ และช่วยในการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งจะช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตับ การดื่มชายังช่วยรักษาอาการเจ็บหน้าอก และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

9. การดื่มชาแก่ๆ สักถ้วย จะเป็นการช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร และยังช่วยในการย่อยอาหารจำพวกวิตามินกลุ่มต่าง ๆ

10. ชามีสารไอโอดีน และฟลูออไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยป้องกันภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป มีฟลูออไรด์ในจำนวนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายโดยจะช่วยป้องกันฟันผุและเสริมมวลกระดูกได้

11. ใบชาทุกประเภทมีส่วนประกอบของโปรตีนและวิตามิน วิตามินซี วิตามินบี สารแทนนิน กาเฟอีน โพแทสเซียม กรดแอมโมเนีย สารคาเทชิน โพลีฟีนอล แร่ธาตุอีกหลายชนิดที่ทำให้ร่างกายมีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ลดความเครียด ความดันโลหิต และป้องกันหลอดเลือดตีบตัน

12. การดื่มชาจะช่วยทำให้การไหลเวียนของโรคดีขึ้น ช่วยละลายไขมัน ป้องกันการสะสมไขมันส่วนเกินในร่างกาย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความแก่ ฯลฯ

13. สรรพคุณในทางยาของ ชาเขียว สมัยก่อน ใช้บำบัดรักษาอาการต่างๆ ไม่ว่าจะอาการปวดหัวไปจนถึงโรคซึมเศร้า

14. สารประกอบในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และยังพบอีกว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดลงได้

15. ดื่มชาเขียวจะช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งคาเทชินในชาเขียวจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น ทำให้ น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่มีผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

16. คุณค่าที่มีอยู่ในใบชาชาว คือโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี โพแทสเซียม และโดยเฉพาะโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนตี้ออกซิแดนท์ที่แข็งแรงที่สุด ชาขาวจึงมีสารต้านอนุมูลมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า หรือเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้น 12 แก้ว และมีปริมาณคาเฟอีนน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับชาชนิดอื่นๆ

17. ถ้าต้องการดื่มเพื่อสรรพคุณทางยาควรดื่มชาวันละ 10 ถ้วยขึ้นไปจึงมีผลต่อการรักษาโรคต่างๆได้ ซึ่งการดื่มชาหนึ่งถ้วยก่อนอาหารประมาณยี่สิบนาที จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม ความอยากอาหารลดลง”

ได้ทราบประโยชน์ของชาหลากสไตล์กันไปแล้ว คราวนี้มาเลือกกันได้แล้วล่ะว่า…คุณจะดื่มชาประเภทไหนที่จะให้ประโยชน์กับร่างกายที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.ochasama.com

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ทางเลือกเพื่อการควบคุมอาหารให้ได้ผลดั่งใจ

ฟักทองลดน้ำหนัก ฟักทองเป็นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนานหลายร้อยปี ถูกนำมาคิดค้นเป็นสูตรอาหารทั้งคาวหวานหลากหลายเมนูที่ชวนลิ้มลอง

ฟักทองลดน้ำหนัก ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างเบต้าแคโรทีนที่อัดแน่นอยู่ภายใน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย อีกทั้งเส้นใยอาหารจำนวนมาก มีแคลอรี่ต่ำ จึงกลายเป็นเมนูลดน้ำหนักสำหรับสาวๆ ที่กลัวอ้วนได้เป็นอย่างดี ใครที่อยากรู้ว่าเมนูฟักทองลดน้ำหนักสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอะไรได้บ้าง ลองมาดูไอเดียต่อไปนี้ที่จะช่วยให้สาวๆ เปลี่ยนมื้ออาหารให้อร่อย แถมไม่อ้วนได้อีกด้วยค่ะ

ฟักทองลดน้ำหนัก

เมนูซุปฟักทองสูตรคลีนเว่อร์!

เนื้อฟักทองนั้นมีวิตามินเอสูง ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้งและเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งหากสาวๆ ได้รับประทานฟักทองเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยอาจจะนำฟักทองมาทำเป็นเมนูง่ายๆ เพียงแค่นำเนื้อฟักทองมาปอกเปลือก แล้วหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ จากนั้นนำไปต้ม เมื่อสุกได้ที่แล้วก็นำมาปั่นกับน้ำเปล่าให้ละเอียด จากนั้นนำไปเคี่ยวอีกครั้ง เติมเกลือและน้ำผึ้งเล็กน้อย ก็จะได้เป็นเมนูซุปฟักทองแคลอรี่ต่ำ รสอร่อย และยังทำไม่ยุ่งยาก โดยรสชาติของเมนูนี้จะคล้ายๆ กันการกินฟักทองที่นำไปนึ่ง แต่วิธีนี้จะกินง่ายกว่าและรู้สึกอิ่มท้อง เหมาะสำหรับรับประทานเป็นมื้อเช้า รับรองว่าช่วยให้สาวๆ ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีทีเดียว

แกงเลียงฟักทอง เมนูคู่ครัวไทย

เมนูแสนอร่อยเรียบง่าย และได้รสชาติความแซ่บแบบไทยๆ กับเมนูแกงเลียงฟักทอง ที่ยังมีส่วนผสมของผักอื่นๆ อีกหลายอย่าง หากต้องการเพิ่มความอิ่มมากขึ้น เน้นเติมเนื้อฟักทองหั่นเข้าไป จะได้รสชาติความหวานนัวกลมกล่อมของรสผัก กินยังไงก็ไม่อ้วน แถมอิ่มท้องอีกด้วย

เมนูฟักทอง ที่ไม่ควรลอง

ฟักทองที่นำไปทอดให้กรอบและมีรสชาติที่แสนอร่อยนั้น เป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมาก หากต้องการจะลดน้ำหนักแล้วล่ะก็ ควรงดเมนูนี้ไปได้เลย เนื่องจากฟักทองที่เป็นแบบทอดนั้น จะมีส่วนผสมของน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าเมนูนี้จะต้องมีปริมาณแคลอรี่ที่สูงมากอีกเช่นกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของสาวๆ เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าฟักทองจะมีประโยชน์ที่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็สามารถทำให้สาวๆ อ้วนได้เช่นกัน รวมถึงพวกฟักทองแกงบวช หรือฟักทองเชื่อมที่เป็นขนมหวาน แม้จะมีวัตถุดิบหลักเป็นเนื้อฟักทอง แต่ก็อุดมไปด้วยปริมาณไขมันและน้ำตาลสูงมากๆ ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า

ด้วยเมนูฟักทองช่วยลดน้ำหนัก กับสูตรการดูแลสุขภาพแบบง่ายๆ ราคาประหยัด หากมีวินัยในการกินที่ดีควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ รับรองเลยว่าหุ่นของสาวๆ จะสวยได้อย่างที่ต้องการแน่นอนค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ออกกำลังกายยังไงให้เหมาะสมสามารถทำได้จริงหรือ

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายคน คงกังวลกับการออกกำลังกายว่า สามารถทำได้จริงหรือ จะทำให้อาการเลวร้ายลงไปได้หรือเปล่า ผู้ป่วย พาร์กินสัน ออกกำลังกาย ยังไงจึงจะเหมาะสม

ป่วยเป็น “พาร์กินสัน” ความจริงแล้ว การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อผู้ป่วยโรคนี้อย่างมาก ดังนั้น มาศึกษาวิธีการและข้อควรระวังต่อไปนี้ เพื่อการออกกำลังกายที่เหมาะสม

การออกกำลังกายสำคัญกับโรคพาร์กินสันอย่างไร
ข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การที่ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกายอย่างเป็นประจำมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยลดอาการแข็งเกร็ง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังช่วยในการช่วยการเคลื่อนไหว ท่าทาง การทรงตัว และการเดิน นอกจากนี้การออกกำลังกาย ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือด ระบบการหายใจ และระบบสมอง ทั้งนี้ การออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป หรือการออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มทักษะการเรียนรู้และความจำ ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน

ป่วยเป็น

การตอบสนองต่อการออกกำลังกายของผู้ป่วย
ถึงการออกกำลังกายส่งผลต่อดีต่อผู้ป่วยพาร์กินสันเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง การตอบสนองต่อการออกกำลังกาย เป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง ที่อาจทำให้คนป่วยถอดใจไปเสียก่อน เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสัน มักจะมีการตอบสนองต่อการออกกำลังกายที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน ด้วยอาการของโรค ซึ่งเป็นความผิดปกติของการทำงานระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีปัญหาในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะออกกำลังกายจึงมีปัญหาในการระบายความร้อน ไม่มีเหงื่อ นอกจากนี้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาจทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีความยากลำบากในการเคลื่อนไหว และใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมาก จึงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการใช้ออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายของผู้ป่วยพาร์กินสันลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยทั่วสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ปัจจัยโดยตรง อย่างอาการแสดงของโรค เช่น อาการสั่นกระตุก และอาการเกร็งแข็ง และปัจจัยที่เกิดขึ้นจากความอ่อนล้า ความอดทนของสภาพร่างกายจากการออกกำลังกาย หรืออาการข้อติดที่เกิดจากการทำกิจกรรมน้อย

การออกกำลังกายที่เหมาะสม
ควรให้มีตารางการฝึกที่ต่อเนื่องเป็นประจำ ซึ่งความถี่ในการฝึกต้องขึ้นอยู่กับตัวของผู้ป่วยเองด้วย โดยแนะนำให้จัดกิจกรรมออกกำลังกายแบบเป็นกลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มักแยกตัวเองออกจากสังคม รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก

การออกกำกายอย่างช้าๆ เช่น ไทชิ หรือ โยคะ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกท่าต่างๆ ในการทำงาน

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

การฝึกเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ

พยายามอย่าเคลื่อนตัวเร็ว

ยาอาจมีผลต่อโรคพาร์กินสัน
การรับประทานยาเพื่อรักษาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสัน ร่วมกันการออกกำลังกาย อาจส่งผลให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการและปรึกษาคุณหมอที่รักษาเป็นประจำ

ยาที่เพิ่มพลาสม่าเลเวล จะส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นหัวใจ หรือทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ

กรณีการได้รับการเปลี่ยนยา ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เนื่องจากยังไม่ทราบผลกระทบของยาที่แน่ชัดเมื่อออกกำลังกาย

ข้อควรระวังสำหรับ ผู้ป่วยพาร์กินสัน
ผู้ป่าวยบางรายอาจมีหัวใจเต้นช้าลงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่ถึงอัตราการเต้นของหัวใจเป้าหมาย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจเต้นเร็วอย่างมากขณะออกกำลังกายในช่วงที่ยามีประสิทธิภาพสูงสุด

ในการออกกำลังกายรูปแบบเดิมแต่มีการรับประทานยาที่มีผลต่อระดับพลาสม่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้ทุกวัน

รายที่มีการเปลี่ยนแปลงของอาการบ่อยๆ ให้มีการบันทึกค่าอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และการให้ออกซิเจน ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย เพื่อประมาณช่วงของการเปลี่ยนแปลงได้

กระจายน้ำหนักให้ลงเท้าทั้งสองข้างอย่างสมดุลกัน

หลีกเลี่ยงท่าที่ต้องมีการถอยหลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

คนกินเจ กินอาหารอะไรทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้บ้าง

คนกินเจ กินอาหารอะไรทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้บ้าง

คนกินเจ โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย โดยแหล่งสำคัญของโปรตีนก็คือเนื้อสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำหรับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ หรือ คนกินเจ ซึ่งงดเว้นเนื้อสัตว์

คนกินเจ โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย โดยแหล่งสำคัญของโปรตีนก็คือเนื้อสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำหรับผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติ หรือ คนกินเจ ซึ่งงดเว้นเนื้อสัตว์ ว่าจะทดแทนโปรตีนที่ขาดหายไปจากเนื้อสัตว์อย่างไรดี

คนกินเจ

โปรตีนนั้น สำคัญฉะนี้

โปรตีนเป็นสารอาหารจำเป็นสำหรับสุขภาพโดยรวมของเรา โปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของเส้นผม ผิวหนัง เล็บ กระดูก กล้ามเนื้อ และกระดูกอ่อน ร่างกายยังใช้โปรตีนในการเสริมสร้างความเติบโต และซ่อมแซมเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งใช้ในการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย โปรตีนยังมีประโยชน์สุขภาพหลายอย่าง เช่น ช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการทำให้อิ่มนาน ทำใหไม่กินจุบกินจิบ รวมถึงลดระดับของเกห์ลินที่เป็นฮอร์โมนกระตุ้นความหิวด้วย โปรตีนยังช่วยรักษามวลกระดูก

ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มการทำงานของสมอง และเนื่องจากว่า ถึงแม้โปรตีนจะเป็นสารอาหารหลัก (macronutrient) ที่ร่างกายต้องการในปริมาณมาก เช่นเดียวกับไขมันและคาร์โบไฮเดรต แต่ที่ต่างจากคาร์โบไฮเดรตกับไขมันก็คือ ร่างกายไม่มีการเก็บสะสมโปรตีนเอาไว้ จึงไม่มีโปรตีนสำรองที่สามารถดึงมาใช้งานได้เมื่อต้องการ คุณจึงต้องบริโภคโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน

โดยทั่วไป แนะนำให้บริโภคโปรตีนให้ได้ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม การขาดโปรตีนสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ปัญหาผิวและเล็บ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ไม่มีเรี่ยวแรง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ฯลฯ ฉะนั้น จึงควรให้แน่ใจว่าเราได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในแต่ละวัน

งดเนื้อสัตว์ แต่ไม่ขาดโปรตีน

การกินอาหารประเภทปราศจากเนื้อสัตว์ เป็นรูปแบบการกินอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการกินมังสวิรัติแบบต่างๆ หรือการกินเจแบบของชาวจีน ซึ่งถึงแม้จะมีรายละเอียดของการกินที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ การงดเนื้อสัตว์

ซึ่งถือเป็นแหล่งสำคัญของโปรตีน แต่ข่าวดีก็คือ เนื้อสัตว์ไม่ใช่เพียงแหล่งเดียวของโปรตีน อาหารจากพืชมากมายหลายชนิดต่างมีส่วนประกอบของโปรตีนเช่นเดียวกัน และสิ่งพิเศษของโปรตีนจากพืชเหล่านี้ก็คือ มันยังให้เส้นใยอาหารและสารอาหารเพิ่มเติมที่อาจไม่มีในเนื้อสัตว์ด้วย และอีกข่าวดีก็คือ อาหารจากพืชหลายชนิดมีโปรตีนในปริมาณสูง

ที่ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องกินอาหารเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้รับโปรตีนให้เพียงพอ แต่หัวใจสำคัญก็คือ การเลือกอาหารจากพืชที่มีโปรตีนสูง ถึงแม้การกินเจจะเป็นเพียงช่วงเวลาไม่กี่วัน แต่ก็ควรให้แน่ใจว่า คุณไม่ขาดโปรตีนที่จำเป็น เพราะฉะนั้นอย่าลืมเพิ่มอาหารจากพืชที่มีโปรตีนสูงเข้าไปในอาหารของคุณ ในระหว่างที่งดเนื้อสัตว์นี้ด้วย

อาหารทดแทนเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพ

ขนุน

เราคุ้นเคยกับผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างดี โดยนิยมกินเนื้อสุกของขนุน จนทำให้อาจไม่ตระหนักว่า แท้จริงแล้วผลไม้ชนิดนี้เป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีโปรตีนสูงเป็นอย่างมาก และเนื่องจากขนุนมีลายเส้นของไฟเบอร์คล้ายกับเนื้อสัตว์ ทำให้เวลารับประทานแล้ว จะมีความรู้สึกเหมือนกับกำลังกินเนื้อสัตว์ รวมทั้งได้โปรตีนสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ โดยขนุนดิบ 154 กรัม มีโปรตีนอยู่ถึง 5.4 กรัม ขนุนยังมีสารอาหารสำคัญอย่างแคลเซียมในปริมาณสูงถึง56 มก. ธาตุเหล็ก 1.0 มก. และวิตามินซีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง เช่นเดียวกับเส้นใยอาหารในขนุนที่ช่วยการย่อยอาหาร และทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น

เห็ด

เห็ดถือเป็นซูเปอร์ฟู้ดสำหรับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ โดยเห็ด 100 กรัมมีโปรตีน 3.1 กรัม เห็ดมีเนื้อสัมผัสที่นำมาทำอาหารได้หลากหลาย และมีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนโดย Mushroom Council ในสหรัฐฯ ที่ชี้ว่า การกินเห็ดอาจทำให้รู้สึกพึงพอใจและอิ่มได้มากกว่าเนื้อ เห็ดยังมีแคลอรี่ต่ำ และสารอาหารสูง ที่สำคัญก็อย่างเช่นโพลีแซคคาไรด์ ที่กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน ช่วยยับยั้งการสร้างเอนไซม์บางชนิด เช่น อะโรมาเทส (aromatase) ที่ร่างกายใช้เพื่อสร้างเอสโตรเจน ซึ่งนี่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม เห็ดยังมีไนอะซินและวิตามินบีอื่นๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่มักพบในเนื้อสัตว์ และไม่ค่อยพบในพืช แต่เห็ดเป็นแหล่งวิตามินบีที่สำคัญของคนกินเจ

ถั่วเปลือกแข็งและธัญพืช

อาหารในกลุ่มนี้อย่างเช่น วอลนัต อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดเจีย เมล็ดแฟล็กซ์ เป็นแหล่งสำคัญของไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และช่วยป้องกันโรคเรื้อรังได้มากมาย การศึกษาเมื่อปี 2017 ในวารสาร Journal of the American College of Cardiology พบว่า การกินถั่วในปริมาณสูง สัมพันธ์กับการลดลงของความเสี่ยง ในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ถั่วต่างๆ ล้วนมีปริมาณโปรตีนสูง เช่น ในปริมาณ 100กรัม เลนทิลมี โปรตีน 9 กรัม วอลนัต มีโปรตีน 15กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีโปรตีน 18 กรัม และอัลมอนด์ มีโปรตีนถึง 21 กรัม

ถั่วเมล็ดและพืชตระกูลถั่ว

ทั้งพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วแขก หรือถั่วเมล็ด เช่น ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฯลฯ ทั้งหมดล้วนให้ทั้งโปรตีนและสารอาหารที่อาจขาดไปในอาหารเจ เช่น ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต ถั่วเมล็ดพวกนี้หากนำมาแช่ก่อน 8-24 ชั่วโมงก่อนปรุงอาหาร และปล่อยให้เมล็ดถั่วงอกออกมาเล็กน้อย การงอกของเม็ดถั่วพวกนี้จะช่วยให้ปริมาณสารอาหารเพิ่มมากขึ้น โดยในปริมาณ 100 กรัม ถั่วลูกไก่ (ชิคพี) มีโปรตีน 19 กรัม ถั่วดำ มีโปรตีน 21 กรัม และถั่วแดงหลวง มีโปรตีนสูงถึง 24 กรัม

บอคฉอย หรือ ผักฉอย หรือกวางตุ้งจีน

ผักชนิดนี้เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดี ในปริมาณ 100กรัมจะมีโปรตีน 1.5 กรัม และยังมีสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โฟเลต แคลเซียม โปแตสเซียม แมงกานีส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ ซี และเค การศึกษาจำนวนมากแสดงว่าบอคฉอยมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง โดยกาบชั้นนอกจะมีแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด ทั้งยังมีคุณสมบัติต้านอักเสบ ที่ทำให้การบริโภคผักฉอยในปริมาณสูง สามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้

แอสพารากัส

เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินบี โฟเลต คอปเปอร์ แมงกานีส ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม วิตามินเอและเค มีคุณสมบัติตานอักเสบและต้านมะเร็ง ที่สำคัญก็คือมีส่วนประกอบของฟรุคโตอลิโกแซคคาไรด์ (Fructooligosaccharides) ที่เป็นพรีไบโอติก ช่วยกระตุ้นการเติบโตของแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพในลำไส้ใหญ่ โดยแอสพารากัส 100 กรัม มีโปรตีนอยู่ 2.2 กรัม

ดอกกะหล่ำ

ดอกกะหล่ำ 100 กรัม มีโปรตีน 2 กรัม และยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี วิตามินเค และแร่ธาตุอย่างเช่น โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และธาตุเหล็ก ที่สำคัญก็คือมีกลูโคซิโนเลตส์ (Glucosinolate) สารประกอบกำมะถันที่เรียกว่า Sinigrinในปริมาณสูง ซึ่งเชือกันว่ามีคุณสมบัในการติต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และต้านอักเสบได้ ปริมาณของกลูโคซิโนเลตส์จะลดลงอย่างมากเมื่อปรุงสุก การรับประทานดิบจึงจะได้ประโยชน์ของกลูโคซิโนเลตส์มากกว่า แต่ดอกกะหล่ำยังมีแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดอื่นในปริมาณสูง ที่ไม่สูญหายไปจากการปรุงสุก และยังอาจเพิ่มขึ้นได้ด้วยหลังการทำให้สุกด้วยการนึ่ง

ท้ายสุด แต่ไม่สุดท้าย ของการงดเนื้อสัตว์

อย่างไรก็ตาม โปรตีนอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่เนื้อสัตว์ให้ได้ เช่นเดียวกับที่เนื้อสัตว์อาจไม่มีสารอาหารบางอย่างและเส้นใยอาหารเช่นเดียวกับพืช เนื้อสัตว์ก็มีสารอาหารบางชนิด ที่อาจมีอยู่อย่างจำกัดในพืช เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ การใส่ใจในเรื่องสารอาหารที่ร่างกายต้องการ และดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ขาดสารอาหารจำเป็นอะไรจากการไม่กินเนื้อสัตว์ ซึ่งบางครั้งอาจหมายความถึงการที่คุณต้องกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางอย่าง เพื่อทดแทนสารอาหารบางอย่างจากเนื้อสัตว์ โปรดปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับผลดีมากกว่าผลเสีย จากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น สร้างซิกแพค ภายใน 6 เดือน กินชาไข่มุกได้

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น สร้างซิกแพค ภายใน 6 เดือน กินชาไข่มุกได้

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น สร้างซิกแพคมนุษย์เงินเดือนอย่างเราย่อมรู้ดีว่า การเข้างานมาตอกบัตรตอนเช้า ตกเย็นยังต้องฝ่ารถติดกลับบ้าน มันเหนื่อยแสนเหนื่อยเข้าไปอีก เรื่องออกกำลังกายหรอ?

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น สร้างซิกแพค  มนุษย์เงินเดือนอย่างเราย่อมรู้ดีว่า การเข้างานมาตอกบัตรตอนเช้า ตกเย็นยังต้องฝ่ารถติดกลับบ้าน มันเหนื่อยแสนเหนื่อยเข้าไปอีก เรื่องออกกำลังกายหรอ? ลืมไปได้เลย เพราะกว่าจะถึงบ้านก็หมดเวลาแล้ว แลแม้จะทำงานเครียดแค่ไหน ถ้าได้กินของอร่อยถูกใจ ทุกอย่างก็หายเป็นปลิดทิ้ง คุณไม่ใช่คนเดียวที่คิดแบบนี้ค่ะ คุณลูกไม้ พนักงานสาวออฟฟิศก็เป็นเหมือนกัน

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น สร้างซิกแพค ภายใน 6 เดือน
สร้างซิกแพค

สาวออฟฟิศ ปั้นหุ่น

กินเก่ง จนสุขภาพพัง
เกิดมาก็อ้วนเลย น้ำหนักมากสุดอยู่ที่ 55 เราเป็นผู้หญิงที่ชอบกิน กินเก่ง กินทุกอย่าง ไม่เคยเลือก เอาอร่อยเอาอิ่มไว้ก่อน ชาไข่มุกแทบทุกวัน เลิกงานดึกก็กินดึก พวกข้าวเหนียวหมูทอด ปิ้งย่าง และที่สำคัญไม่ออกกำลังกายเลย จนมีโอกาสได้ตรวจสุขภาพประจำปี เลยทำให้รู้ว่า เราอายุแค่ 25-26 แต่สุขภาพของเราแก่นำเราไปเยอะมาก ตัวเลขพวกค่าคอเลสเตอรอล ไขมันเลวในร่างกายมันแย่มาก ประกอบกับเราเป็นออฟฟิศซินโดรมหนัก ปวดคอ ปวดข้อมือตลอดเวลา จนเรารู้สึกว่า เราจะปล่อยให้ร่างกายพังแบบนี้ไม่ได้

 

ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หุ่นคือกำไร
หลังจากที่สุขภาพพัง เราก็เริ่มออกกำลังกายด้วยการโยคะ แรกๆ ทรมานมาก เพราะตัวตึงไปหมด แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง อาการปวดลดลง เพื่อนทักว่าผิวพรรณดูสดใสขึ้น กระฉับกระเฉงมากกว่าเดิม ต่อมาเราก็เริ่มมาปฏิวัติเรื่องอาหาร ทำกินเอง เน้นผัด/ต้ม ของทอดแทบไม่ทาน ปรุงหลักๆ ก็ใช้แค่ซอสปรุงรส น้ำมันหอย ไม่ใส่น้ำตาล ผงชูรส น้ำปลานานๆ ใส่ที พยายามกินผักทุกมื้อ ผลไม้จะเลือกกินที่น้ำตาลไม่สูง ส่วนแป้งจะเลือกไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ไรซ์เบอร์รี่

เราไม่มี Cheat Day แต่เรามี Cheat Everyday ค่ะ ไม่ได้นับแคเป๊ะๆ แต่จะเลือกทานอาหารดีๆ ส่วนไอติม ชาไข่มุก ก็ยังกินอยู่นะคะ แต่จะกินอาทิตย์ละครั้ง เลือกร้านที่ใช้นมสด เน้นหวานน้อยมากๆ พวกขนมไม่คลีน เราก็กินนะคะ แต่กินให้หายอยาก ที่สำคัญต้องมีสติค่ะ! วันไหนกินเยอะ ก็จะออกกำลังกายเยอะ

หลังจากปรับการกินก็ผอมลง แต่ไม่ฟิต ตัวมันจะลีนๆ แห้งๆ เหี่ยวๆ จากนั้นเราก็เริ่มเข้าฟิตเนส เล่นเวท ออกกำลังกายอย่างจริงจังมาประมาณปีกว่าๆ จนเสพติดและหลงรักการออกกำลังกาย เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองเยอะมาก จากที่เป็นออฟฟิศซินโดรมก็หายไปหมด (เคยไปหาหมอ ฝั่งเข็มแล้วก็ไม่หาย)

พนันออนไลน์

ออกกำลังกาย 5 วัน เว้น 2 วัน
เราจะออกกำลังกาย 5 วัน แล้วก็พัก 2 วัน โดยแบ่งเป็นเวทขา 2 วัน เวทส่วนอื่นสลับๆกัน เช่น หลัง+แขน อีก 2 วัน ส่วนอีกวันจะเป็นการออกแบบ HIIT พวก cardio เราทำทุกวันหลังเวทค่ะ ประมาณ 30 นาที

 

สาวออฟฟิศ จะปั้นซิกแพค ต้องหยุดคิดว่าไม่มีเวลา!
เราปั้นซิกแพคภายในเวลา 6 เดือน ไม่แน่ใจว่าเร็วหรือช้า แต่สิ่งที่สำคัญเลยก็คือ ต้องมีวินัยในการทานและการออกกำลังกาย พุงไม่ได้สร้างในวันเดียว และไม่สามารถลดได้ในวันเดียวเช่นกัน ทุกอย่างต้องทำต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ส่วนสาวๆ ที่จะเริ่มปั้นซิกแพค ต้องเริ่มจากหยุดคิดว่าไม่มีเวลาค่ะ การจะมีกล้ามท้องสวยๆ ได้จะต้องทำควบคู่กันทั้งทานอาหารดีๆ (70%) และออกกำลังกาย (30%) ค่ะ การออกกำลังกายในที่นี่ไม่ใช่การทำท่าบริหารหน้าท้องต่างๆอย่างเดียวน้า แต่จะต้อง Cardio, Weight training รวมไปถึงการทำ HIIT ควบคู่กันไปกับการคุมอาหาร (*เลือกกินของดีต่อร่างกาย ให้ได้สารอาหารครบและเพียงพอ) เพื่อลดไขมันในร่างกายของเรา (*ลดทั้งตัว ไม่มีลดเฉพาะส่วน) และอีกสองสิ่งสำคัญคือ”วินัยและความสม่ำเสมอ” ทำต่อเนื่อง บางคนอาจเห็นผลเร็ว บางคนใช้เวลาหลายเดือน ขออย่าท้ออย่ายอมแพ้ไปก่อน ซิกแพคมาแน่นอน

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://women.mthai.com